‘เท้ง’ เผยคำร้อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านเสร็จแล้ว คาดยื่นสภาฯ 11 พ.ค. แจง ปมไม่หยิบใช้ร่าง ‘ประชาธิปัตย์’ ทั้งที่เสนอก่อน เพราะกลัวเขียนไม่รัดกุม-รอบคอบเพียงพอ ย้อน ‘อนุทิน’ การรับผิดชอบที่ดีที่สุด โยกส่วนเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ไม่เร่งด่วนมาใช้งบฯ 70 แทน
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 10 พฤษภาคม ที่หน้าสถานีขนส่งเอกมัย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการยกร่างคำร้องศาลรัฐธรรมนูญ ปมตีความพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ว่า คำร้องเสร็จเป็นที่เรียบร้อยและตนได้เห็นแล้ว แต่ยังต้องรอให้พรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ ที่จะมาร่วมลงชื่อได้มีโอกาสเห็นคำร้องด้วย เบื้องต้นตั้งเป้าไว้ว่าภายในวันที่ 11 พฤษคมนี้ จะมีการยื่นคำร้องดังกล่าวต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร
เมื่อถามถึง คำร้องของพรรคประชาชนแตกต่างจากของพรรคประชาธิปัตย์อย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เนื้อหาใจความหลักคงไม่ได้แตกต่างกัน เนื่องจากต้องอาศัยตามช่องทางของรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า การออก พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเงินกู้แผนที่ 2 ซึ่งจะใช้เงิน 2 แสนล้านในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ ซึ่งในคำร้องก็จะมีการประกอบข้อมูลอื่นๆ เช่น แผน PDP และแผนโครงสร้างพลังงานไทย ที่จะชี้ให้ประธานรัฐสภา และศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของรัฐวางแผนล่วงหน้าหลายปี และสามารถบรรจุในงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า ในเมื่อรัฐบาลเห็นแผนแล้ว และเมื่องบปี’70 รัฐบาลได้เปิดโอกาสให้ตั้งคำของบประมาณใหม่ และพยายามจะพิจารณาให้เสร็จทันวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ก่อนที่จะเข้าสภา ซึ่งในความเป็นจริงสามารถนำแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานเข้ามาอยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ตามปกติ ไม่มีเหตุผลใดเลย ที่จะต้องออกเป็น พ.ร.ก. การกระทำแบบนี้มองในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลพยายามที่จะลัดเลาะช่องทางปกติหรือไม่ และไปใช้ช่องทางที่เป็นคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ เพื่อเจตนาซ่อนเร้นหรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้พรรคประชาชนได้บรรจุเข้าไปในคำร้องเพื่อให้เกิดความชัดเจนด้วย

เมื่อถามว่า เหตุใดพรรคประชาชนไม่ใช้ร่างของพรรคประชาธิปัตย์ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เนื้อหารายละเอียด เป็นเรื่องทางกฎหมาย จึงไม่ได้อยากลงรายละเอียดมาก แต่สิ่งที่พรรคประชาชนระมัดระวังมาตลอด คือการป้องกันไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจในการขยายขอบเขตอำนาจเขตแดนของตัวเอง และพรรคประชาชนมองว่า หากคำร้องเขียนไม่รัดกุมเพียงพอ
นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า มองอีกด้านหนึ่งแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยเป็นคุณในสิ่งที่มีการร้อง เช่น หากให้ พ.ร.ก.นี้ สิ้นผล แต่เหตุผลที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประกอบคำวินิจฉัย อาจจะมีผลผูกพันต่อรัฐบาลต่อไปที่มีความจำเป็นที่จะต้องตราพระราชกำหนด ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาได้ เช่น กรณีที่ตุลาการบางท่านมีความเห็นว่า ต้องสร้างทางลูกรังให้หมดไปจากประเทศนี้ก่อน ก่อนที่จะทำรถไฟความเร็วสูงได้ ซึ่งก็อาจจะมีปัญหาที่ตัวศาลรัฐธรรมนูญเองที่วินิจฉัยข้ามเขตแดนอำนาจ ที่เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ฉะนั้น เหตุผลของพรรคประชาชนจึงต้องศึกษาด้านนี้ และให้ทีมกฎหมายดูอย่างรอบคอบว่า การเขียนคำร้องของพรรคประชาชนเหมาะสมมากที่สุด
เมื่อถามถึง กรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บอกว่าจะเป็นผู้รับผิดชอบเอง ทำให้ฝ่ายค้านมั่นใจได้หรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า วิธีการรับผิดชอบที่ดีที่สุดคือการปล่อยให้สภาผู้แทนราษฎรได้มีโอกาสตรวจสอบเงินทุกบาททุกสตางค์อย่างโปร่งใส เปิดโอกาสให้ได้อภิปราย เปิดโอกาสให้พิจารณาในชั้นกรรมาธิการ หรือเปิดโอกาสให้กรรมาธิการวิสามัญงบประมาณรายจ่ายประจำปีมีการไลฟ์สด มีการเปิดเผยข้อมูลงบประมาณในแต่ละปีหลายล้านล้านบาทในสภา ซึ่งวันนี้ยังปิดข้อมูลอยู่
นายณัฐพงษ์กล่าวย้ำว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปตราเป็น พ.ร.ก. ที่ถือเป็นช่องทางที่อาศัยการลัดเลาะเป็นพิเศษ เหมือนเป็นการตีเช็คเปล่า ที่ไม่มีรายละเอียดข้างในให้เห็นเลย ดังนั้น ที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าพร้อมรับผิดชอบ พร้อมที่จะให้ตรวจสอบ ขอให้เงินกู้ส่วน 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะนำไปใช้ในโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่ไม่เร่งด่วน ขอก็นำมาเข้าสู่กระบวนการงบประมาณปกติจะดีกว่า

