‘ส.ว.เทวฤทธิ์’ จี้ถามคืบหน้าทวงความยุติธรรม 13 คดีทำร้ายปชช.-จนท. จากเหตุสลายชุมนุมปี’53 หวั่นคดีหมดอายุความ ด้าน ‘รุทธพล’ แจงผลดำเนินการ 5 กลุ่มคดี ยันให้ความเป็นธรรมตามหลัก กม. ไม่ปล่อยคดีหมดอายุความ
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ช่วงกระทู้ถามเป็นหนังสือ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย ส.ว. เรื่องสถานะและความคืบหน้าในการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐในเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 และแนวทางการเร่งรัดดำเนินคดีหรือดำเนินการส่วนอื่นที่เกี่ยวกับส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันไม่ให้คดีหมดอายุความโดยที่ผู้เสียหาย ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ถาม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
นายเทวฤทธิ์กล่าวว่า ผ่านมา 16 ปี กับเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี’53 ซึ่งในเหตุการณ์นั้นมีผู้เสียชีวิตทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ประชาชน ผู้ชุมนุมและอาสาสมัครมนุษยธรรม และอื่นๆ รวม 94 ราย มีกระบวนการสืบหาข้อเท็จจริง เอาคนผิดมาลงโทษในช่วงเวลาแรกที่มีการสลายการชุมนุม ซึ่งกระบวนการภายหลังตีบตันและล่าช้าหายไป ตั้งแต่หลังมีการทำรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตนได้ยกขึ้นนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดกับอาสาสมัครมนุษยธรรม สื่อมวลชน ประชาชน หรือแม้กระทั่งทหาร โดยวิธีการแสวงหาความยุติธรรมผ่านมา 16 ปีแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งตนเคยตั้งคำถามกับ รมว.ยุติธรรมคนก่อนหน้านี้ท่านตอบมาคร่าวๆ ว่ามีความคืบหน้าอย่างไรบ้างคดีในกระบวนการพิจารณาของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เกี่ยวกับการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 181 คดี สั่งฟ้อง 13 คดี คำสั่งไม่ฟ้อง 16 คดี คำสั่งงดการสอบสวน 140 คดี และรวมสำนวนคดี 12 คดี

นายเทวฤทธิ์กล่าวอีกว่า รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนเรื่องยึดมั่นในหลักนิติธรรม จึงอยากถามว่าสถานะและความคืบหน้าในการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวน 13 คดีดังกล่าวปัจจุบันเป็นอย่างไร อยู่ในขั้นตอนใดของการพิจารณาคดีทางศาลหรือกระบวนการยุติธรรมคำพิพากษาเป็นเช่นใด คดีถึงที่สุดแล้วหรือไม่ นอกจากแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องอายุความแล้ว กระทรวงยุติธรรมจะมีนโยบายแนวทางหรือวิธีการจัดการอื่นใดในการเร่งรัดการดำเนินคดีหรือดำเนินการส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้คดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมนี้ขาดอายุความ เฉกเช่นเดียวกับคดีเหตุการณ์สลายการชุมนุมกรณีตากใบ และอยากทราบว่าได้มีการหารือกับพรรคเพื่อไทยเรื่องความยุติธรรมให้กับคนเสื้อแดงหรือไม่
ด้าน พล.ต.ท.รุทธพลแจงว่า 1.สืบเนื่องจากการสลายการชุมนุมเมษายน-พฤษภาคม 2553 ได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องจำนวนหลายคดี คร่าวๆ จำนวนทั้งสิ้น 383 คดี แบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือคดีก่อการร้ายจำนวน 156 คดี กลุ่มที่ 2 บังคับรัฐบาลให้ดำเนินการใดๆ จำนวน 25 คดี กลุ่มที่ 3 คดีการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐจำนวน 181 คดี และกลุ่มที่ 4 คดีกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของราชการจำนวน 21 คดี โดยกลุ่มที่ 3 เรื่องการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ มีทั้งหมด 13 คดี พนักงานสอบสวนโดยดีเอสไอ มีความเห็นสั่งฟ้อง และได้ดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายแล้วเสร็จสิ้น สามารถแบ่งเป็นกลุ่มได้ 5 กลุ่ม
คือกลุ่มที่ 1 คดีทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายจำนวน 2 คดี ซึ่งเรื่องนี้พนักงานสอบสวนได้มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาโดยออกหมายจับตามภาพ ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ และประกาศสืบจากผู้ต้องหาในอายุความตามกฏหมาย ผลการดำเนินการล่าสุดเนื่องจากผู้ต้องหาหลบหนี ได้ออกหมายจับตามภาพ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้ร่วมกันเร่งรัดและติดตามจับกุมผู้ต้องหามาโดยตลอด แต่ยังไม่สามารถจับกุมตัวได้ ปัจจุบันคดีได้ความขาดอายุความแล้ว

กลุ่มที่ 2 เป็นคดีที่กล่าวหาฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น และ พ.ร.บ.อาวุธปืน ซึ่งมีทั้งหมด 6 คดี โดยในกลุ่มนี้ได้ดำเนินการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว พนักงานสอบสวนคดีพิเศษและอัยการคดีพิเศษได้มีความเห็นสั่งฟ้อง ต่อมาศาลมีคำพิพากษายกฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดจำนวน 6 คน
กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มคดีที่ทำการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีความเห็นควรสั่งฟ้องอดีตนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่งต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายกฟ้องผู้ต้องหาเนื่องจาก ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้มีอำนาจทำการไต่สวน การยกฟ้องดังกล่าวเป็นกรณีการยกฟ้องของอำนาจการสอบสวน ดังนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงส่งสำนวนการสอบสวนไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อพิจารณา และต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาสำนวนและยกคำร้องกรณีดังกล่าว ที่กล่าวหาอดีตนายกรัฐมนตรีและรองนายกฯรัฐมนตรีขณะนั้น และให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดเพื่อนำมาดำเนินคดีต่อไป รวมทั้งหมด 3 คดี
ล่าสุดพนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีความเห็นงดการสอบสวนเนื่องจากยังไม่รู้ตัวผู้กระทำความผิด ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ และพนักงานอัยการมีความเห็นให้งดการสอบสวนและให้สืบหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีภายในอายุความ

กลุ่มที่ 4 คดีที่ดำเนินการสืบสวนเสร็จสิ้น พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีความเห็นคนส่งฟ้องอดีตนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องผู้ต้องหา เนื่องจากศาลฎีกาเห็นว่า เป็นการกระทำต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่ง ป.ป.ช.เป็นผู้มีอำนาจทำการไต่สวน การยกฟ้องดังกล่าวเป็นกรณีการยกฟ้องในเรื่องอำนาจการสอบสวน ดังนั้น ดีเอสไอจึงส่งสำนวนสอบสวนไปยัง ป.ป.ช.เพื่อพิจารณา ต่อมาทาง ป.ป.ช.ได้พิจารณาสำนวน และยกคำร้องกรณีกล่าวหาอดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ให้ดีเอสไอ ดำเนินการสืบสวนหาผู้กระทำผิด เพื่อดำเนินคดีต่อไป ต่อมาการกล่าวหาว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้กระทำผิด พนักงานสอบสวนคดี ได้สอบสวนไต่สวนแล้ว มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องทหารดังกล่าว ส่งสำนวนให้อัยการทหารแล้ว ทางอัยการทหารมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาดังกล่าว โดยในกลุ่มนี้มีจำนวน 1 คดี
และกลุ่มที่ 5 เป็นคดีที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีความเห็นควรสั่งฟ้อง ส่งสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการดำเนินการ อัยการสูงสุดมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง จำนวน 1 คดี ฉะนั้น การสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทั้ง 13 คดี ได้เสร็จสิ้นแล้ว พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ปฏิบัติตามกฏหมายและหลักนิติธรรมโดยเคร่งครัด
พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวด้วยว่า ส่วนอายุความในการดำเนินคดีอาญามีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ซึ่งเหตุการณ์สมัยการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ถือเป็นความผิดอาญาทั่วไป ที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของอายุความตามกฎหมาย ซึ่งดัเอสไอและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความตระหนักและให้ความสำคัญเกี่ยวกับอายุความคดี เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนตามหลักนิติธรรม ทางกระทรวงยุติธรรมมีนโยบายและแนวทางเร่งรัดการดำเนินคดีป้องกันไม่ให้คดีขาดอายุความ นอกเหนือจากกฎหมาย ได้เร่งรัดกระบวนการสืบสวนสอบสวนให้เป็นไปอย่างยุติธรรม เท่าเทียมและรวดเร็วคุ้มครองสิทธิของประชาชน นอกจากนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษและมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่างๆ เพื่อการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ กรณีเหตุการณ์ความไม่สงบปี 2553 ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรับผิดชอบสืบสวนสอบสวนคดีที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบเรียบร้อย การชุมนุมทางการเมืองปี 2553 และเพื่อประโยชน์แห่งคดีกระทรวงยุติธรรมได้ทำมาตรการคุ้มครองพยานที่เข้มแข็ง เพื่อให้พยานกล้าให้ข้อมูล
“ตั้งแต่ที่ผมดำรงตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม ไม่มีกลุ่มใดที่เรียกร้องคืนความยุติธรรม แต่ในส่วนของการปฎิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรมมีนอกเหนือประเด็นที่ได้เรียนไป คือกระทรวงยุติธรรมมีแนวทางในการแก้ไขปัญหา โดยตระหนักและให้ความสำคัญการดำเนินความยุติธรรม ซึ่งกระทรวงยุติธรรมได้มีการชดเชยและเยียวยา ช่วยเหลือในการให้การประกันตัว สำหรับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ชุมนุมและมีการชดใช้ให้กับผู้บาดเจ็บที่มีการมาติดต่อรวมทั้งสิ้น 6 กรณี เป็นเงินทั้งสิ้น 521,800 บาท ในส่วนนี้กระทรวงยุติธรรมได้ดำเนินการอย่างเต็มที่” พล.ต.ท.รุทธพลกล่าว

