สิงห์ชัย อดีตส.ว.อุทัยธานี ดึงสติโซเชียล อย่าใช้อารมณ์รักชาติ จนเสียเหลี่ยมให้กัมพูชา ยันความชอบธรรม คือชัยชนะในสงครามยุคใหม่
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อุทัยธานี เผยแพร่ข้อเขียน เรื่อง “อย่าหลงเกมเขมร จนลืมเกมโจร” แสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า เสียงปืนอาจเงียบลงแล้ว แต่เสียงอารมณ์ในสังคมไทย ยังไม่เงียบ ทุกครั้งที่ไทย กัมพูชาปะทะกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นเร็วที่สุด ไม่ใช่การวิเคราะห์ แต่คือ “ความรู้สึก” โกรธ แค้น สะใจ รักชาติ จนบางครั้ง เราลืมคิดว่า แท้จริงแล้ว “ใครได้ประโยชน์” จากความขัดแย้งนี้ !
ผมไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อเข้าข้างใคร ไม่ได้ปกป้องกัมพูชา และไม่ได้ลดคุณค่าความเสียสละของทหารไทย แต่กำลังอยากชวนคนไทย “ตั้งสติ” ก่อนที่ทั้งประเทศจะถูกลากเข้าสู่เกมอารมณ์ จนมองไม่เห็นต้นเหตุที่แท้จริง
หลายคนตำหนิภาพการจับมือพูดคุยระหว่าง “นายกหนู” กับผู้นำกัมพูชา ระหว่างการเยือนฟิลิปปินส์
แต่ในมุมผม นั่นคือสิ่งที่ผู้นำประเทศพึงทำ เพราะโลกความจริง ไม่ได้บริหารด้วยคอมเมนต์เฟซบุ๊ก
และ “การทูต ไม่ได้ใช้ความโกรธเป็นเครื่องมือ”
ต่อให้ขัดแย้งกันแค่ไหน ผู้นำก็ยังต้องคุยกัน ยังต้องเปิดประตูเจรจา ยังต้องรักษามารยาทระหว่างประเทศเพราะถ้าวันหนึ่ง “ทุกคนเลิกคุยกัน” สิ่งที่เข้ามาแทนที่ คือเสียงปืน
แต่สิ่งที่น่าคิดมากกว่าเรื่องจับมือ คือเรากำลังถูกพาให้ “หลงประเด็น” หรือไม่?
ก่อนสถานการณ์ชายแดนจะร้อนแรง ไทยเริ่มเดินหน้าจัดการปัญหาธุรกิจสีเทาชายแดนอย่างจริงจัง แก๊งสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ บ่อนเถื่อน น้ำมันเถื่อน ยาเสพติด เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
ค้ามนุษย์ ทั้งหมดนี้ มีเงินหมุนเวียนมหาศาล
และควรยอมรับตามตรงว่า ปัญหาเหล่านี้ ไม่ได้มีแค่คนต่างชาติ แต่มี “คนไทยบางกลุ่ม” เข้าไปเกี่ยวข้องและได้ประโยชน์ร่วมกันมายาวนาน
จึงน่าตั้งคำถามว่า เมื่อผลประโยชน์สีเทาถูกกระทบ จะมีใครบ้างที่ต้องการเบี่ยงประเด็น?
จากเรื่องธุรกิจผิดกฎหมาย กลายเป็นเรื่องอธิปไตย จากเรื่องเครือข่ายอาชญากรรม กลายเป็นเรื่องศักดิ์ศรีชาติ จากเรื่องโจร กลายเป็นเรื่องธงชาติ
และเมื่ออารมณ์ชาตินิยมถูกจุดขึ้น ประชาชนก็พร้อมจะลืมทุกอย่าง แล้วหันไปโฟกัสแค่ “ใครรักชาติ ใครไม่รักชาติ”
นี่ต่างหาก ที่น่ากลัว!
เพราะในสงครามยุคใหม่ ไม่ได้สู้กันแค่ในสนามรบ แต่สู้กันที่ “เรื่องเล่า” และ “ความชอบธรรม”
วันนี้ กัมพูชาพยายามสื่อสารกับโลกในประเด็น “ถูกคุกคาม” “ถูกรุกราน” “ถูกใช้กำลัง” ขณะที่คนไทยจำนวนมากกลับถูกดึงให้ติดอยู่กับอารมณ์โกรธ ถ้าเราเล่นเกมเฉพาะเรื่องเขตแดนเพียงอย่างเดียว ไทยอาจกำลังเดินเข้าไปในสนามที่อีกฝ่ายเตรียมไว้แล้ว
เพราะปัญหาเขตแดนไทย กัมพูชา เป็นเรื่องซับซ้อนและยืดเยื้อมากว่าครึ่งศตวรรษ
ไม่มีใครแก้ได้ด้วยเสียงเชียร์ และไม่มีประเทศใดชนะจริงจากความเสียหายของประชาชนตัวเอง
สุดท้าย คนตายคือทหาร คนเดือดร้อนคือประชาชน เศรษฐกิจเสียหายคือประเทศ
แต่เครือข่ายสีเทา อาจยังอยู่เหมือนเดิม
ดังนั้น สิ่งที่ไทยควรทำ ไม่ใช่ปล่อยให้อารมณ์นำทาง แต่ต้องใช้โอกาสนี้ “ดึงเกมกลับมา”
กลับมาที่การปราบอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง
ตั้ง War Room ร่วมด้านไซเบอร์และชายแดน ร่วมมืออาเซียนปราบเครือข่ายสแกมเมอร์ ตัดเส้นทางการเงินผิดกฎหมาย ปิดช่องผลประโยชน์สีเทา และตรวจสอบคนไทยที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างตรงไปตรงมา
เพราะนี่คือประเด็นที่ประชาคมโลกเข้าใจ และนี่คือสนามที่ไทยจะได้ “ความชอบธรรม”
การปกป้องชาติ ไม่ใช่การปล่อยให้อารมณ์พาชาติเดินผิดเกม
ชาติไม่ได้เข้มแข็งเพราะเสียงด่า หรือเสียงดังขึ้น แต่เข้มแข็งเพราะประชาชนมีสติพอ ที่จะแยกให้ออกว่า
อะไรคือ “ศัตรูของชาติ” และอะไรคือ “เกมที่ทำให้คนไทยกลายเป็นเครื่องมือ”
วันนี้ สิ่งที่ไทยต้องระวังที่สุด อาจไม่ใช่การเสียพื้นที่ชายแดน แต่อาจเป็นการ “เสียทิศทาง” เพราะถูกอารมณ์พาไป จนลืมต้นเหตุที่แท้จริง
และถ้าคนไทยยังคิดได้ทันเกม ประเทศไทยจะไม่ใช่เหยื่อของความขัดแย้ง แต่จะเป็นฝ่ายที่ “กำหนดเกม” ได้เอง

