หน้าแรก การเมือง ส.ว.รุมถกแลนด...

ส.ว.รุมถกแลนด์บริดจ์ พิสิษฐ์ เชื่อมืออนุทิน ถึงเวลาเปิดประตูเชื่อมมหาสมุทรให้พุ่งทะยาน

12.05.26 | 14:21 น.

ส.ว.สวมเสื้อบาติก อภิปรายแลนด์บริดจ์ ‘ปริญญา’ เหน็บใช้งบมหาศาล แต่ยังไร้คำตอบ ลั่น พ.ร.บ.SEC อาจเอื้อนายทุนต่างชาติ ด้าน ‘ส.ว.พิสิษฐ์’ ชมเปาะถึงเวลา ‘อนุทิน’ ทำแลนด์บริดจ์ เปิดประตูเชื่อมมหาสมุทรให้พุ่งทะยาน-ไร้พรมแดน เหมือนโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดของ ‘พล.อ.เปรม’ ที่ดัชนีคนค้านเยอะแต่สำเร็จ มั่นใจ ‘รัฐบาลนี้’ ทำสำเร็จแน่

เมื่อเวลา 11.10 น. วันที่ 12 พฤษภาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มีการพิจารณารายงานพิจารณาศึกษา เรื่อง การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์) ซึ่งคณะกรรมาธิการการคมนาคม พิจารณาเสร็จแล้ว และญัตติเรื่อง ขอให้รัฐบาลทบทวนการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ที่ นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ส.ว. เป็นผู้เสนอ

นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ ส.ว. อภิปรายว่า โครงการแลนด์บริดจ์มีงบประมาณการลงทุนและใช้เวลาก่อสร้างอีกยาวนาน ยังไม่รวมถึงการศึกษาผลกระทบต่างๆ และสุดท้ายงบประมาณที่เราจะสูญเสียไปจะตกในมือใคร หรือโครงการนี้ที่นำเสนอมาทั้งหมด จริงๆ แล้วต้องการแค่ค่าจ้างศึกษาเพื่อดูและทดสอบมูลค่าหลักหลายพันล้านบาท ซึ่งต้องกลับมาดูว่าทางรัฐบาลจริงใจที่จะทำและรับฟังความคิดเห็นต่อประชาชนอย่างไรบ้าง

นายปริญญากล่าวว่า สิ่งที่สำคัญคือต้องดูว่าสุดท้ายแล้วร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เอื้อใคร หรือเอื้อนายทุนขนาดไหน และเอื้อในส่วนของคนที่จะเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะเป็นชาวต่างชาติ และในพื้นที่ได้ประโยชน์แค่ไหน เพราะตัวสาระสำคัญที่มีการพูดถึงมาโดยตลอดว่ามีการปล่อยให้มีการเช่ากว่า 50 ปี สามารถต่ออายุได้รวมแล้ว 99 ปี และหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบเห็นได้ชัดคือประเทศรอบข้างของไทยทั้งหมด ที่ให้กลุ่มนายทุนหรือกลุ่มบริษัทต่างชาติเข้ามาเช่าที่แบบนี้ เจ๊งกันเป็นแถบ เหมือนยกประเทศไปให้เขา การทำ พ.ร.บ.นี้เพื่อยกให้กับต่างชาติใช้ประโยชน์ในประเทศชาติของเรา โดยที่ไม่ฟังเสียงหรือฟังผลกระทบของประชาชนหรืออย่างไร ต้องให้รัฐบาลกลับมาดูว่าสุดท้ายแล้วโครงการนี้ถ้าทำแล้วใครเป็นคนรับผิดชอบ หากเจ๊งจะมีใครใช้ได้หรือไม่ ใครจะเป็นคนใช้ในโครงการแบบนี้จะคุ้มค่าแค่ไหน

จากนั้นเวลา 11.15 น. นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ส.ว. อภิปรายว่า ไม่เห็นด้วยกับการจะทำแค่แลนด์บริดจ์ คลองไทย หรือในอดีตที่เราเรียกว่าคอคอดกระ โดยเอาคอนเทนเนอร์ยกผ่าน เพราะประเทศไทยไม่ใช่ทางผ่านของใคร เราอย่ามองแค่การทำสะพานเชื่อม แต่ต้องมองให้กว้างและลึกกว่านั้น เหมือนที่รัฐบาลมาชี้แจงอย่างชัดเจนด้วย 4 เป้าหมายหลัก ทั้งนี้ ที่ตนมองว่าการทำแลนด์บริดจ์ หรือคลองไทยไม่คุ้ม แม้เราจะได้ค่าผ่านทางนั้น แต่หากเรามองศักยภาพให้ดีจะเห็นว่าที่ จ.ระนอง และ จ.ชุมพร เป็นแผ่นดินที่ระยะทางสั้นที่สุดของ 2 มหาสมุทรใหญ่ๆ คือมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ถามว่าหากเอาท่าเรือสิงคโปร์มาตั้ง แล้วเราจะทำอย่างไรให้เหนือกว่าเขา หากคิดไม่ออกก็ไม่ต้องทำ ประเทศนี้ก็เป็นประเทศที่ด้อยพัฒนาต่อไป

Advertisement

นายพิสิษฐ์​กล่าวต่อว่า ประเด็นต่อมา ตนมีดัชนีที่คิดมาเองคือดัชนีคนค้านความสำเร็จที่ที่ไหนก็ตามหากมีคนค้านมากๆ และคนนั้นทำจนสำเร็จ ที่ตรงนั้นจะเป็นที่ที่สำเร็จทุกที่ เช่น โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard Development Program หรือ ESB) ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ขณะนั้นก็มีแต่คนค้าน แต่ พล.อ.เปรมก็สามารถทำจนสำเร็จได้ หรือโครงการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ แต่วันนี้หากเราไม่มีสุวรรณภูมิ เราจะกลายเป็นอะไร ประเทศอะไร อยู่จุดไหนของโลกก็ไม่ทราบ ขณะเดียวกันเราก็มองว่าโครงการไหนที่มีคนคัดค้านน้อยจะไม่ประสบความสำเร็จ เช่น โครงการถนนหมายเลข 44 โครงการเซาท์เทิร์นเส้นกระบี่อ่าวลึก สุราษฎร์ธานี ที่ขณะนี้สุนัขวิ่งผ่านก็ไม่ถูกรถชน เพราะไม่มีคนใช้ มีแต่คนบุกรุกไปปลูกปาล์ม หรือแม้กระทั่งโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน แต่วันนี้กลับล้มเหลว

“ผมจึงบอกว่าดัชนีวัดความคัดค้านจึงสำคัญมาก วันนี้แค่รัฐบาลบอกว่าจะศึกษาก็มีคนคัดค้านเต็มไปหมด แต่ผมคิดว่าหากโครงการนี้รัฐบาลทำสำเร็จ ซึ่งผมมั่นใจว่าทำสำเร็จแน่นอน หากผมเป็นรัฐบาลผมจะตั้งชื่อเลยว่าสุวรรณ โอเซียน ฮับ เราต้องมีศูนย์กลางของสองทะเลเชื่อมเข้าด้วยกัน ต้องมองว่าเป็นท่าเรือและการเพิ่มมูลค่าสินค้า ผลิตและกระจายสินค้าที่ครอบคลุมหมด ไม่ใช่แค่ทำแล้วเอาคอนเทนเนอร์ยกข้าม แบบนี้ไม่ต้องทำ เสียเวลา” นายพิสิษฐ์กล่าว

นายพิสิษฐ์กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นเรื่องรายงานที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)​ ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ หากจะสรุปสั้นๆ คือไม่ต้องทำ อยู่เฉยๆ ดีกว่า ขอบอกว่าหากรายงานออกมาเช่นนี้ ไม่ต้องทำก็ได้ เปลืองทั้งเวลา งบประมาณ และทรัพยากร ทั้งนี้ คำถามของคนที่จะมาทำวิจัยนั้นตนคิดว่าคำถามสำคัญ ทำไมคุณไม่เปลี่ยนโจทย์การตั้งคำถาม เช่น ประเทศไทยควรพัฒนาโครงการอะไรที่เชื่อมระหว่างอ่าวไทยและอันดามันจึงจะคุ้มค่าลงทุนมากที่สุด นี่คือคำถามที่ควรต้องตั้ง แล้วคุณก็ยึดติดว่ามันไม่คุ้มค่า แต่คุณกลับไม่เคยบูรณาการคำถามของคุณเลย

“ผมอยากทิ้งท้ายไว้ว่าคนที่มองโลกในแง่ร้ายมักเห็นอุปสรรคในทุกในโอกาส แต่คนที่มองโลกในแง่ดีมักจะเห็นโอกาสในทุกอุปสรรค ฉะนั้น ผมจึงอยากให้รัฐบาลศึกษาอย่างจริงจังว่าทำแล้วคุ้มค่าหรือไม่ ให้ชัดเจนแล้วโครงการเหล่านี้จะได้ไม่ไปโผล่ในรัฐบาลต่อไป คิดให้จบในรัฐบาลนี้เลยว่าจะทำหรือไม่ทำ แล้วเอาให้ชัด ผมฟังรัฐบาลมาทุกรัฐบาลไม่ต่ำกว่า 50 ปี วันนั้นนายกฯเปรมเปิดวาล์วก๊าซ จุดประกายอีสเทิร์นซีบอร์ดให้โชติช่วงชัชวาล วันนี้ถึงเวลาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่จะเปิดประตูเชื่อมมหาสมุทรให้พุ่งทะยาน ไร้พรมแดนเช่นกัน” นายพิสิษฐ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมวุฒิสภาวันนี้ ส.ว.ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาล ต่างสวมใส่เสื้อบาติก ซึ่งเป็นผ้าพื้นเมืองของภาคใต้เข้าร่วมประชุมด้วย