หน้าแรก การเมือง มท. ถก หน่วยง...

มท. ถก หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 มาตรการหลัก แก้ปัญหาต่างด้าวตั้งถื่นฐาน-ทำธุรกิจในไทย

12.05.26 | 14:34 น.

มท.ถก หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ปัญหาต่างด้าวเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และครอบงำธุรกิจในไทย เตรียมชง ครม.ตั้งคกก.นโยบายระดับชาติ-กลไกระดับพื้นที่ มุ่งบูรณาการทุกภาคส่วน แก้ไขปัญหานอมินีอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ที่กระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน เป็นประธานการประชุมกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาการเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และการครอบงำธุรกิจของคนต่างด้าวในประเทศไทย

โดยมี นายสรพงค์ ศรียานงค์ ที่ปรึกษาด้านการประสานกิจการความมั่นคง รักษาราชการแทน รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ร้อยตำรวจเอก เขตรัฐ ชาญศิลป์ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคง กระทรวงมหาดไทย นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายเอกพงษ์ ศิริพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย น.ส.อรอุมา วรแสน ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมที่ดิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม

นายภาสกร กล่าวว่า สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องปัญหาการเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และการครอบงำธุรกิจของชาวต่างชาติในประเทศไทย ไปพิจารณาดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากปัจจุบันพบว่า มีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาพักอาศัย และประกอบธุรกิจในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ปัจจัยส่วนหนึ่งเกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคที่ส่งผลให้ชาวต่างชาติย้ายถิ่นฐานเข้ามา รวมถึงช่องทางจากนโยบายการยกเว้นการตรวจลงตรา (Visa Exemption) ที่ทำให้การเดินทางเข้ามาในประเทศทำได้ง่ายขึ้น

โดยพบกรณีชาวต่างชาติได้ใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) เพื่อเข้าซื้อหรือถือครองที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงดำเนินธุรกิจต่าง ๆ เพื่อแข่งขันกับคนไทย อาทิ ธุรกิจโรงแรมและที่พัก โรงพยาบาล สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ร้านอาหาร และธุรกิจบริการอื่น ๆ ตลอดจนพบการกระทำผิดกรณีชาวต่างชาติไม่มีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) อันเป็นปัญหาสำคัญที่รัฐบาลเห็นว่าเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว เพราะอาจนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ตามมา อาทิ การรวมตัวกันตั้งเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล การก่ออาชญากรรม และการใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิดในรูปแบบต่าง ๆ

Advertisement

นายภาสกร กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้จัดประชุมหน่วยงานภายในกระทรวงมหาดไทย เพื่อหารือการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี และแนวทางการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงทบทวนการดำเนินการที่ผ่านมา และกฎหมายที่เกี่ยวข้องของกระทรวงมหาดไทย และได้มีหนังสือสั่งการให้ทุกจังหวัดแต่งตั้งคณะทำงาน เพื่อปฏิบัติการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมายระดับจังหวัด ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายเป็นประธานคณะทำงาน และมีพาณิชย์จังหวัดเป็นเลขานุการคณะทำงาน เพื่อตรวจสอบ สืบสวน สอบสวน จับกุม และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายในระดับพื้นที่

ในส่วนของกรมที่ดิน ได้รายงานมาตรการป้องกันการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว (Nominee) ทั้งมาตรการป้องกันก่อนจดทะเบียน มาตรการตรวจสอบและสอบสวนหลังการได้มาซึ่งที่ดิน รวมถึงการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการถือครองที่ดิน และการจดทะเบียนนิติบุคคลที่สงสัยว่าจะเป็นนอมินีของคนต่างด้าว สำหรับกรมการปกครองได้รายงานหลักเกณฑ์การขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมของคนต่างด้าว ตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 และพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 รวมถึงการตรวจสอบกรณีนิติบุคคลต่างด้าวที่อาจประกอบธุรกิจโรงแรมในลักษณะเป็นการดำเนินการแทนนิติบุคคลต่างด้าวหรือคนต่างด้าว (Nominee)

นายภาสกร กล่าวต่อว่า การประชุมในวันนี้ จึงเป็นการหารือร่วมแนวทางบูรณาการความร่วมมือทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดกลไกการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และการครอบงำธุรกิจของชาวต่างชาติในประเทศไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เป็นระบบและครอบคลุม ตั้งแต่ระดับชาติหรือระดับนโยบาย ระดับกระทรวง จนไปถึงกลไกระดับพื้นที่ (จังหวัด) โดยมีประเด็นสำคัญ อาทิ แนวทางการดำเนินงานที่ประกอบด้วย 3 มาตรการหลัก ได้แก่

1.มาตรการป้องกัน 2.มาตรการปราบปรามและบังคับใช้กฎหมาย 3.มาตรการเชิงนโยบายและนิติบัญญัติ และ 10 กระบวนการสำคัญ ได้แก่ 1. รับข้อมูล 2. คัดกรอง 3. ตั้งกรณี 4. ตรวจสอบ 5. ตรวจเส้นทางการเงิน 6. บังคับใช้กฎหมาย 7. ปฏิบัติการเชิงพื้นที่ 8. บูรณาการข้อมูล 9. ผลตอบรับเชิงนโยบาย และ 10. ปรับกฎหมาย มาตรการ รวมทั้งการจัดตั้งกลไกคณะกรรมการ ขับเคลื่อนทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างเอกภาพในการดำเนินงาน บูรณาการและเชื่อมโยง ข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ อย่างรวดเร็ว เหมาะสม และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของบริบททางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้ มาตรการและกระบวนการดำเนินงานต้องสอดคล้องกับลักษณะของกลุ่มเป้าหมายแต่ละประเภทด้วย

นายภาสกร กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้ร่วมกันพิจารณาร่างคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการแก้ไขปัญหาการเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และการครอบงำธุรกิจของคนต่างด้าวในประเทศไทย โดยมีกลไกระดับชาติประกอบด้วยคณะกรรมการนโยบายฯ ที่มีรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานคณะกรรมการ และมีคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการฯ 2 ชุด ได้แก่ (1) คณะอนุกรรมการบูรณาการการแก้ไขปัญหาการเข้ามาตั้งถิ่นฐานและการครอบงำธุรกิจของคนต่างด้าวในประเทศไทย โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานอนุกรรมการ และ (2) คณะอนุกรรมการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานอนุกรรมการ

นอกจากนี้ ในกลไกระดับพื้นที่ยังได้กำหนดให้มีคณะทำงาน เพื่อปฏิบัติการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมายระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เพื่อให้การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีเอกภาพ และสนับสนุนการทำงานซึ่งกันและกัน เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับชาติ ระดับนโยบาย ระดับกระทรวง จนไปถึงกลไกระดับพื้นที่