ครม.ไฟเขียว สหรัฐ ซื้อบ้านพักกงสุลใหญ่แห่งใหม่ที่เชียงใหม่ เนื้อที่กว่า 1 ไร่ ยํ้าสัมพันธ์ไทย 190 ปี
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 12 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาซื้อบ้านพร้อมที่ดินใน จ.เชียงใหม่ เพื่อใช้เป็นบ้านพักกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา ณ จังหวัดเชียงใหม่ หลังใหม่ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ
น.ส.ลลิดากล่าวว่า บ้านพร้อมที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ที่ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มีเนื้อที่ 1 ไร่ 87.6 ตารางวา พร้อมอาคารพักอาศัย 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 725 ตารางเมตร โดยไม่มีภาระจำนองหรือภาระผูกพันอื่นใด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาแล้วว่ามีความเหมาะสมและปลอดภัยสำหรับใช้เป็นบ้านพักกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา
น.ส.ลลิดากล่าวต่อว่า การพิจารณาครั้งนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์เดิมของคณะรัฐมนตรีที่กำหนดว่า หากรัฐบาลต่างประเทศถือครองที่ดินในประเทศไทยเกิน 15 ไร่ และประสงค์จะซื้อเพิ่มเติม ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเป็นรายกรณี โดยกรณีนี้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทยเกินหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว จึงต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนดำเนินการซื้อและโอนกรรมสิทธิ์
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเคยมีความตกลงในรูปแบบหนังสือแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการได้มาซึ่งที่ดินและอาคารเพื่อใช้เป็นสถานที่ทางการทูตหรือกงสุล จึงครอบคลุมการซื้อบ้านพร้อมที่ดินในครั้งนี้ โดยไม่ต้องจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนฉบับใหม่ และผู้ซื้อจะได้รับการยกเว้นภาษีอากรและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องตามกรอบความตกลงเดิม
น.ส.ลลิดากล่าวว่า สหรัฐอเมริกาเป็นพันธมิตรสำคัญของไทย ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือระดับภูมิภาค ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ มีความแน่นแฟ้นยาวนานกว่า 190 ปี การจัดหาบ้านพักกงสุลใหญ่แห่งใหม่ใน จ.เชียงใหม่ จึงสะท้อนความสำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะบทบาทของเชียงใหม่และภาคเหนือตอนบน ในฐานะพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ
“การดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการจัดหาสถานที่พักอาศัยทางกงสุล แต่เป็นอีกหนึ่งสัญญาณของความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภารกิจทางกงสุล การดูแลประชาชน และการขับเคลื่อนความร่วมมือในพื้นที่ภาคเหนือให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” น.ส.ลลิดากล่าว

