ครม.ไฟเขียว เนเธอร์แลนด์ ซื้อที่ซอยร่วมฤดี เกือบ 1 ไร่ ใช้เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตแห่งใหม่
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 12 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ว่าด้วยการขอซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อใช้เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยแห่งใหม่
นางสาวลลิดา กล่าวว่า สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ได้แจ้งความประสงค์ขอซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 2 แปลง รวมเนื้อที่ 3 งาน 75.2 ตารางวา ตั้งอยู่ซอยร่วมฤดี แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตแห่งใหม่ ให้เหมาะสมกับการปฏิบัติภารกิจทางการทูตในปัจจุบัน
ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทยเกินกว่า 15 ไร่แล้ว การซื้อที่ดินเพิ่มเติมจึงต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเป็นรายกรณี ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีเคยกำหนดไว้
นางสาวลลิดา กล่าวว่า สาระสำคัญของร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ เป็นการกำหนดสิทธิในการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อาคาร และห้องชุด เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยหรือที่ทำการของสถานเอกอัครราชทูตและ/หรือสถานกงสุลของแต่ละฝ่าย พร้อมการยกเว้นภาษีอากร ค่าธรรมเนียม และค่าบริการที่เกี่ยวข้อง บนพื้นฐานของหลักปฏิบัติต่างตอบแทน
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมธนารักษ์ กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมที่ดิน กรมการปกครอง กรุงเทพมหานคร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาแล้วไม่ขัดข้อง โดยเห็นว่าสถานที่ดังกล่าวมีความเหมาะสมสำหรับใช้เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูต มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ดี และไม่พบข้อขัดข้องสำคัญด้านกรรมสิทธิ์หรือภาระผูกพันในที่ดิน
นางสาวลลิดา กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้จะช่วยให้สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์สามารถปรับการใช้สถานที่ให้สอดคล้องกับภารกิจทางการทูต ขณะเดียวกันประเทศไทยจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามหลักต่างตอบแทน หากมีความประสงค์ถือครองอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติมในเนเธอร์แลนด์ในอนาคต
“นี่คือการดำเนินงานทางการทูตที่ยึดหลักกฎหมาย ความเหมาะสม และผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ สะท้อนความสัมพันธ์ไทย–เนเธอร์แลนด์ที่เดินหน้าอย่างมั่นคง บนพื้นฐานของความไว้วางใจและหลักปฏิบัติต่างตอบแทน” นางสาวลลิดากล่าว

