อนุทิน-เอกนิติ-ปกรณ์ แจงพ.ร.ก.กู้ มั่นใจไม่ขัด รธน.ฝ่ายค้านยื่นญัตติตั้ง กมธ. ส.ว.ชงทบทวนแลนด์บริดจ์
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) กรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ว่า ฝ่ายรัฐบาล ในฐานะที่บริหารราชการแผ่นดิน เห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนและมีประโยชน์ เชื่อว่าจะทำให้โครงการที่วางไว้ไม่สะดุด เพราะ พ.ร.ก.ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้แล้ว เพียงแต่อาจล่าช้าไปบ้าง เมื่อสมาชิกรัฐสภา จำนวน 1 ใน 5 ส่งเรื่องมา ทำให้ประธานสภาฯ ที่จะบรรจุวาระนี้ เพื่อพิจารณาเป็นวาระแรกยังไม่สามารถทำได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า เตรียมแผนสำรองไว้หรือไม่ กรณีที่ศาล รธน.วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ขัดต่อ รธน. นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลทำหน้าที่ที่ต้องทำในการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และมีแผนเดียว คือแผนช่วยเหลือประชาชน มาถึงจุดนี้แล้ว ถ้าไม่มั่นใจก็อย่าออก พ.ร.ก.เท่านั้นเอง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความจำเป็นออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ว่า เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และวิกฤตปากท้องประชาชน ส่วนที่หลายคนนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต เช่น ในปี 2540 ครั้งนั้นต้องเรียกว่า วิกฤตค่าเงิน และวิกฤตแบงก์ล้ม แตกต่างจากขณะนี้ที่เป็นวิกฤตค่าครองชีพ โดยค่าครองชีพที่พุ่งสูงทั่วโลก ถือเป็นวิกฤตความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รัฐบาลยืนยันถึงความจำเป็นเร่งด่วน และพิจารณาใน ครม.อย่างรอบคอบ หากไม่ทำวันนี้วิกฤตจะมาอีกหลายระลอก ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมเดินหน้า
เมื่อถามว่า ส่วนของเงิน 200,000 ล้านบาท ส่วนหลัง สามารถรองบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปกติได้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า คิดว่า 200,000 ล้านบาท ส่วนหลังกับ 200,000 ล้านบาทแรก ต้องแยกกัน เพราะนี่คือวิกฤตเรื่องการเยียวยา ซึ่งวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ คือ การเยียวยา และนอกจากการเยียวยาแล้ว ยังต้องเปลี่ยนผ่านให้เกิดความเข้มแข็งได้ด้วย เปรียบเหมือนยิงนกทีเดียวได้ถึง 2 ตัว
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ กล่าวว่า การออก พ.ร.ก.แต่ละครั้ง รัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบ สิ่งที่รัฐบาลจะทำต้องมั่นใจว่า ต้องรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศจริง มีความจำเป็นเร่งด่วนจริงๆ รัฐบาลมั่นใจว่าตามข้อมูลของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากการไล่ดูเงินทุกก้อนที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอ
เมื่อถามว่า สาเหตุที่รัฐบาลมองว่าเรื่องนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ นายปกรณ์ กล่าวว่า เมื่อดูท้ายของ พ.ร.ก.เหมือนเงินกู้จะแบ่งเป็น 2 ก้อน แต่เงิน 2 ก้อนนี้สามารถโยกสลับกันได้ สิ่งที่รัฐบาลทำคือทำ 2 เรื่องไปพร้อมกัน คือ 1.การช่วยเหลือเยียวยา 2.การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ทั้ง 2 วัตถุประสงค์ ดำเนินการคู่ขนานกันไป การใช้จ่ายเงิน จึงไม่แยกก้อน แต่เป็นไปตามวัตถุประสงค์
เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านมองว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน จะทำให้ขัด รธน.หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า กฎหมาย รธน.มีหลายฉบับ รธน.ปี 2540 ให้ตรวจสอบเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศหรือไม่ โดยไม่ให้ดูเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน หากไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคแรก ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์เรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะไม่ดูเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน มั่นใจว่าศาลจะดูตามกรอบและวัตถุประสงค์ ตามรัฐธรรมนูญ 172 วรรคหนึ่ง ส่วนความจำเป็นเร่งด่วน ถ้าไม่เร่งด่วนรัฐบาลคงไม่ทำ
ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงการที่ฝ่ายค้านยื่นคำร้องต่อศาล รธน. ว่า คำร้องเขียนไว้ค่อนข้างชัดเจน รัดกุม พุ่งเป้าไปที่เงินก้อน 2 แสนล้านบาทหลัง ที่เกี่ยวข้องกับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน สิ่งที่ตนและพรรค ปชน. มีความกังวลใจคือ การดำเนินการของรัฐบาลไม่ตรงไปตรงมา เพื่อหลีกหนีการตรวจสอบของสภาฯ ขอใช้คำว่าอาจเข้าข่ายปรากฎการณ์หนีสภาฯ พลัส โดยหนีที่ 1 คือความจงใจของรัฐบาลในการนำเงิน 2 ก้อน มัดรวมไว้ใน พ.ร.ก.ฉบับเดียว เป็นการบีบให้ฝ่ายค้านอาจจะมีท่าทีไม่เห็นด้วย ต้องแสดงความเห็นกับเงินทั้ง 2 ก้อนในคราวเดียวกัน ส่วนหนีที่ 2 ต้องให้ความเป็นธรรม เพราะยังไม่เกิดขึ้น แต่เรามีความกังวลใจ โดยวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ พรรค ปชน.จะยื่นญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมการธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน
วันเดียวกัน ที่ประชุมวุฒิสภา มีการพิจารณารายงานพิจารณาศึกษาเรื่องการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์) ซึ่งคณะกรรมมาธิการ (กมธ.) การคมนาคม พิจารณาแล้วเสร็จ และมีญัตติขอให้รัฐบาลทบทวนการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ โดยนายนรเศรษฐ ปรัชญากร ส.ว.เป็นผู้เสนอ
นายนรเศรษฐ กล่าวว่า ยืนยันว่าการเสนอญัตติครั้งนี้ ไม่ใช่การขัดขวางการพัฒนา แต่เพื่อให้การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ โปร่งใส และยั่งยืน
นายชูชีพ เอื้อการณ์ ส.ว. อภิปรายว่า ไม่คัดค้านการพัฒนาแต่ขอให้รัฐบาลศึกษารายละเอียดอย่างรอบคอบ เปิดเผยข้อมูลด้วยความจริงใจ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนตรวจสอบ

