เสธ.ทบ. สั่ง ปรับกำลังคุมพื้นที่ ปิดช่องทางลอบเข้าไทย เตือน แจ้ง จนท. กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ก่อนหาของป่า
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 13 พฤษภาคม ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง กรุงเทพฯ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์บริเวณช่องสายตะกู จ.บุรีรัมย์ เพื่อติดตามการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน และเข้าเยี่ยมให้กำลังใจ นายอภิรักษ์ บุตรเพชร ที่บ้านพักใน อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ภายหลังเข้าไปหาของป่าแล้วพบกลุ่มทหารกัมพูชา พร้อมอาวุธเข้ามาในพื้นที่ว่า ได้ลงไปดูพื้นที่ที่เป็นช่องว่าง เนื่องจากได้รับข้อมูลจากชาวบ้านว่าทหารกัมพูชาอาจใช้ลักลอบเข้ามาตามช่องทางดังกล่าว จึงได้พูดคุยกับกองกำลังว่าจะมีการปรับกำลังในการคุมพื้นที่ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการตรวจสอบยุทโธปกรณ์ที่เกี่ยวกับเซ็นเซอร์ หรือโดรน ที่ใช้ในการลาดตระเวนพื้นที่ เพื่อคุ้มครองประชาชนในพื้นที่ให้ได้มากยิ่งขึ้น
เมื่อถามว่าสรุปแล้วเป็นทหารกัมพูชา หรือเป็นกลุ่มคนที่ทำผิดกฎหมายลักลอบเข้ามาจากที่ชาวบ้านเคยพบ พล.อ.ชัยพฤกษ์กล่าวว่า ยอมรับว่าเป็นทหารกัมพูชา เพราะชาวบ้านทั้ง 2 ยืนยันว่าอีกฝ่ายยืนอยู่ในระยะประชิด อีกทั้งภาษากายของทหารกัมพูชาที่เข้ามาก็ค่อนข้างที่จะคุกคาม แต่ชาวบ้านมีความชำนาญในพื้นที่มากกว่า จึงได้เดินออกมาทำให้ทหารกัมพูชาตามไม่ทัน ซึ่งผู้บัญชาการกองกำลังในพื้นที่ได้เข้าไปพูดคุยกับทหารกัมพูชาแล้วว่าให้ระมัดระวังและอย่ากระทำการอะไรก็แล้วแต่ที่กระทบกับคนไทย
เมื่อถามว่า ได้มีการประเมินหรือไม่ว่าทหารกัมพูชาเข้ามาหาข่าว หรือเข้ามาเพื่อการใด พล.อ.ชัยพฤกษ์กล่าวว่า หากไปดูภูมิประเทศค่อนข้างสลับซับซ้อน เพราะเป็นพื้นที่ป่าจึงมีโอกาสได้ทั้งเจตนาที่จะเข้ามา หรือเดินเข้ามาในพื้นที่ที่เขาคิดเอาไว้ รวมถึงมีความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาหาของป่า หรือมาลาดตระเวนในพื้นที่ของเรา หรือมาดูว่าทหารของเราอยู่ตรงไหน ซึ่งเป็นไปได้ทั้งนั้น
เมื่อถามว่าถือเป็นการละเมิด Joint statement ที่ไทย-กัมพูชาได้ลงนามไว้หรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์กล่าวว่า ถ้าเรามีหลักฐานก็จะดำเนินการ แต่จากคำบอกเล่าของชาวบ้านก็เป็นเช่นนั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่นายโยชน์ สายน้อย ชาวบ้าน จ.สุรินทร์ ที่ถูกทหารกัมพูชาจับขณะเข้าไปหาของป่า บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จะเตือนหรือดูแลอย่างไร พล.อ.ชัยพฤกษ์กล่าวว่า ทางกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ พยายามเร่งรัดและให้ความช่วยเหลืออยู่ ขณะเดียวกันทหารในพื้นที่ก็ได้มีการติดต่อไปเพื่อช่วยเหลือได้รวดเร็วที่สุด จึงขอเตือนชาวบ้านในพื้นที่ว่าการออกไปหาของป่าแม้จะเป็นวิถีชีวิต แต่ขอให้แจ้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจในพื้นที่ด้วย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้รู้ว่ามีคนไทยออกไปอยู่ที่ไหนบ้าง เพราะหากออกไปแล้วไม่ได้แจ้ง เมื่อหายไปกว่าจะทราบก็ช้าเกินไป พร้อมยืนยันว่าเราจะพยายามตรวจสอบดูพื้นที่เสี่ยงที่จะทำให้เกิดการกระทบกระทั่ง โดยจะเอาทหารไปดูแล

