หน้าแรก การเมือง ภคมน ยัน ไม่ไ...

ภคมน ยัน ไม่ได้บอก บริษัทอาม่า กว้านซื้อที่รับแลนด์บริดจ์ ปูดต่อ นายทุนอ้าง ไม่มีโฉนดก็ทำให้มีได้

13.05.26 | 14:16 น.

ภคมน ยัน ไม่ได้บอกว่า “บริษัท อาม่า” กว้านซื้อที่ดิน 500 ไร่ทำแลนด์บริดจ์ เพียงแค่เป็นชื่อที่ ปชช.ในพื้นที่เรียก จี้ “พิพัฒน์” ปกป้องผลประโยชน์ชาติ ก่อนทำเพื่อญาติ แฉเพิ่ม บ.นอมินี อ้างชาวบ้าน สามารถทำที่ดินที่ไม่มีโฉนดให้มีได้

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 13 พฤษภาคม ที่พรรคประชาชน นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีบริษัท อาม่า มารีน จำกัด (มหาชน) ที่ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า ไม่ได้มีการกว้านซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ รองรับโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า เรื่องนี้ตนได้แถลงข่าวในการประชุม ครม.เงาครั้งที่ 1 ซึ่งตนได้กล่าวว่า เสียดายที่ท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์ยกเลิกการลงพื้นที่ ดิฉันอยากให้ท่านลงพื้นที่ไปรับฟังประชาชนจริงๆ ถ้าท่านไม่รู้ว่าต้องไปรับฟังตรงไหน ดิฉันแนะนำให้ไปที่ อ่าวเคย จังหวัดระนอง เพราะตอนนี้มีการกว้านซื้อที่ดินไปแล้วประมาณ 500 ไร่ ซึ่งเป็นบริษัทนอมินี และคนในพื้นที่รู้จักและเรียกกันว่า ‘อาม่า’

นางสาวภคมนกล่าวต่อว่า ไม่มีประโยคตรงไหนเลยที่บอกว่า เป็นบริษัท อาม่า แต่เมื่อมีการชี้แจงจากบริษัท อาม่า ก็ไม่ขัดข้องแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าขอเรียกร้องให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และท่านเองก็เป็นคนออกตัวแรงที่สุด ในการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ในภาคใต้ ตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องการกว้านซื้อ

ดังนั้น ตนจึงเรียกร้องว่า การที่จะมีนายทุนกว้านซื้อที่ดิน และครอบครองทรัพยากรส่วนใหญ่ในภูมิภาคและจังหวัดต่างๆ น่าจะต้องเป็นหน้าที่รัฐบาล ในการเข้าไปตรวจสอบ เพราะการที่รัฐบาลบอกว่า แลนด์บริดจ์จะสามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และสร้างเงินอะไรก็ตามให้กับภาคใต้ แต่ว่าวันนี้ทรัพยากรส่วนใหญ่อยู่ในมือนายทุนแล้ว แล้วจะสร้างอย่างไร และสุดท้ายงาน หรือเงินที่จะสร้าง จะตกไปอยู่ที่กระเป๋าใคร แน่นอนว่าไม่ใช่ประชาชน

นางสาวภคมนกล่าวต่อว่า การกว้านซื้อที่ดินในวันนี้ แม้ว่าจะไม่มีโฉนด แต่นายทุนเหล่านั้นกลับยินดีที่จะซื้อที่ดิน และบอกกับประชาชนว่า “เขาสามารถที่จะซื้อได้ และสามารถทำให้เป็นโฉนดได้” ซึ่งข้อความเหล่านี้ในฐานะบุคคลที่มีอำนาจต้องเข้าไปตรวจสอบว่ามีหน่วยงานไหนที่เข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง ที่จะแปรสภาพที่ดินที่ไม่มีโฉนด ให้เป็นที่ดินที่มีโฉนดได้ ซึ่งต้องเข้าไปตรวจสอบว่ามีใครครอบครองที่ดินส่วนใหญ่ในภูมิภาคนั้นๆ บ้าง แต่ก็เข้าใจได้ว่า ช่วงที่ผ่านมานายพิพัฒน์เจอวิกฤตน้ำมัน ก็อาจจะเจอเข้าไปหลายหมัด อาจจะมึนไปหน่อย พอวันนี้ได้ยินคำว่า “อาม่า” ประกอบกับมีบริษัทของน้องชายที่ชื่อบริษัท อาม่า มารีน ก็เลยรีบแถลงข่าว ซึ่งตนคิดว่า การออกมาชี้แจงธุรกิจ หรือทรัพย์สินส่วนตัว แน่นอนว่าเป็นขั้นตอนต่อไป ก็ต้องมีการตรวจสอบกันอยู่แล้วว่าธุรกิจของน้องชายนายพิพัฒน์มีประโยชน์ทับซ้อนกับโครงการแลนด์บริดจ์หรือไม่ เพียงแต่ว่ามันผิดจังหวะไปหน่อย ซึ่งตนเรียกร้องนายพิพัฒน์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่กลับเป็นว่านายพิพัฒน์ได้ออกมาชี้แจง และพิสูจน์ตัวเองด้วยธุรกิจส่วนตัว ยืนยันว่าเราเรียกร้องให้ท่านตรวจสอบความโปร่งใสการถือครองทรัพยากรเพื่อประโยชน์ของประเทศ แต่กลับออกมาชี้แจงความโปร่งใสส่วนตัว ซึ่งเรื่องนี้เมื่อตนอ่านข่าวแล้วก็อมยิ้ม

นางสาวภคมนกล่าวย้ำอีกว่า วันนี้อยากให้นายพิพัฒน์เริ่มต้นทำงานในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก่อน ส่วนขั้นตอนต่อไปจะมีการพิสูจน์กันว่าท่านมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ไม่ต้องเป็นห่วง จะมีการตรวจสอบอย่างแน่นอน และยิ่งที่ออกมาบอกว่าไม่เกี่ยวแบบนี้ เชื่อว่า วันนี้ประชาชนคงเริ่มสงสัยแล้ว ดังนั้นต้องเริ่มต้นให้ถูกก่อน ติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกก่อน ซึ่งทรัพยากรส่วนใหญ่ในประเทศ หากย้อนกลับไปดูโดยเฉพาะธุรกิจพลังงาน หากจะบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองนั้น ก็มองว่าไม่ใช่อย่างแน่นอน เพราะไม่มีธุรกิจขนาดใหญ่ที่ครอบครองทรัพยากรในประเทศนี้ไม่เกี่ยวกับการเมืองหรือผู้มีอำนาจ ดังนั้น ตนมองว่านี่คือหน้าที่รัฐบาล และหน้าที่ของนายพิพัฒน์โดยตรงที่จะต้องไปตรวจสอบ

Advertisement

“นายพิพัฒน์ได้พิสูจน์ตัวเองแน่ๆ แต่วันนี้เอาเรื่องในฐานะที่เป็นรัฐมนตรี ที่ต้องทำเพื่อบ้านเพื่อเมืองก่อน แล้วค่อยทำเพื่อครอบครัว วงศาคณาญาติ” นางสาวภคมนกล่าว

เมื่อถามว่า จากการแถลงข่าวของบริษัท อาม่า เมื่อวานนี้ ส่วนใหญ่คนจับจ้องที่คนแถลงข่าวซึ่งมีนามสกุล “รัชกิจประการ” อาจส่งผลให้ประชาชนไม่มั่นใจ นางสาวภคมนตอบว่า ตนถึงบอกว่า ยิ่งออกมาบอกว่าไม่เกี่ยว ที่วันนี้รีบออกตัวเรื่องต่างๆ กลายเป็นว่า ประชาชนยิ่งจับจ้อง ก็ช่วยไม่ได้ คิดว่าหลังจากนี้หากมีการตรวจสอบกันในลำดับต่อไป ก็เป็นหน้าที่ของนายพิพัฒน์ที่ต้องยืนยันความโปร่งใส แต่วันนี้สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องคือ ให้ท่านช่วยปกป้องประเทศชาติ ทรัพยากรของชาติ และปกป้องประชาชน ก่อนที่จะปกป้องเงินในกระเป๋าของครอบครัว แน่นอนว่าการเป็นรัฐมนตรี หากมีดำเนินการใดก็ตามที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนก็จะถูกตรวจสอบ และถูกตั้งคำถามจากพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว