หน้าแรก การเมือง ปชน. ผิดหวัง ...

ปชน. ผิดหวัง มติครม.ปัดตก กม.สำคัญ PRTR-ธรรมนูญศาลทหาร ชี้ชัด รบ.ไม่ยึดปชช.เป็นตัวตั้ง

14.05.26 | 10:14 น.

ปชน. ผิดหวัง มติครม.ปัดตก ร่างกม.สำคัญ PRTR-ธรรมนูญศาลทหาร ชี้ชัดรัฐบาลไม่ยึดปชช.เป็นตัวตั้ง ทำไทยเสียโอกาสเศรษฐิกจ-คุณภาพชีวิต

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พรรคประชาชน ออกแถลงการณ์ ผิดหวัง “มติ ครม. ปัดตกร่างกฎหมายสำคัญ” พิสูจน์ชัด รัฐบาล “ไม่ได้นึกถึงประชาชนเป็นตัวตั้ง” อย่างที่กล่าวอ้าง

ระบุว่า ​หมดเวลา 60 วันตามกรอบกฎหมายที่ ครม. ต้องยืนยันรับร่างกฎหมายเพื่อพิจารณาต่อ (เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา)

การพิจารณาร่างกฎหมายที่ค้างจากสภาชุดที่แล้ว แทนที่คณะรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้ทบทวนและยืนยันร่าง พ.ร.บ. เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย แต่จากมติ ครม. ล่าสุดกลับสร้างความผิดหวังอย่างยิ่ง เมื่อรัฐบาลเลือกที่จะยืนยันร่างกฎหมายเพียงแค่ 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา และ ร่าง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เท่านั้น

ส่วนร่าง พ.ร.บ. ที่เหลือ คณะรัฐมนตรีเลือกที่จะ “ปัดตก” ไม่รับร่างกฎหมายสำคัญฉบับอื่นๆ ซึ่งล้วนเป็นกฎหมายที่ร่างขึ้นเพื่อปกป้องชีวิต สิทธิ และความยุติธรรมของประชาชนทั้งสิ้น

คณะรัฐมนตรีเลือกที่จะเพิกเฉยต่อลมหายใจและปกป้องชีวิตประชาชนจากการไม่ยืนยันร่าง พ.ร.บ. PRTR และ พ.ร.บ. โรงงาน ทำให้ไทยเสียโอกาสในการแข่งขันบนเวทีการค้าโลก เนื่องจากเทรนด์การค้าโลกในปัจจุบันกำลังขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)

Advertisement

*หากรัฐไม่มีมาตรการจัดการสิ่งแวดล้อมในการประกอบธุรกิจอย่างเข้มงวด ท้ายที่สุดจะเจอมาตรการกีดกันทางการค้า ทำให้ไทยเสียเปรียบเชิงเปรียบเทียบ มาตรการที่ว่า เช่น การใช้ CBAM หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism หรือมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป เป็นนโยบายที่จะกำหนดราคาสินค้านำเข้าบางประเภท ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น นักลงทุนก็จะตัดสินใจไปลงทุนในประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่สอดรับกับมาตรการกีดกันทางการค้าแบบใหม่ในประเทศอื่นมากกว่าจะลงทุนในไทย

พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีทวงคืนผืนป่า นอกจากรัฐบาลจะปฏิเสธที่จะคืนความยุติธรรมและล้างมลทินให้ชาวบ้านที่ถูกรัฐยึดที่ดินทำกินอย่างไม่เป็นธรรมแล้ว ยังปล่อยให้พวกเขาต้องต่อสู้กับคดีความและสูญเสียที่ดินต่อไป

*การไม่ยืนยันในร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีทวงคืนผืนป่าจะทำให้ไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจในการแก้ปัญหาความยากจนให้หมดไป ประชาชนจะติดหล่มความยากจนแบบถาวรเพราะไร้ที่ทำกิน ซ้ำยังมีคดีติดตัว ไทยจะเสียโอกาสในการยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในเวทีโลก เนื่องจากชนเผ่าพื้นเมืองต้องสูญเสียที่ทำกินจากชุมชนดั้งเดิม เพราะการใช้กฎหมายกดขี่จากรัฐ

คณะรัฐมนตรีไม่ให้คุณค่าคุณภาพชีวิตคนทำงาน ด้วยการไม่ยืนยัน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ไม่ลดชั่วโมงการทำงานให้เหลือ 40 ชั่วโมง/สัปดาห์ ไม่เพิ่มสิทธิการลาหยุดตามมาตรฐานสากล ยิ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนอีกครั้งว่า คณะรัฐมนตรีชุดนี้เลือกที่จะยืนหยัดเคียงข้างนายทุนมากกว่าประชาชนคนทำงานหรือไม่

*การไม่ยืนยัน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานดังกล่าว ทำให้สูญเสียโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตเทียบเท่ามาตรฐานสากล ไทยจะเสียโอกาสในการยกระดับผลิตภาพแรงงานภายในประเทศ ส่งผลให้ผลงานที่ผลิตออกมามีคุณภาพต่ำ ตลอดจนเสียโอกาสในการรักษา Talent (คนเก่ง คนมีความสามารถ) เนื่องจากทำให้เกิดภาวะสมองไหลออกนอกประเทศ ซ้ำยังไม่ดึงดูดคนมีความรู้ ความสามารถเข้ามาช่วยบริหารบ้านเมืองด้วย ภาคธุรกิจไทยก็จะขาดโอกาสในการขับเคลื่อนทรัพยากรตลอดจนนวัตกรรมที่ทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้าได้

ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ในมิติของการลงทุนและพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG (Environmental, Social, Government) ที่ให้ความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ หากมีการตรวจสอบย้อนกลับและพบว่าประเทศใดมีการละเมิดสิทธิแรงงานหรือเอาเปรียบแรงงานมากเกินไปจนไม่ได้มาตรฐานสากล ก็เสี่ยงที่จะถูกมาตรการกีดกันทางการค้าได้ในที่สุด

คณะรัฐมนตรีเลือกที่จะ​ปกป้องอำนาจทหารมากกว่าสิทธิของประชาชน ด้วยการไม่ยืนยัน พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร ปฏิเสธการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางทหาร ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีสิทธิยื่นฟ้องทหารที่กระทำความผิดในศาลพลเรือน

*ทำให้ไทยเสียโอกาสในการทำลายภาพลักษณ์ที่เป็นภาพจำว่าไทยเต็มไปด้วยวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด การซ้อมทรมานทหารคือการละเมิดสิทธิพลเรือน การไม่ทำให้กระบวนการยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ เสี่ยงที่จะทำให้ไทยตกอันดับเรื่องความโปร่งใส จากดัชนี CPI (Corruption Perceptions Index) ส่งผลให้การชี้วัดด้านนี้ของไทยออกมาได้ “น่าอาย” กว่าเดิม ตลอดจนดัชนีประชาธิปไตยของไทย (Decmocracy Index) ก็ตกต่ำตามกัน เพราะขาดกลไกตรวจสอบถ่วงดุลกับอำนาจฝ่ายบริหาร ถือเป็นการแช่แข็งโครงสร้างอำนาจนิยมให้อยู่เหนือสิทธิและเสียงของประชาชน แน่นอนว่า ในท้ายที่สุด จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติไปด้วย อาจทำให้ อัตราการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศลดลงเพราะความเชื่อมั่นจากนักลงทุนลดลงจากภาพลักษณ์ที่เสื่อมถอยดังกล่าว

​พรรคประชาชนเคยเรียกร้องให้ ครม. นำร่างกฎหมายเหล่านี้มาทบทวนการตัดสินใจเพื่อพิจารณาอีกครั้ง โดยหวังว่ารัฐบาลจะนำเอา “ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นตัวตั้ง” อย่างที่กล่าวอ้าง แต่มติ ครม. ที่ออกมาเช่นนี้ สะท้อนชัดเจนว่าคำพูดดังกล่าวเป็นเพียงวาทกรรมที่เมื่อต้องใช้อำนาจตัดสินใจเพื่อจะยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน รัฐบาลกลับเลือกที่จะปกป้องกลุ่มทุนและอำนาจรัฐ แล้วปล่อยปละละเลยชีวิตประชาชนเหมือนเดิม