ปชน. ผิดหวัง มติครม.ปัดตก ร่างกม.สำคัญ PRTR-ธรรมนูญศาลทหาร ชี้ชัดรัฐบาลไม่ยึดปชช.เป็นตัวตั้ง ทำไทยเสียโอกาสเศรษฐิกจ-คุณภาพชีวิต
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พรรคประชาชน ออกแถลงการณ์ ผิดหวัง “มติ ครม. ปัดตกร่างกฎหมายสำคัญ” พิสูจน์ชัด รัฐบาล “ไม่ได้นึกถึงประชาชนเป็นตัวตั้ง” อย่างที่กล่าวอ้าง
ระบุว่า หมดเวลา 60 วันตามกรอบกฎหมายที่ ครม. ต้องยืนยันรับร่างกฎหมายเพื่อพิจารณาต่อ (เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา)
การพิจารณาร่างกฎหมายที่ค้างจากสภาชุดที่แล้ว แทนที่คณะรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้ทบทวนและยืนยันร่าง พ.ร.บ. เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย แต่จากมติ ครม. ล่าสุดกลับสร้างความผิดหวังอย่างยิ่ง เมื่อรัฐบาลเลือกที่จะยืนยันร่างกฎหมายเพียงแค่ 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา และ ร่าง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เท่านั้น
ส่วนร่าง พ.ร.บ. ที่เหลือ คณะรัฐมนตรีเลือกที่จะ “ปัดตก” ไม่รับร่างกฎหมายสำคัญฉบับอื่นๆ ซึ่งล้วนเป็นกฎหมายที่ร่างขึ้นเพื่อปกป้องชีวิต สิทธิ และความยุติธรรมของประชาชนทั้งสิ้น
คณะรัฐมนตรีเลือกที่จะเพิกเฉยต่อลมหายใจและปกป้องชีวิตประชาชนจากการไม่ยืนยันร่าง พ.ร.บ. PRTR และ พ.ร.บ. โรงงาน ทำให้ไทยเสียโอกาสในการแข่งขันบนเวทีการค้าโลก เนื่องจากเทรนด์การค้าโลกในปัจจุบันกำลังขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)
*หากรัฐไม่มีมาตรการจัดการสิ่งแวดล้อมในการประกอบธุรกิจอย่างเข้มงวด ท้ายที่สุดจะเจอมาตรการกีดกันทางการค้า ทำให้ไทยเสียเปรียบเชิงเปรียบเทียบ มาตรการที่ว่า เช่น การใช้ CBAM หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism หรือมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป เป็นนโยบายที่จะกำหนดราคาสินค้านำเข้าบางประเภท ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น นักลงทุนก็จะตัดสินใจไปลงทุนในประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่สอดรับกับมาตรการกีดกันทางการค้าแบบใหม่ในประเทศอื่นมากกว่าจะลงทุนในไทย
พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีทวงคืนผืนป่า นอกจากรัฐบาลจะปฏิเสธที่จะคืนความยุติธรรมและล้างมลทินให้ชาวบ้านที่ถูกรัฐยึดที่ดินทำกินอย่างไม่เป็นธรรมแล้ว ยังปล่อยให้พวกเขาต้องต่อสู้กับคดีความและสูญเสียที่ดินต่อไป
*การไม่ยืนยันในร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีทวงคืนผืนป่าจะทำให้ไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจในการแก้ปัญหาความยากจนให้หมดไป ประชาชนจะติดหล่มความยากจนแบบถาวรเพราะไร้ที่ทำกิน ซ้ำยังมีคดีติดตัว ไทยจะเสียโอกาสในการยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในเวทีโลก เนื่องจากชนเผ่าพื้นเมืองต้องสูญเสียที่ทำกินจากชุมชนดั้งเดิม เพราะการใช้กฎหมายกดขี่จากรัฐ
คณะรัฐมนตรีไม่ให้คุณค่าคุณภาพชีวิตคนทำงาน ด้วยการไม่ยืนยัน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ไม่ลดชั่วโมงการทำงานให้เหลือ 40 ชั่วโมง/สัปดาห์ ไม่เพิ่มสิทธิการลาหยุดตามมาตรฐานสากล ยิ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนอีกครั้งว่า คณะรัฐมนตรีชุดนี้เลือกที่จะยืนหยัดเคียงข้างนายทุนมากกว่าประชาชนคนทำงานหรือไม่
*การไม่ยืนยัน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานดังกล่าว ทำให้สูญเสียโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตเทียบเท่ามาตรฐานสากล ไทยจะเสียโอกาสในการยกระดับผลิตภาพแรงงานภายในประเทศ ส่งผลให้ผลงานที่ผลิตออกมามีคุณภาพต่ำ ตลอดจนเสียโอกาสในการรักษา Talent (คนเก่ง คนมีความสามารถ) เนื่องจากทำให้เกิดภาวะสมองไหลออกนอกประเทศ ซ้ำยังไม่ดึงดูดคนมีความรู้ ความสามารถเข้ามาช่วยบริหารบ้านเมืองด้วย ภาคธุรกิจไทยก็จะขาดโอกาสในการขับเคลื่อนทรัพยากรตลอดจนนวัตกรรมที่ทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้าได้
ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ในมิติของการลงทุนและพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG (Environmental, Social, Government) ที่ให้ความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ หากมีการตรวจสอบย้อนกลับและพบว่าประเทศใดมีการละเมิดสิทธิแรงงานหรือเอาเปรียบแรงงานมากเกินไปจนไม่ได้มาตรฐานสากล ก็เสี่ยงที่จะถูกมาตรการกีดกันทางการค้าได้ในที่สุด
คณะรัฐมนตรีเลือกที่จะปกป้องอำนาจทหารมากกว่าสิทธิของประชาชน ด้วยการไม่ยืนยัน พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร ปฏิเสธการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางทหาร ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีสิทธิยื่นฟ้องทหารที่กระทำความผิดในศาลพลเรือน
*ทำให้ไทยเสียโอกาสในการทำลายภาพลักษณ์ที่เป็นภาพจำว่าไทยเต็มไปด้วยวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด การซ้อมทรมานทหารคือการละเมิดสิทธิพลเรือน การไม่ทำให้กระบวนการยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ เสี่ยงที่จะทำให้ไทยตกอันดับเรื่องความโปร่งใส จากดัชนี CPI (Corruption Perceptions Index) ส่งผลให้การชี้วัดด้านนี้ของไทยออกมาได้ “น่าอาย” กว่าเดิม ตลอดจนดัชนีประชาธิปไตยของไทย (Decmocracy Index) ก็ตกต่ำตามกัน เพราะขาดกลไกตรวจสอบถ่วงดุลกับอำนาจฝ่ายบริหาร ถือเป็นการแช่แข็งโครงสร้างอำนาจนิยมให้อยู่เหนือสิทธิและเสียงของประชาชน แน่นอนว่า ในท้ายที่สุด จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติไปด้วย อาจทำให้ อัตราการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศลดลงเพราะความเชื่อมั่นจากนักลงทุนลดลงจากภาพลักษณ์ที่เสื่อมถอยดังกล่าว
พรรคประชาชนเคยเรียกร้องให้ ครม. นำร่างกฎหมายเหล่านี้มาทบทวนการตัดสินใจเพื่อพิจารณาอีกครั้ง โดยหวังว่ารัฐบาลจะนำเอา “ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นตัวตั้ง” อย่างที่กล่าวอ้าง แต่มติ ครม. ที่ออกมาเช่นนี้ สะท้อนชัดเจนว่าคำพูดดังกล่าวเป็นเพียงวาทกรรมที่เมื่อต้องใช้อำนาจตัดสินใจเพื่อจะยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน รัฐบาลกลับเลือกที่จะปกป้องกลุ่มทุนและอำนาจรัฐ แล้วปล่อยปละละเลยชีวิตประชาชนเหมือนเดิม

