เครือข่ายประชาชน 14 องค์กร และนักปกป้องสิทธิฯ ด้านสิ่งแวดล้อม แถลงข่าวสาธารณะ ‘พลังงานสะอาดของใคร?’ ยื่น 8 ข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลอนุทิน
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 14 พฤษภาคม ที่โรงแรมพิมานการ์เด้น บูติค โฮเต็ล จ.ขอนแก่น เครือข่ายประชาชน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาในหลายภูมิภาคของประเทศไทย รวม 14 องค์กรเครือข่าย ร่วมกันแถลงข่าวภายใต้หัวข้อ “พลังงานสะอาดของใคร?” ข้อเสนอจากเครือข่ายประชาชนถึงรัฐบาลสู่ประชาธิปไตยพลังงาน สิทธิชุมชน และความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ
การแถลงข่าวครั้งนี้เป็นการส่งเสียงจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาในนามของ “พลังงานสะอาด” “เศรษฐกิจสีเขียว” และ “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” ซึ่งเครือข่ายเห็นว่า แม้จะถูกนำเสนอว่าเป็นทางออกของวิกฤตโลกร้อน แต่ในทางปฏิบัติกลับนำไปสู่การแย่งยึดทรัพยากร การทำลายระบบนิเวศ และการละเมิดสิทธิชุมชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

ผู้ร่วมแถลงประกอบด้วย สุนารี นามเป็น ตัวแทนเครือข่ายผู้หญิงลุ่มน้ำกกตอนบน, จงดี มินขุนทด ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด, สมัย พันธโคตร ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากกลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย, ศิรวิทย์ ขยันกิจเพิ่มพูน ตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเหมืองแร่ฟลูออไรต์ อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และ จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ ตัวแทนเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ โดยมี ศศิประภา ไร่สงวน จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) เป็นผู้ดำเนินรายการ
‘พลังงานสะอาด’ ที่ไม่สะอาดสำหรับทุกคน
จุฑามาสกล่าวว่า แถลงการณ์ฉบับนี้คือเสียงของผู้คนที่กำลังสูญเสียบ้าน ป่าไม้ แม่น้ำ ภูเขา แหล่งอาหาร วิถีชีวิต สุขภาพ และอนาคต ภายใต้คำว่าพลังงานสะอาด และเศรษฐกิจสีเขียว ที่รัฐและทุนร่วมกันผลักดันในวิกฤตโลกร้อน
จุฑามาสตั้งคำถามว่า ในวันที่รัฐพูดถึงอนาคตสีเขียวชุมชนกลับต้องสูญเสียที่ดินทำกิน ต้นน้ำ ระบบอาหาร และสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง ขณะที่กลุ่มทุนได้รับประโยชน์จากสัมปทานและทรัพยากรต่างๆ จึงต้องถามว่าพลังงานสะอาดที่กำลังถูกผลักดันอยู่นั้น สะอาดสำหรับใคร และใครกำลังถูกบังคับให้แบกรับต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ภายใต้ชื่อของ “พลังงานสะอาด” “คาร์บอนเครดิต” และ “เศรษฐกิจสีเขียว” รัฐและทุนกำลังผลักดันโครงการเหมืองแร่ กังหันลม โรงไฟฟ้า Data Center เขื่อน นิคมอุตสาหกรรม และโครงการพัฒนาขนาดใหญ่จำนวนมาก สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม” แต่เป็นการจัดระเบียบทรัพยากรครั้งใหม่ภายใต้สิ่งที่เครือข่ายเรียกว่า “อาณานิคมสีเขียว” อนาคตสีเขียว ทั้งที่ความจริงแล้ว มันกำลังสร้างมลพิษใหม่ ความเหลื่อมล้ำใหม่ และระบอบอาณานิคมสีเขียวรูปแบบใหม่ ที่ไม่ได้มาด้วยกองทัพอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มาด้วย MOU แผนแม่บทแร่ EIA เท็จ กฎหมายพิเศษ ทุนข้ามชาติ และนโยบายรัฐที่ไม่เคยฟังเสียงประชาชนจากด่านขุนทด คำป่าหลาย ภูยูง อมก๋อย วิกฤติแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน ปนเปื้อนจากการทำเหมืองแร่ข้ามพรมแดน แม่ลาน้อย ดอยเต่า แม่เลียง EEC ปาตานี สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่คือผลจากนโยบายการพัฒนาที่เอื้อทุนผูกขาด และมองชุมชนเป็นเพียงพื้นที่รองรับต้นทุนของการเติบโตทางเศรษฐกิจ

เสียงของผู้หญิง ผู้แบกรับวิกฤตที่ถูกมองไม่เห็น
“ชีวิตที่ถูกพรากไป นโยบายเหล่านั้นกำลังแย่งที่ทำกิน ทำลายแหล่งอาหารตามธรรมชาติ ทั้งแมงแคง แมงคับ ปลา ผักป่า และต้นน้ำ ทำลายระบบอาหารหมุนเวียนของชุมชน และทำให้ผู้คนต้องพึ่งพาระบบตลาดที่ไม่เป็นธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ จากคนที่เคยมีอาหาร มีน้ำ มีป่า และมีศักดิ์ศรีในการเลี้ยงชีวิตตัวเอง กลับถูกทำให้กลายเป็นแรงงานที่ได้ค่าจ้างน้อยมาก คนเป็นหนี้ และคนที่ต้องซื้อทุกอย่างแม้กระทั่งน้ำ อากาศ และความปลอดภัยในการมีชีวิตอยู่ ประชาชนต้องเจอกับโรคทางเดินหายใจ มะเร็งในครอบครัว น้ำปนเปื้อน ฝุ่นพิษ มลพิษข้ามพรมแดน การถูกแย่งชิงน้ำของเกษตรกรในการทำนิคมอุตสาหกรรม หนี้สินข้ามรุ่น ความเครียด ความซึมเศร้า และการคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ขณะที่ราคาพืชผลตกต่ำ ราคาน้ำมันแพงขึ้น และค่าไฟสูงขึ้น แต่บริษัทกลับได้สัมปทาน ได้กำไร และได้การคุ้มครองจากรัฐ ราวกับว่าชีวิตของประชาชนเป็นเพียงต้นทุนที่สามารถเสียสละได้ เพื่อแลกกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของทุนผูกขาด”
สุนารี นามเป็น ตัวแทนเครือข่ายผู้หญิงลุ่มน้ำกกตอนบน กล่าวว่า ผู้หญิงในชุมชนคือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศและโครงการพัฒนาอย่างหนักที่สุด ขณะเดียวกันกลับถูกกีดกันออกจากกระบวนการตัดสินใจ ทั้งที่ผู้หญิงจำนวนมากต้องรับภาระดูแลน้ำ อาหาร สุขภาพ ครอบครัว และผู้ป่วยจากมลพิษ แต่แรงงานการดูแลเหล่านี้กลับไม่เคยถูกนับในระบบเศรษฐกิจและไม่เคยได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม
เธอยืนยันว่า “จะไม่มีความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ หากไม่มีความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง และจะไม่มีการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม หากประชาชนยังไม่มีสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง”

ประชาธิปไตยพลังงาน คือสิทธิของประชาชนในการกำหนดอนาคต
ศิรวิทย์ ขยันกิจเพิ่มพูน กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในนามของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่ความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ แต่เป็นการที่รัฐและทุนใช้วิกฤตโลกร้อนเป็นข้ออ้างในการขยายอำนาจเหนือทรัพยากรและชีวิตของประชาชน
“ประชาธิปไตยพลังงาน” ต้องหมายถึงระบบพลังงานที่ประชาชนมีสิทธิออกแบบ ตัดสินใจ และกำหนดอนาคตของตนเอง ไม่ใช่ระบบที่รัฐและทุนผูกขาดผลประโยชน์ ขณะที่ “สิทธิชุมชน” คืออำนาจของประชาชนในการดูแลป่า น้ำ ที่ดิน อาหาร และวิถีชีวิตของตนเอง
8 ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย
จงดี มินขุนทด ได้อ่านข้อเรียกร้องร่วม 8 ข้อต่อรัฐบาลไทย ดังนี้
1.ต้องจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน ผ่านกระบวนการที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อรับรองเสรีภาพในการแสดงออก การรวมกลุ่ม และการเคลื่อนไหวทางสังคมโดยสันติ รับรองสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ รับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และรับรองสิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี ปลอดภัย และสมดุลทางนิเวศ
2.ต้องยกเลิกนโยบาย กฎหมาย และโครงสร้างที่เอื้อทุนผูกขาด ยกเลิกแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่แห่งชาติ ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ปฏิรูปกฎหมายพลังงานเพื่อยุติการผูกขาดและการแสวงหากำไรจากวิกฤตของประชาชน และกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม
3.ต้องปฏิรูปกฎหมายที่ดิน ป่าไม้ และทรัพยากรธรรมชาติ คืนสิทธิในที่ดินและการเข้าถึงทรัพยากรให้แก่ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม รับรองว่าทรัพยากรธรรมชาติตั้งแต่ผิวดินถึงใต้ดินต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของทุนข้ามชาติ และรับรองหลัก FPIC หรือ “การให้ฉันทานุมัติโดยเป็นอิสระ ได้รับการบอกแจ้งล่วงหน้า และได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน” ในทุกโครงการพัฒนา
4.ต้องยุติโครงการพัฒนาที่ละเมิดสิทธิชุมชน หยุดเหมืองแร่ที่ทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หยุดกังหันลมที่แย่งยึดที่ดิน หยุด Data Center ที่กินไฟมหาศาล หยุดการสร้างเขื่อน โรงไฟฟ้า และการขยายนิคมอุตสาหกรรมที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และยุติการบังคับโยกย้ายประชาชนในนามของการพัฒนา

5.ต้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และยุติกฎหมายพิเศษที่ใช้ควบคุมและปิดปากประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
6.ต้องรับรองสิทธิด้านสวัสดิการ สุขภาพ การศึกษา และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ ประกันรายได้ที่เป็นธรรม คุ้มครองประชาชนจากผลกระทบด้านสุขภาพจากมลพิษและโครงการพัฒนา ปรับโครงสร้างค่าไฟ กำหนดราคาน้ำมันอย่างเป็นธรรม และรับรองสิทธิของเกษตรกรในการต่อรองราคาผลผลิต
7.ต้องยุติการคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชน หยุดการฟ้องคดียุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ หรือ SLAPP หยุดการข่มขู่คุกคามโดยรัฐ บริษัท และหน่วยงานความมั่นคง
หยุดคุกคามตามตัวนักปกป้องสิทธิ นักคิด นักกิจกรรม และนักเคลื่อนไหว พร้อมจัดตั้งกลไกอิสระในการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนา
8.ต้องตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลบริษัทข้ามชาติ ทุนต่างชาติ และผู้ถือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับโครงการพลังงาน เหมืองแร่ คาร์บอนเครดิต Data Center และโครงการพัฒนาในประเทศไทยทั้งหมด โดยประชาชนต้องเข้าถึงข้อมูลสัญญา EIA การถือหุ้น แหล่งเงินทุน และผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนได้อย่างโปร่งใส
คนที่สร้างวิกฤตน้อยที่สุด ต้องไม่ถูกบังคับให้จ่ายราคามากที่สุด
สมัย พันธโคตร กล่าวว่า รัฐต้องกำหนดกลไกทางกฎหมายที่ทำให้บริษัท ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีอำนาจตัดสินใจ ต้องรับผิดจริงต่อความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสิทธิมนุษยชน ทั้งในทางแพ่ง อาญา และปกครอง รวมถึงกรณีมลพิษข้ามพรมแดน โดยยึดหลัก “ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle)
“บริษัทใดที่ละเมิดสิทธิชุมชน ปกปิดข้อมูล ใช้ความรุนแรง ฟ้องปิดปากประชาชน หรือทำลายสิ่งแวดล้อม ต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาต ระงับโครงการ และถูกดำเนินคดีทั้งในประเทศไทยและระดับระหว่างประเทศ โดยไม่สามารถใช้ชื่อของ “เศรษฐกิจสีเขียว” มาเป็นเกราะคุ้มกันความรับผิดได้”
เธอย้ำว่า “คนที่สร้างวิกฤตน้อยที่สุด ต้องไม่ถูกบังคับให้จ่ายราคามากที่สุด” พร้อมประกาศว่าประชาชนจะยืนหยัดทวงคืนอำนาจในการกำหนดอนาคตของตนเอง ภายใต้หลักประชาธิปไตยพลังงาน สิทธิชุมชน และความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ
ลงนามโดยเครือข่ายประชาชน 14 องค์กรเครือข่าย ดังนี้
1.กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา
2.กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย จังหวัดมุกดาหาร
3.กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง จังหวัดมุกดาหาร
4.กลุ่มเฝ้าระวังอมก๋อย กรณีเหมืองแร่ถ่านหิน จังหวัดเชียงใหม่
5.กลุ่มคนดอยเต่าไม่เอาเหมืองแร่แบร์ไรต์ จังหวัดเชียงใหม่
6.เครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำลา กรณีเหมืองแร่ฟลูออไรต์ จังหวัดแม่ฮ่องสอน
7.เครือข่ายแม่เลียงไม่เอาเหมืองแร่ กรณีเหมืองแร่พลวง จังหวัดลำปาง
8.เครือข่ายผู้หญิงลุ่มน้ำกก ตอนบน กรณีแม่น้ำกก ท่าตอน จังหวัดเชียงใหม่
9.เครือข่ายพิทักษ์เขาเตราะปลิง กรณีเหมืองหิน จังหวัดปัตตานี
10.เครือข่ายพิทักษ์เขาลาเมาะ กรณีเหมืองหินแกรนิต จังหวัดนราธิวาส
11.มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)
12.ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น (CPCR)
13.โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่
14.โพรเทคชั่นอินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย (Protection International Thailand)

หลังจากนี้ตัวแทนเครือข่ายจะส่งข้อเรียกร้องดังกล่าวถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนนโยบายพลังงานและการพัฒนาที่กระทบต่อสิทธิชุมชน และผลักดันการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ตั้งอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชน การมีส่วนร่วมของประชาชน และความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศอย่างแท้จริง
โดยเครือข่ายยังยืนยันร่วมกันว่า อนาคตที่เป็นธรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากประชาชนยังไม่มีสิทธิในการกำหนดว่า ที่ดิน น้ำ ป่า แร่ พลังงาน และทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงชีวิต จะถูกใช้ไปเพื่อใคร โดยคาดหวังว่ารัฐบาลจะตอบรับข้อเสนอ
คลิก เพื่ออ่านแถลงการณ์ฉบับเต็ม

