หน้าแรก การเมือง ปชน. จี้ รบ.อ...

ปชน. จี้ รบ.ออกมาตรการเชิงรุก หวั่นไทยเป็นฐานอาชญากรรมข้ามชาติ หลังทหารเรือเอี่ยวค้าอาวุธขึ้นศาลทหาร

15.05.26 | 16:11 น.

ปชน.จี้ รบ.ออกมาตรการเชิงรุกแก้ปัญหาอาชญากรข้ามชาติในไทยระยะยาว ฟาก “กิตติพงษ์” ถามหาความยุติธรรมหลังทหารเรือเอี่ยวจัดหาอาวุธให้ชาวจีนขึ้นศาลทหาร

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 15 พฤษภาคม ที่รัฐสภา นายธนาธาร ประมูลพงษ์ ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาชน แถลงถึงมาตรการปราบปรามกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ นอมินี และเครือข่ายผู้ที่แทรกซึมอยู่ในราชอาณาจักรว่า ขณะนี้ยังพบพฤติการณ์ต่อเนื่องว่ามีบุคคลต่างชาติและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการดำเนินกิจกรรมนอกกฎหมาย ทั้งในรูปแบบของมินี การครอบครองทรัพย์สินแทน การดำเนินการธุรกิจสีเทาที่มีช่องว่างทางกฎหมาย การก่ออาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนสงครามและวัตถุระเบิด พบผลกระทบต่อความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชน

อย่างไรก็ตาม มาตรการตอบสนองปัจจุบันต่อกรณีดังกล่าวจำกัดอยู่เพียงเรื่องส่งมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินคดี ส่วนการประกาศทบทวนด้านมาตรการวีซ่า การบูรณาการหน่วยงานเกี่ยวข้อง ยังไม่ปรากฏแนวทางเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนในการป้องกันปราบปราม และติดตามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐานกลาง จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการเชิงรุกระยะยาวที่เป็นมาตรฐานกลาง ที่ไม่จำเป็นต้องเอาแต่ละคดีเข้าสู่การสืบสวนเป็นคดีพิเศษ แต่อยากให้รัฐบาลนี้จะต้องมีมาตรการเชิงรุกในการบูรณาการร่วมกัน โดยต้องมีมาตรฐานการรวบรวมข้อมูลและปราบปรามบังคับใช้กฎหมาย

“เรื่องการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ อย่าทำเหมือนลูบหน้าปะจมูก โดยเราเตรียมจะยื่นกระทู้ถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ในฐานะดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติและการข่าว ว่ามีมาตรการใดที่เป็นรูปธรรมเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรข้ามชาติในประเทศไทยในระยะยาว” นายธนาธาร กล่าว

ด้านนาวาโท กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ขณะนี้มีความปรากฏว่าอาวุธที่จับได้จากผู้ต้องหาชาวจีน ส่วนหนึ่งมาจากกำลังพลกองทัพเรือและมีผู้ต้องหาอีกห้านาย โดยกองทัพเรือได้แถลงว่าจะตรวจสอบไม่จำกัดเฉพาะกำลังพลที่ทำผิด แต่จะมีการหาเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ด้วยซึ่งเป็นเรื่องที่ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นโอกาสดีที่กองทัพเรือจะใช้โอกาสนึ้ ตรวจสอบและเช็กคลังอาวุธของตัวเองว่ายังอยู่ครบถ้วนหรือไม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัย นอกจากนึ้คดีนี้อยู่ในการพิจารณาของศาลทหารซึ่งน่ากังวลอยู่เหมือนกัน เพราะคดีนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังทางทหารหรือปฏิบัติการทางทหาร แต่ต้องไปขึ้นกับศาลทหาร ซึ่งอาจจะเหมือนกับคดีอื่นๆ ที่ขึ้นกับศาลทหารและถูกตั้งคำถามประชาชนทั่วไปว่ากระบวนการยุติธรรมที่อยู่ภายใต้ศาลทหารจะมีความยุติธรรมมากน้อยเพียงใด

Advertisement