“ภราดร” ลั่นถ้ารัฐบาลไม่จริงใจ คงนำร่างกฎหมาย 100 กว่าฉบับกลับเข้าสภาฯเอาใจสมาชิก หรือไม่ยืนยันแม้แต่ฉบับเดียว ย้ำความจริงใจแก้ไขรัฐะรรมนูญ ดีเดย์ 19 พ.ค. สส.ภท. 190 คน เข้าชื่อ ยื่นร่างต่อสภาฯ เดินหน้าตามประชามติ 21 ล้านเสียง
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 15 พฤษภาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมรัฐสภา ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่รัฐสภามิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ หลังจากที่สมาชิกรัฐสภาอภิปรายให้ความเห็นแล้วเสร็จ โดย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ในฐานะรัฐบาลขอขอบคุณข้อคิดเห็นของสมาชิก และยืนยันถึงความจริงใจ และเจตนารมย์ของรัฐบาลชุดนี้ ในการให้ความสำคัญกับสถาบันนิติบัญญัติ ไม่ได้ยืนยันร่างกฎหมายเฉพาะของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังมีของส.ส.และภาคประชาชน ซึ่ง 34 ฉบับซึ่งเป็นเจตนารมณ์และความจริงใจของรัฐบาล ที่พิจารณาอย่างถ้วนถี่ต่อการยืนยันร่างกฎหมาย ซึ่งครม.มีการยืนยันถึง 2 ครั้งมีเหตุผลทั้งสิ้น
นายภราดร ชี้แจงว่า สำหรับร่างกฎหมายของภาคประชาชน ที่เสนอต่อสภาฯ ชุดที่แล้ว 6 ฉบับ ครม. ยืนยัน 1 ฉบับ เพราะมีการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนมายังรัฐบาล ส่วนที่เหลือนั้นไม่มีประชาชนที่แจ้งเจตจำนง ทำให้ไม่สามารถตัดสินใจแทนได้ แม้มี สว.ทำหนังสือถึงรัฐบาลให้ยืนยันร่างกฎหมายของประชาชน แต่เจตจำนงไม่ชัดเจนเหมือน กรณีของน.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาผู้บริโภค อย่างไรก็ตามตาม พ.ร.บ.เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ยังมีเวลาให้ประชาชนยืนยันร่างกฎหมาย ภายใน 120 วัน และให้รัฐบาลทบทวน โดยมีเวลาสิ้นสุดคือ 12 ก.ค.
“ผมขอย้ำว่ารัฐบาลจริงใจ ถ้าไม่ใส่ใจรัฐบาลทำได้ง่ายๆ 2 ทางคือยืนยันทั้งหมด 100 กว่าฉบับ เอาใจพวกเราสมาชิกรัฐสภาที่เสนอเข้ามา หรือไม่ยืนยันเลยแม้แต่ฉบับเดียว ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหลายรัฐบาลที่ดำเนินการแบบนั้น นี่จึงเป็นสิ่งทีผมบอกในเบื้องต้นว่านี่คือเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของรัฐบาลในการยืนยันกฎหมายผ่านการวิเคราะห์ผ่านการพิจารณาและการถกเถียงอย่างถ้วนถี่” นายภราดร กล่าว
นายภราดร กล่าวต่อว่า สำหรับร่างกฎหมายอสม.เป็นหนึ่งฉบับที่ ครม.ไม่ยืนยัน หลายคนบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ให้ความสำคัญกับอสม.สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ต้องการกำหนดในกฎหมายให้ชัดเจนว่าเงินค่าตอบแทนของอสม.จะต้องถูกเขียนบัญญัติไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน แต่ไม่ได้หมายความว่าที่รัฐบาลไม่ยืนยันเพราะไม่ใส่ใจเรื่องค่าตอบแทนอสม.หากย้อนกลับไปค่าตอบแทนอสม.เริ่มในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ 500 บาท และมีการเพิ่มค่าตอบแทนเป็น 2,000 บาท ในช่วงหลังโควิด-19 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกุลเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่ที่รัฐบาลเป็นกังวลในกฎหมายฉบับนี้เพราะมีการเขียนเอาไว้ว่า อสม.ที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปอาจจะมีปัญหาได้ แต่หากดูความเป็นจริงอสม.มีอายุเกิน 60 ถึง 70 ปีเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากกฎหมายฉบับนี้ จึงเป็นเหตุที่รัฐบาลไม่ยืนยัน แต่กระทรวงสาธารณสุขได้มีความพยายามจะเร่งกฎหมาย อสม.อย่างเร่งด่วนโดยเร็ว

นายภราดร ชี้แจงต่อว่า ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐบาลและพรรคภูมิใจ มีความจริงใจและมีเจตจำนงชัดเจนต่อการแก้รัฐธรรมนูญโดยเปิดช่องให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และตนได้หารือกับนายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ในฐานะเลขาธิการพรรคฯว่า วันที่ 19 พ.ค.นี้จะหารือในที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย หากไม่มีเหตุขัดข้องจะให้ส.ส.ทั้ง 190 คนยื่นเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภาต่อไป เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนตามผลประชามติ 21.6 ล้านเสียง
นายภราดร กล่าวอีกว่า หากถามว่าเหตุใดรัฐบาลถึงไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ เพราะรัฐบาลเห็นว่าเรื่องนี้ควรที่จะเริ่มต้นที่รัฐสภา ควรที่จะให้รัฐสภาเป็นคนเริ่มเกมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญเราปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ เป็นร่างที่มีปัญหาและนำไปสู่การยุบสภาเมื่อครั้งที่แล้ว และมีประเด็นเรื่องของอำนาจส.ว. ตนเชื่อว่าจะถูกล้มในชั้นส.ว.แน่นอน ตนมีเจตจำนงที่อยากจะเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าไปได้ เพราะมีบางอย่างที่ไม่เห็นด้วยในชั้นกรรมาธิการ แต่ก็อะลุ่มอล่วยเพราะอยากให้เดินหน้าไปสู่การลงมติในวาระสามและให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านไปได้ แต่สุดท้ายพวกตนพรรคภูมิใจไทยไปโหวตเห็นด้วยกับทาง ส.ว.ทางฝ่ายพรรคประชาชนก็ไม่พอใจ หัวหน้าพรรคประชาชนก็พูดว่าไปต่อไม่ได้ แล้วขอนายกฯยุบสภา ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทำให้รัฐบาลไม่ยืนยัน
“เมื่อมีรัฐสภาชุดใหม่เข้ามา จึงเป็นความชอบที่สภาจะเข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่เข้ามา ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้นำร่องแล้ว เพราะพรรคภูมิใจไทยมี 192 เสียง ก็สามารถเสนอด้วยตนเองได้ นี่คือเจตจำนงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ต่างจากสมาชิกรัฐสภาในการเดินหน้าให้เป็นไปตามเจตนารมย์ของประชาชน 21 ล้านเสียงที่ทำประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา” นายภราดร กล่าว
จากนั้นเวลา 15.40 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นถามว่า ตนขอขอบคุณรัฐมนตรี ที่กรุณาทำหน้าที่ชี้แจง ซึ่งความจริงตอนที่ตนอภิปรายได้ระบุว่าความเหมาะสมจริงๆ แล้วควรจะเป็นรัฐมนตรี (ครม.) ผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แต่ละฉบับมาตอบ จริงๆ รัฐมนตรีพยายามอธิบายว่าการยืนยันหรือไม่ยืนยันกฎหมายนั้น ท่านไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง เอาเฉพาะร่างของครม. พรรคการเมือง หรือภาคประชาชน แต่พวกเราที่อยู่ในสภาฯ มานาน เมื่อกฎหมายผ่านวาระที่ 1 รับหลักการ เรามักจะพูดเสมอว่าเจ้าของคือสภาฯ แล้ว ไม่มีกฎหมายรัฐบาลหรือกฎหมายฝ่ายค้าน พรรคนั้นหรือพรรคนี้ ซึ่งคำชี้แจงในทำนองว่า ยังมีปัญหาความเห็นแย้ง ตนไม่อยากให้รัฐบาลดูแคลนการทำงานของสภาฯ หลายฉบับกรรมาธิการฟังทุกฝ่ายมาแล้วจึงได้มีข้อสรุป สิ่งที่เราต้องการในวันนี้คือสภาฯ สามารถสานต่องานของสภาฯ ชุดที่แล้วได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีกฎหมาย 2 ฉบับที่คำชี้แจงของท่านทำให้ตนไม่สบายใจ คือ 1.เรื่องการรายงานเคลื่อนย้ายมลพิษ ซึ่งในคำอธิบายกลับกลายเป็นว่าท่านบอกว่าภาคประชาชนไม่ได้แสดงเจตจำนงในการที่จะยืนยัน ซึ่งคนกลุ่มที่เสนอกฎหมายฉบับนี้ ได้ยื่นหนังสือและแถลงข่าว นอกจากนั้นยังเดินสายพบกับพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งตนเมื่อได้รับเรื่องจากพวกเขาได้โทรหารัฐมนตรี 2 คน สส.พรรครัฐบาล 1 คน ว่าเขาประสงค์จะยืนยันและตนเห็นด้วยกับเขา ฉะนั้น ไม่จริงที่บอกว่าเขาไม่ได้แสดงเจตจำนง
“วันนี้ทำของเขาตกแล้ว อย่าไปโทษเขาว่าเป็นเพราะเขาไม่ยืนยัน เพราะผมคนหนึ่งและเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกอีกหลายพรรค ก็ได้พบกับคนกลุ่มนี้ ซึ่งการที่ท่านบอกว่าไม่เป็นไร รัฐบาลปล่อยตกไปเขายืนยันได้ ถูกต้องครับ แต่ความต่างกลับกลายเป็นว่า ถ้าท่านยืนยันเราตั้งต้นจากการมีร่างที่ทุกฝ่ายเห็นชอบด้วยกันแล้ว เพราะผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการแล้ว แต่ที่เขายืนยันได้ตามสิทธิ์ เหมือนกับเสนอกฎหมายใหม่ กลับยากขึ้นไปอีก แล้วถามว่าผมทราบหรือไม่ว่าทางรัฐบาลคิดเรื่องการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้วเอาสาระตรงนี้ใส่เข้าไป ผมทราบ แต่ถ้าใส่ใจจริงๆ ท่านจะพบว่าการแก้กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับนั้น จะต้องเสียเวลาอีกมากเพราะรื้อกฎหมายเกือบทั้งฉบับ ในขณะที่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการรายงานและเคลื่อนย้ายมลพิษ ถ้าเราผ่านตรงนี้ไปก่อนจะเป็นประโยชน์มหาศาลสำหรับประชาชนที่ต้องอยู่กับเรื่องเหล่านี้ และเป็นประโยชน์กับรัฐบาลเองในเรื่องของ OECD ท่านยืนยันได้หรือไม่ว่าถ้าภาคประชาชนยืนยันกฎหมายฉบับนี้ ถ้าถูกตีความว่าเป็นกฎหมายการเงิน นายกฯ จะเซ็นรับรองให้ทันที หรือถ้าเข้ามาอยู่ในระเบียบวาระ รัฐบาลจะยืนยันเลื่อนระเบียบวาระนั้นมาให้เขาก่อน ถ้าเป็นเช่นนี้ผมคิดว่าก็ยังเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนขึ้นว่าเราจะได้แก้ไขปัญหานี้ด้วยกัน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กฎหมายอสม. ที่ท่านพูดความจริงเถียงมาจากสภาฯ ชุดที่แล้ว แล้วเขาก็ยืนยันว่า เรื่องอายุไม่เกิน 60 ปี เขาหมายถึงตอนที่จะรับเข้ามาเป็นอสม. แต่อสม. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้วและอายุเกิน 60 ปี เขา ก็ยังยืนยันหลักที่บอกว่าจะพ้นจากการเป็นอสม. ด้วยเงื่อนไข เช่น ตาย ลาออก หรือไม่ผ่านการประเมิน ตนเห็นใจ รัฐมนตรีที่แปลกอยู่ว่าจะต้องมาชี้แจงแทนทุกกระทรวง แต่ข้อเท็จจริงคืออย่างน้อยที่สุด 2 ฉบับนี้ อยากให้ทางรัฐบาลช่วยทำให้สามารถกลับเข้ามาสู่การพิจารณาของสภาให้เร็วที่สุด และย้ำว่ากฎหมายใดที่พวกเรารับหลักการแล้วเป็นของพวกเราทุกคน ไม่ต้องแบ่งแยก
ต่อมาเวลา 15.50 น. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นสอบถามว่า ตนมี 3 ประเด็นที่จำเป็นต้องลุกขึ้นมาอภิปรายในประเด็นที่อาจจะคลาดเคลื่อนจากที่นายภราดรได้ชี้แจง ประเด็นแรกคือเรื่องรัฐธรรมนูญ การที่ท่านบอกว่าท่านไม่ยืนยันร่างรัฐธรรมนูญ เพราะมีประเด็นที่เป็นปัญหาค้างอยู่ในวาระ 2 นั้นไม่จริง เพราะท้ายที่สุดแล้วหากท่านยืนยันและมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณา อย่างไรก็ต้องมีการมาถกกันในเรื่องนี้อีกครั้ง ซึ่งตนจะจับตาดูว่าร่างที่พรรคภูมิใจไทยจะเสนอเข้ามาในสัปดาห์หน้านั้น จะสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่อง 1 ใน 3 ของ สว.ได้อย่างไร และสิ่งที่พวกตนแสดงความเห็นว่า ครม. ดูเหมือนไม่มีความจริงใจเรื่องรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เป็นเพียงเพราะ ครม.ไม่ยืนยันร่างเดิม เพราะหาก ครม.ไม่เห็นด้วยกับ 2 ร่างเดิมและมีมติไม่ยืนยัน เราพร้อมที่จะรับฟังเหตุผล แต่สิ่งที่เราเห็นคือนอกจาก ครม. จะไม่ยืนยันร่างเดิมแล้ว ยังไม่เคยมีคำมั่นสัญญาว่าจะเสนอร่างใหม่เข้ามาในนาม ครม. ที่ไม่ใช่ในนามของพรรคภูมิใจไทย แม้กระทั่งคำแถลงนโยบายที่มาเสนอต่อรัฐสภา ท่านก็ไม่สามารถจะมีแค่ประโยคเดียวในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
“ท่านอาจจะบอกว่าวันนี้พรรคภูมิใจไทยมีสส.เกิน 170 คน สามารถเสนอเข้าไปเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้ ครม.เสนอเข้ามา แต่ผมมองว่ามันต่างกัน เพราะหาก ครม.เสนอร่างใหม่เข้ามา อย่างน้อยก็เป็นหลักประกันว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้จะต้องมารับผิดชอบต่อการทำให้วาระนี้สำเร็จและผ่านรัฐสภาแห่งนี้” นายพริษฐ์ กล่าว
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่สอง การที่ท่านบอกว่าพยายามจะออกแบบกระบวนการและวางหลักเกณฑ์ในการยืนยันกฎหมาย โดยการถามเจตนารมณ์ของผู้เสนอร่างนั้น แต่หากดูร่างที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอ กลับไม่มีกระบวนการเช่นนั้นเลย ตนถามเพื่อนสมาชิกพรรคประชาชน เขาบอกว่าไม่เคยได้รับการสอบถามหรือเรียกเข้าไปชี้แจงเพื่อให้กันในวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา พวกตนจึงได้สอบถามความเห็นไปที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงเหตุผลที่ครม.ใช้ยืนยันหรือไม่ยืนยันร่างกฎหมายใดนั้นเป็นเพราะเหตุใด แต่ก็ค้นพบว่า ครม.พิจารณาแยกเป็น 2 ส่วน คือในส่วนของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) จะรับผิดชอบในด้านกฏหมายที่ ครม. เคยเป็นผู้เสนอ ซึ่งในส่วนนี้ตนขอขอบคุณที่ท่านให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีที่ส่งเหตุผลมาว่านำเสนอความเห็นต่อ ครม.อย่างไร และ ครม.มีเหตุผลอย่างไร แต่ในส่วนของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ซึ่งเข้าใจว่ารับผิดชอบในส่วนของกฎหมายที่ สส.เสนอ และ ครม. ต้องตัดสินใจว่าจะยืนยันหรือไม่ แต่กลับไม่เคยได้รับข้อมูลกลับมาเลย มิหนำซ้ำเมื่อทำหนังสือไปถามก็ได้รับข้อมูลกลับมาว่าจะไม่ยอมให้ข้อมูลจนกว่าวิปฝ่ายค้านจะถูกแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ นี่หรือคือกระบวนการที่พยายามจะเปิดรับและรับฟังความเห็นของผู้เสนอร่างเพื่อประกอบการพิจารณาว่าจะยืนยันร่างหรือไม่
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นสุดท้าย การที่นายภราดรบอกว่า ครม.มีการยืนยันร่างกฎหมายเป็น 2 รอบและบอกว่าเป็นการพยายามวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบและให้มีความรอบคอบนั้น ในส่วนนี้ตนเห็นต่างและเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นการทำงานแบบตกสำรวจ เพราะหากเพื่อนสมาชิกไม่มายืนยันหลังวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่ายังมีร่างของกระทรวงศึกษาธิการที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน ก็จะไม่มีมติ ครม.ในวันที่ 12 พฤษภาคมที่มายืนยันร่างกฏหมายอีกสองฉบับเพิ่ม
“อย่าให้ผมต้องขยายความว่ามีเพื่อนสมาชิกของผมไปหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงหนึ่ง หลังจากวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพราะเขาเห็นว่าร่างของเขาไม่ได้รับการยืนยัน แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาคือรัฐมนตรีบอกว่าไม่ทันแล้ว เสนอกลับไปวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมาไม่ทันแล้ว ผมไม่รู้ว่าพวกท่านประสานงานกันในแต่ละกระทรวงอย่างไร แต่อย่าบอกว่าการวางแผนการทำงาน 2 ขั้นตอนแบบนี้เป็นการวางแผนการทำงานอย่างรอบคอบ เพราะไม่เป็นความจริง ฉะนั้น นี่คือสามประเด็นที่ผมอยากฟังคำชี้แจงจากรัฐมนตรี“ นายพริษฐ์ กล่าว
จากนั้นนายภราดร ชี้แจงอีกครั้งว่า ในส่วนของเรื่องการยืนยันร่างของสส.ที่บอกว่า ครม.ไม่ได้สอบถามสมาชิก ยืนยันว่าหากไม่สอบถาม ร่างพ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า ซึ่งเป็นร่างของนายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่างพ.ร.บ.โคนม เป็นร่างของพรรคกล้าธรรม ร่างพ.ร.บ.เสริมสร้างสันติสุข และอีกหลายร่าง จะเข้ามาได้แบบไหนถ้าไม่มีการสอบถาม นายพริษฐ์ลองทันไปถามนานสิทธิพล ว่าได้คุยกับตนหรือไม่ เมื่อมีการแสดงเจตจำนงเข้ามาตนก็เอาร่างไปหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าร่างมีเนื้อหาสาระแบบนี้รัฐบาลมีความขัดข้องหรือไม่ หรือมีความเห็นอย่างไรในการที่จะยืนยันหรือไม่ ส่วนเรื่องการยืนยันสองครั้งตนขอยืนยันอีกครั้งว่าเป็นเจตนารมย์ที่ตนตั้งใจที่จะทำให้เป็น 2 ครั้ง ไม่เช่นนั้นตนก็ยืนยันทีเดียวในวันที่ 12พ.ค. แล้วไม่ต้องมีอุทรณ์ไม่ต้องมีฎีกา แต่ถ้าตนทำแบบนั้นก็จะเหลือช่องว่าง 1สัปดาห์จากวันที่ 5 พ.ค.-12 พ.ค. ซึ่งก็มีการยืนยันกลับมาตั้งแต่ช่วงดังกล่าว
นายภราดร กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในส่วงร่างของพรรคภูมิใจไทย หากตนจะใช้เวทีแถลงถึงเนื้อหาสาระคงไม่เหมาะสม เพราะตนมาในฐานะตัวแทนครม.ส่วนประเด็นที่บอกว่าหากยืนยันกลับมาใน 2 ร่าง ทั้งร่างของพรรคประชาชน และของพรรคภูมิใจไทย เมื่อยืนยัน 2ร่างมาแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นในชั้นคณะกรรมาธิการก็จะเป็นแบบเดิม เพราะสว.ยังอยู่ เพราะ ฉะนั้นอาจจะต้องมีการไปตกแต่งร่าและหากย้อนลงไปในละเอียดในรายละเอียดวันนั้นถ้ามีการรับหลักการแล้วเอาร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นหลักปัญหาอาจจะไม่เกิดก็ได้เพราะในร่างของพรรคภูมิใจไทยเห็นด้วยกับตนเขียนเอาไว้ว่าให้ส.ว.ยืนยันลงมติในวาระสามที่1ใน5 แม้ว่าจะไม่เป็นไปตามที่สว.ต้องการคือ 1 ใน 3 แต่อย่างน้อยก็ยังคงอำนาจให้เขาไว้
“การที่จะขอความร่วมมือจากเพื่อน ขอความร่วมมือจากใคร เราตัดมือเขาทิ้งไม่ได้ ก็ต้องอลุ่มอล่วยกัน ก็รต้องเจรจาพูดคุยกัน ไม่เช่นนั้นท่านทำอะไรไม่มีทางสำเร็จ ถ้าเอาเจตจำนงของตัวเองเป็นที่ตั้งโดยไม่ฟังเพื่อนคนอื่นเลย”นายภราดร กล่าว
นายภราดร ชี้แจงข้อท้วงติงของนายอภิสิทธิ์ ที่ย้ำเจตนาว่าให้รัฐบาลมองว่าการยืนยันร่างกฎหมายอย่ามองว่าเป็นกฎหมายของใครเพราะเมื่อผ่านรับหลักการในวาร 1 เป็นของสภาฯ นั้นแน่นอน รัฐบาลก็มองแบบนายอภิสิทธิ์ และขอย้ำว่าไม่เช่นนั้นร่างกฎหมายของพรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม ที่เป็นฝ่ายค้านขณะนี้ พวกตนไม่หยิบมาพิจารณา แต่ตนมองว่าร่างใดจะเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างสูงที่สุด
จากนั้นเข้าสู่การลงมติ โดยที่ประชุมได้ถกเถียงกันว่าจะลงมติทีละร่างหรือรวมทั้ง 34 ร่าง ทำให้นายนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล เสนอให้มีการลงมติแบบรวม ทั้ง 34 ร่างในคราวเดียว ด้านนายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอให้แยกลงมติในญัตติที่ติดใจ
ทำให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา วินิจฉัยว่าต้องลงมติว่าเห็นจะควรตามที่ประธานวิปรัฐบาลเสนอหรือไม่ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ลงมติแบบครั้งเดียว ซึ่งมติที่ประชุมมีมติเห็นด้วย 611 คน ไม่เห็นด้วย 3 คน งดออก 1 คน ทำให้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง 34 ฉบับ ต่อไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 147 วรรคสอง ตามที่คณะรัฐมนตรีร้องขอ และ ประธานปิดการประชุมในเวลา 16.20 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่รัฐสภา ลงมติเห็นชอบแล้ว ร่างกฎหมายทั้ง 34 ฉบับจะกลับไปสู่ขั้นตอนที่ค้างอยู่ ยกเว้นหากเป็นร่างกฎหมายที่อยู่ในขั้นตอนกมธ.ของสภาฯ ทางสภาฯ ต้องตั้งกมธ.ชุดใหม่ขึ้นมาพิจารณา ขณะที่วาระกมธ.ของสว. นั้นจะให้วิปวุฒิสภาพิจารณาว่าปรับเปลี่ยนกมธ.หรือให้ชุดเดิม ทำงานต่อ
สำหรับขั้นตอนของร่างกฎหมายที่ค้างอยู่นั้น แบ่งเป็น โดย 1.ร่างกฎหมายที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม และส่งคือสภาฯ จำนวน 1 ฉบับ 2.อยู่ในชั้นกมธ.วุฒิสภา พิจารณาเสร็จแล้วรอเข้าวาระพิจารณา 4 ฉบับ 3.อยู่ในชั้น กมธ.ของวุฒิสภา จำนวน 3 ฉบับ 4.รอการพิจารณาของวุฒิสภาวาระที่หนึ่ง จำนวน 5 ฉบับ
5. อยู่ในส่วนที่กมธ.สภาฯ พิจารณาเสร็จแล้วรอพิจารณาวาระสอง จำนวน 5 ฉบับ 6.อยู่ระหว่างพิจารณาของ กมธ.สภาฯ จำนวน 1 ฉบับ และ 7.รอพิจารณาวาระที่หนึ่ง จำนวน 14 ฉบับ

