หมายเหตุ – นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้สัมภาษณ์มติชน ถึงทิศทางนโยบายการพัฒนานวัตกรรมและงานวิจัย เพื่อพัฒนาประเทศ
⦁เข้ามาทำงานในฐานะรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการ อว.ได้กว่า 1 เดือนแล้ว?
“ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี แนวทางเราชัดเจนคือ จะวางรากฐานให้ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง กลไกที่สามารถเป็นไปได้อย่างแรกคือ New Growth Engines หรือเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ และการศึกษาที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงสมรรถนะของคน ทั้งการอัพสกิล รีสกิลต่างๆ ต้องเป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยทุกวันพยายามทำให้แนวคิดนี้เป็นจริง
สำหรับ อว.เป็นกระทรวงที่มีองค์ความรู้ มีหน้าที่ผลิตคนตามวุฒิการศึกษาทั้งในระดับตรี โท เอก และมีกลุ่มนักวิจัย ซึ่งคนจะเห็นผลงานได้ก็ต่อเมื่อทำร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพราะฉะนั้นในฐานะรัฐมนตรีว่าการ อว. พยายามจะเชื่อมสิ่งที่อยู่ในกระทรวงให้คนเห็นว่า สิ่งที่เราทำ มันมีผลกระทบหรืออิมแพกต์ นำไปสู่การมีเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ซึ่งประกอบด้วย วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ปรัชญาการพัฒนาต่างๆ และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งการใช้พลังงานสะอาด หรือ Green Transition การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ เทคโนโลยีดิสรัปชั่น ฯลฯ ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าคนของเรามีพร้อมมากแค่ไหน เริ่มตั้งแต่เด็ก ซึ่งต้องมีความรู้พื้นฐานบวกกับ Critical Thinking ทั้งหมดนี้เป็นความท้าทาย โดยได้รับความร่วมมือจากหลายกระทรวง ทำให้ผลงานในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาค่อนข้างดี ก็รู้สึกดีใจ และคิดว่าจะสามารถทำได้ดีมากยิ่งขึ้น”
⦁ลงพื้นที่หน่วยงานต่างๆ เพื่อชี้แนวทางการทำงานทั้ง 8 ข้อ เรื่องใดท้าทายที่สุด?
“ประเทศมียุทธศาสตร์ชัดเจนอยู่แล้ว ดังนั้นทั้ง 8 ข้อที่ให้ไว้ จึงถือเป็นแอ๊กชั่นแพลนโดยส่วนตัวเน้นทุกเรื่อง แต่ให้ความสำคัญมากที่สุด คือ การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม ซึ่งมีประโยชน์ต่อการพัฒนาในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น ถ้าวันนี้การเมืองไม่มีเสถียรภาพ เปลี่ยนผู้นำ เปลี่ยนรัฐมนตรีไปเรื่อยๆ หากระบบนิเวศไม่ดีจะมีปัญหากับงบประมาณที่วางไว้ แต่ถ้าระบบนิเวศดี ไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนอย่างไรก็ไม่มีปัญหา เพราะระบบดีอยู่แล้ว ทุกคนมีอินเซนทีฟ ใครเข้ามาก็ทำลายระบบนี้ไม่ได้ ระบบนี้คือ โครงสร้างพื้นฐานที่ดี ทั้งเรื่องการศึกษา โครงสร้างการวิจัยที่สามารถทำประโยชน์เพื่อสังคม และงานวิจัยที่จะทำให้ประเทศมีเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ฯลฯ”
“รวมถึงระบบนิเวศที่จะช่วยส่งเสริมสตาร์ตอัพ ซึ่งบริษัทใหญ่ๆ อาจยังไม่พร้อมที่จะเข้ามาสนับสนุน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีคนกลาง ซึ่งก็คือ ผู้ประกอบการเข้ามาช่วยเชื่อมกับบริษัทใหญ่ ให้ธุรกิจสตาร์ตอัพสามารถเติบโตได้ ทั้งหมดนี้ ถือเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้เห็นแล้วว่าเรื่องนี้มีจริง โดยมีศูนย์บ่มเพาะอีโคซิสเต็ม ซิลิคอนแวลลีย์ ซึ่งใช้เงินลงทุนจากกลุ่ม Venture Capital หรือ VC ไม่ได้ใช้เงินทั่วไปที่มาจากธนาคาร หรือเงินกู้ ดังนั้นผู้ประกอบการก็ต้องมีเงินลงทุน กลุ่มนี้เองจะเติมเต็มจิ๊กซอว์ ทำให้เกิดระบบนิเวศนวัตกรรม ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานขนาดใหญ่ เราพยายามจะทำระบบนิเวศนี้ให้สามารถเชื่อมโยงกับทั่วโลก เครื่องยนต์ใหม่ของเรา ผู้ใช้อาจไม่ได้อยู่ในประเทศไทย แต่สุดท้ายจะต้องกลับมาสร้างประโยชน์ให้ประเทศ
ที่ผ่านมาได้ร่วมกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คิกออฟเรื่อง Science Diplomacy หรือการทูตวิทยาศาสตร์ ส่งเสริมผู้ประกอบการ นักวิจัย ให้สามารถมีองค์ความรู้ใหม่ๆ โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ จากการทำความร่วมมือกับต่างประเทศ ซึ่งจะเกิดประโยชน์สูงสุด”
⦁ตั้งเป้าไว้หรือไม่ว่า ในช่วงแรกจะเริ่มดำเนินการจากเรื่องใดก่อน?
“ผมพยายามทำให้ทุกอย่างอยู่ในทิศทางเดียวกัน ภายใน 3 เดือนอย่างน้อยต้องเห็นพิมพ์เขียว ว่าประเทศจะเดินไปในทิศทางใด และหวังว่าภายใน 1-2 ปี จะเห็นความคึกคัก เกิดโครงสร้างพื้นฐาน และภายใน 4 ปีเราจะเห็นอิมแพกต์ หรือผลกระทบที่ชัดเจน เรื่องนี้เป็นเกมยาว เพราะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการผลิตคน ภายใน 1 ปีอาจจะไม่เห็นผล แต่ภายใน 2 ปีต้องเห็นแรงกระเพื่อมเชิงบวก และภายใน 4 ปี คาดว่าจะเห็นผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ สังคม ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราคาดหวัง ส่วนระยะสั้น จะเป็นการนำนวัตกรรมไปแก้ปัญหาในเชิงรุก อาทิ การแก้ปัญหาฝุ่น ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำมาตลอด”
⦁การที่พรรคเพื่อไทยได้คุม 5 กระทรวงด้านสังคมถือเป็นข้อได้เปรียบในการผลักดันงานต่างๆ หรือไม่?
“คงต้องร่วมกันทำทุกกระทรวง ผมจะพูดเสมอว่า เราแยกเรื่องการเมืองไว้ทีหลัง ตอนนี้มีความจำเป็นที่จะต้องทำงานร่วมกัน”
⦁ความเป็นนักวิชาการ ทำให้สามารถทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยได้ง่ายขึ้นหรือไม่?
“ผมเป็นคนที่ทำงานมาตั้งแต่ศูนย์ ตั้งแต่วันแรกของการเริ่มงานวิจัย ทำให้เข้าใจคนทำงาน ทำให้สามารถวางแผนขับเคลื่อนได้ง่ายขึ้น ความท้าทาย คือ เรารู้ว่าประเด็นอะไรที่จะทำให้การทำงานเกิดความล่าช้า ก็พยายามจะไม่ให้เกิดขึ้น อย่างเช่น เรื่องการจดสิทธิบัตร เราเห็นแล้วว่าวันนี้ประเทศมีแนวทางพัฒนาสู้เป็นประเทศที่มีรายได้สูงขึ้น ก็จะรู้กลไกมหาวิทยาลัยว่าจะสามารถช่วยในส่วนใดได้บ้าง”
⦁ตั้งเป้าไว้หรือไม่ว่าภายใน 1-2 ปีจะเพิ่มจีดีพีได้เท่าไร?
“เรื่องจีดีพี ขอไม่แตะตัวเลข แต่พยายามจะทำตามนโยบายคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ผลักดันประเทศไทยเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ที่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ โดยต้องผลิตกำลังคน ผลิตองค์ความรู้ รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ที่เป็นไปตามเป้าหมายเดียวกับ ครม.เศรษฐกิจ”
⦁แนวทางการพัฒนากลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล?
“ทุกมหาวิทยาลัยสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับแนวทางที่ผมวางไว้ได้หมด ยกตัวอย่างเรื่องเวลเนส การผลิตคนรองรับ อาจต้องการครู หรืออาจารย์ที่จะเข้ามาดูแลเรื่องดังกล่าว แต่ละมหาวิทยาลัยมีพันธกิจชัดเจน พอเราสื่อสารนโยบายลงไป ก็ต้องดูว่าแต่ละแห่งเข้าใจนโยบายตรงกันหรือไม่ ดังนั้นจึงต้องมีการหารือร่วมกันเป็นระยะ”
⦁เริ่มมีเสียงสะท้อนปัญหาต่างๆ บ้างหรือไม่ เช่น เรื่องธรรมาภิบาล?
“มีเข้ามาบ้าง แต่ผมไม่อยากพุ่งเป้าไปแต่ละที่ ส่วนตัวคิดว่าทุกมหาวิทยาลัยต้องมีธรรมาภิบาล และทุกองค์กรต้องมีปัญหาแบบนี้ เพียงแต่ว่าใครจะสะท้อนปัญหาออกมา สำหรับ อว.พยายามจะทำเรื่อง Open Data เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูล เพื่อแก้ปัญหาที่เป็นข้อกังวลและจะเป็นแบบอย่างให้หน่วยงานอื่นสามารถนำโมเดลไปใช้ได้ ถือเป็นการแก้ไขที่ต้นเหตุ”
⦁พรรคเพื่อไทยมีธง ว่าจะเดินหน้ายกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…ไปในทิศทางใด?
“ไม่ได้มีธงเรื่องนี้ เพียงแต่มีแนวทางว่า การดำเนินการจะต้องสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ ซึ่งจะเดินหน้าเรื่องเอไอ พลังงานสะอาด และสร้างประชากรที่เป็นพลเมืองของโลก ดังนั้นตัวบลูพรินต์เรื่องนี้ จึงจำเป็นต้องสอดรับกับเรื่องดังกล่าว โดยผ่านความคิดเห็นของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงต้องให้เครดิตกับทุกคนเป็นคีย์ซัคเซส หรือกุญแจของความสำเร็จในเรื่องนี้ เพื่อเวลาเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ที่เกี่ยวข้องและสภาจะสามารถผลักดันได้เร็ว เพราะมีฉันทมติของทุกคนที่เป็นคีย์สำคัญทั้งหมดแล้ว หวังว่าภายในปีนี้จะได้เห็นร่างคร่าวๆ ของกฎหมายฉบับนี้”
⦁จากนักวิชาการ มาเป็นนักการเมืองเต็มตัว รู้สึกอย่างไรบ้าง?
“รู้สึกเหมือนเดิม ตอนเป็นนักวิชาการก็มุ่งมั่นที่จะชนะเทควอร์ สงครามเทคโนโลยี มาตอนนี้ก็เหมือนเดิม เพียงแต่มีภาระรับผิดชอบ และมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรมากขึ้น รวมทั้งมีโอกาสทำในสิ่งที่เราและเพื่อนๆ ช่วยกันคิด ว่าประเทศไม่น่าจะทำได้ พออยู่ในมือ ที่คิดว่าน่าจะสามารถทำได้แล้ว ก็ต้องเดินหน้าต่อ เพียงแต่ปรับบทบาทการทำงานของตัวเอง แต่ไม่ได้ปรับในเชิงความคิด ความคิดยังเป็นเหมือนเดิม
เพราะฉะนั้น คนจะเรียกว่านักการเมืองก็ไม่ผิด หรือจะเรียกว่านักวิชาการก็ไม่ผิด เพราะเคยเป็นมาก่อน ผมพยายามทำตัวให้เหมือนเดิม พยายามที่จะทำให้รุ่นน้องเห็นว่า การเมืองเป็นเรื่องที่สามารถเปลี่ยนประเทศได้จริงๆ ถ้าวันนี้เราเป็นตัวของตัวเอง เรามุ่งมั่นในสิ่งที่อยากจะทำ และทำมา คนจะเห็น และพอคนเห็นก็จะช่วยกัน อย่างวันนี้ คนอยากให้ประเทศมีความสามัคคี หลุดพ้นจากปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจต่างๆ ส่วนตัวพยายามทำงานร่วมกับทุกคนให้ได้ เพราะมั่นใจว่าพรรคการเมืองพรรคเดียว หรือกระทรวงเดียวคงทำสิ่งเหล่านี้ให้สำเร็จไม่ได้
⦁วันนี้โจทย์ใหญ่ของประเทศ คือเรื่องใด?
“การแก้ปัญหาเชิงระบบ เพื่อปลดล็อกให้ทุกคนสามารถทำในสิ่งที่คนทั่วโลกทำได้ การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้คนตัวเล็กที่สุดในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ มีโอกาสได้ทำเหมือนกับคนที่อยู่ในเมืองหลวง อะไรคือพื้นฐานที่ต้องทำ ทั้งการคมนาคมขนส่ง การสื่อสารดิจิทัล องค์ความรู้ที่เกิดขึ้น อากาศที่ดี ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ต้องเร่งทำ ไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรควรทำก่อน ทำหลัง ขอให้มองที่ประชาชน เพราะบางคนอาจจะรอบางอย่างไม่ได้ ทั้งสุขภาพ องค์ความรู้ อากาศ สิ่งแวดล้อม เรื่องเหล่านี้ใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้ทั้งนั้น
ที่สำคัญคือเรื่องการศึกษา ซึ่งผมย้ำมาตลอด ว่าความรู้สามารถทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้ ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่ต้องทำ เพราะความเร่งด่วนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นถ้าบอกว่าเรื่องไหนต้องทำก่อน จะเกิดความเหลื่อมล้ำขึ้นทันที”
⦁วันนี้ป๊อปปูลาร์มาก นักศึกษา อาจารย์ ขอเติมเชน อยากบอกอะไรหรือไม่?
“อยากให้ทุกคนทำหน้าที่ให้ดีที่สุด รัฐบาลต้องสร้างความหวังให้กับคนตัวเล็ก และต้องทำให้คนรับรู้ว่า เราทำเรื่องอะไร อย่างผมเป็นรองนายกฯ ดูเรื่องทุนมนุษย์ ก็ต้องทำให้ทุกคนเห็น ว่าเราทำเรื่องอะไร พยายามที่จะสื่อสารให้ทุกคนเห็นว่า นี่คือความหวัง และเป็นสิ่งที่ประเทศกำลังจะทำ ไม่ว่าเขาจะอยู่ตรงไหน ถ้าเขาเห็นความหวัง ผมว่าเขาจะรู้วิธีการเดินหน้าต่อไปได้
แต่ถ้าไม่เห็นความหวัง ไม่เห็นเลยว่าแสงสว่างอยู่ตรงไหน ก็จะทำให้ไฟเขามอดลง เมื่อเป็นแบบนี้แล้วทุกคนจะเข้ามาช่วยกัน ประเทศไม่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยคนคนเดียวหรือคนเพียงกลุ่มเดียว ดังนั้นเราต้องสื่อสารและเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหาประเทศ”
⦁ช่วงตั้ง ครม. เลือกเองหรือไม่ว่าจะอยู่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) หรือ อว.?
“ผมเป็นนักวิชาการ ที่ไม่มีคนรู้จักมาก่อน มีความสนใจ อว.อยู่แล้ว และการที่จะทำให้คนเกิดความเชื่อมั่นในตัวเรา โดยทั่วไปก็ต้องมาจากพื้นฐานในสิ่งที่เราสร้างมา ชั่วโมงนี้หากอยู่กระทรวงอื่น ก็อาจไม่ใช่ฐานที่เราเข้าใจ 100% แต่กับ อว. ผมอยู่กับเรื่องนี้มาตั้งแต่เกิด ดังนั้นจึงอยากให้ทุกคนเห็นการทำงาน และด้วยความที่เป็นรองนายกฯ จึงคิดว่ากระทรวงที่จะสามารถประสานการทำงานกับกระทรวงอื่นได้ง่าย ก็คือ อว. จึงคิดว่าตรงนี้มีความเหมาะสม แต่สุดท้ายคือ ผมเลือกเองที่จะเข้ามาทำงานที่ อว.”

