ครม.ไฟเขียว ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ แบ่งเบาภาระค่าครองชีพกว่า 43 ล้านคน เริ่มลงทะเบียน 25 พ.ค. ผ่านแอพพ์เป๋าตัง เริ่มใช้สิทธิ 1 มิ.ย.
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” เพื่อบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพประชาชนและช่วยประคับประคองธุรกิจรายย่อย ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังเผชิญภาวะสินค้าราคาแพงและแรงกดดันเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ หากไม่สามารถหยุดวิกฤตราคาสินค้าแพงได้ จะลุกลามไปสู่วิกฤตกำลังซื้อ เนื่องจากค่าครองชีพเพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ประชาชนลดลง ภาคธุรกิจมีต้นทุนสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย คนไม่มีเงินออม และธุรกิจขนาดเล็กที่ขาดสภาพคล่อง ซึ่งอาจนำไปสู่การปิดกิจการและการว่างงานในวงกว้าง
โดยโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” วางแนวทางช่วยเหลือ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
กลุ่มแรก ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.18 ล้านคน ใช้วงเงินงบประมาณรวม 5.6 หมื่นล้านบาท จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 700 บาท จากเดิม 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน ระหว่างเดือน มิ.ย.-ก.ย.2569
โดยผู้ถือบัตรเดิม ไม่ต้องยืนยันตัวตนใหม่ เพราะเงินจะโอนเข้าในบัตรโดยอัตโนมัติ ส่วนผู้ถือบัตรรายใหม่อยู่ระหว่างจัดทำส่วนผู้ถือบัตรรายใหม่อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดจะแจ้งขั้นตอนให้ทราบชัดเจนอีกครั้ง ซึ่ง ครม.มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยปรับปรุงฐานข้อมูลให้ครอบคลุมประชาชนกลุ่มเปราะบางเพิ่มเติม
กลุ่มที่สอง ประชาชนทั่วไปและมนุษย์เงินเดือนประมาณ 30 ล้านคน ใช้วงเงินงบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท รัฐบาลจะช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด โดยรัฐสนับสนุนไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน หรือสูงสุด 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน
“มีเงื่อนกำหนดว่า หากใช้สิทธิไม่ครบในแต่ละเดือน จะไม่สามารถนำวงเงินคงเหลือไปทบในเดือนถัดไปได้”

ส่วน กลุ่มที่สาม เป็นมาตรการช่วย “ต่อลมหายใจ” ให้ร้านค้ารายเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ท่ามกลางภาวะต้นทุนสูงและกำลังซื้อชะลอตัว
นอกจากนี้ คำว่า “พลัส” ในโครงการ ยังหมายถึงการนำ AI เข้ามาช่วยผู้ประกอบการรายย่อยให้เข้าถึงแหล่งทุนและสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น เพื่อเสริมสภาพคล่องและเพิ่มโอกาสฟื้นตัวทางธุรกิจ
นายเอกนิติกล่าวย้ำว่า วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต เพราะเป็น “วิกฤตค่าครองชีพ” ที่กระทบคนตัวเล็กตัวน้อยโดยตรง ทั้งมนุษย์เงินเดือน ผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่ไม่มีเงินสำรองรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่ามาตรการครั้งนี้ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถผ่านวิกฤตไปด้วยกัน
ประชาชนทั่วไปสามารถลงทะเบียนยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่ 25-29 พ.ค.2569 เวลา 06.00-22.00 น. หรือจนกว่าจะครบ 30 ล้านคน ใช้วงเงินงบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ระยะเวลาการใช้สิทธิ 1 มิ.ย.-30 ก.ย.69 ในร้านค้าที่ร่วมรายการตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น.
การลงทะเบียน ‘ร้านค้าถุงเงิน’
- ร้านค้าเดิม ที่เคยร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ยืนยันสิทธิผ่านแอพลิเคชั่นถุงเงิน ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.-30 ก.ย.2569
- ร้านที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านสาธารธนาคารกรุงไทยตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.-31 ก.ค.69
- ร้านค้าเดิม/ใหม่ ผูกฟู้ดเดลิเวอรี ลงทะเบียนวันที่ 10 มิ.ย.-30 ก.ย.69 (เวลา 06.00-23.00 น.)
รายละเอียดเพิ่มเติม www.ไทยช่วยไทยพลัส.th


