สส.ปชน. เห็นด้วยครม.เคาะยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน แนะ ‘รัฐบาล’ เอาจริงกำจัดธุรกิจนอมินีทำลายเศรษฐกิจไทย ชี้ ระยะยาวควรเน้นท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ยกระดับคัดกรอง นทท.เข้าประเทศ
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม นายเฉลิมพงศ์ แสงดี ส.ส.ภูเก็ต พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน จำนวนกว่า 90 ประเทศ และให้กลับไปใช้หลักเกณฑ์เดิม ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 30 วันว่า ตนเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว และมองว่าระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับวีซ่าท่องเที่ยวควรอยู่ที่ 18 วันด้วยซ้ำ แต่การบ้านใหญ่ที่ขอฝากถึงรัฐบาลคือ ขอให้เอาจริงกับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อกำจัดผู้ที่เข้ามาประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพามาตรการฟรีวีซ่า แต่สามารถทำลายการท่องเที่ยวของประเทศไทยได้
นายเฉลิมพงศ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมามาตรการฟรีวีซ่าระยะยาว กลายเป็นช่องโหว่ให้ชาวต่างชาติบางกลุ่มเข้ามาแฝงตัวพำนัก แย่งอาชีพคนท้องถิ่น ก่ออาชญากรรม ทำธุรกิจในลักษณะนอมินี ซึ่งสร้างความเดือดร้อนและไม่เคารพกฎหมายไทย ปริมาณนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามามากเกินไปสวนทางกับจำนวนเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้ประสิทธิภาพในการคัดกรองและควบคุมดูแลลดลง จนลุกลามเป็นปัญหาสังคม ในขณะที่ผู้ประกอบการท้องถิ่นก็ไม่ได้สนับสนุนการท่องเที่ยวที่เน้นแต่ปริมาณ เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามาล้นตลาด ก็เกิดการแข่งขันด้วยการตัดราคากันเอง แทนที่จะเป็นการแข่งขันเพื่อนำเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและแปลกใหม่เพิ่มมูลค่า
นายเฉลิมพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางเพื่อยกระดับสู่การเป็น Premium Destination หรือจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม เนื่องจากภูเก็ตมีต้นทุนทางธรรมชาติที่ทรงคุณค่า ทะเลสวยงาม น้ำใส หาดทรายขาว ซึ่งเป็นมนต์เสน่ห์ดึงดูดคนทั่วโลก ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการรักษาต้นทุนทางธรรมชาตินี้ไว้ ไม่ให้เสื่อมโทรมไปกับการท่องเที่ยวแบบไร้ทิศทาง ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำควบคู่กันคือการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของประเทศไทยไปสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ที่คัดกรองคุณสมบัติและศักยภาพของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าประเทศ เพื่อดึงดูดกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งตนเชื่อว่าแนวทางที่มุ่งเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ จะเป็นผลดีต่อการท่องเที่ยวของไทยในระยะยาว ทั้งในแง่ของการยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ การกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการ และการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นต้นทุนที่สำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย


