หน้าแรก การเมือง ดร.โจ โชว์กรุ...

ดร.โจ โชว์กรุงเทพโปร่งใส ดันใช้เอไอปราบโกง ชู 7 ข้อ ‘บีเคเค เรดแฟล็ก’ ไหมเย้ย นายกฯ นั่งปธ.แก้คอร์รัปชั่นเหลว

20.05.26 | 06:00 น.

ดร.โจ โชว์กรุงเทพโปร่งใส ดันใช้เอไอปราบโกง ชู 7 ข้อ ‘บีเคเค เรดแฟล็ก’ ไหมเย้ย นายกฯ นั่งปธ.แก้คอร์รัปชั่นเหลว

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่พรรคประชาชน นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน แถลงนโยบายกรุงเทพฯ โปร่งใส เอไอจับโกง ว่า ปัญหาการทุจริตเป็นปัญหาเรื้อรังอยู่คู่กับคนไทยมายาวนาน และถือเป็นปัญหาที่บ่อนทำลายความเจริญก้าวหน้าของการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไทย สำหรับ กทม.ที่มีงบประมาณแสนล้านบาท พวกเรามองเห็นโอกาสในการแก้ไขปัญหาทุจริตเรื้อรังของการคอร์รัปชั่น ที่จะคืนเงินให้คนกรุงเทพฯ กว่า 2 หมื่นล้านบาท โดย 1 หมื่นล้านบาทแรก มาจากการป้องกันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นจากการทำโครงการจัดซื้อจัดจ้าง และอีก 1 หมื่นล้านบาทเป็นการประหยัดเงินจากการแก้ไขปัญหาจากการเรียกรับสินบน เรียกรับส่วย

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ในฐานะแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ขอนำเสนอวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ โปร่งใส เอไอจับโกง สำหรับเทคนิคคร่าวๆ ของการทุจริตคอร์รัปชั่นงบประมาณที่ทำกันมาสิบๆ ปี หากจะสรุปง่ายๆ แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน คือเขียนสเปก ล็อกสเปก มีการปั่นราคากลางให้สูง และจัดทำราคา ซึ่งเป็นขั้นตอนก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสภา กทม. เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภา กทม. แล้วจะมีการออกแบบทีโออาร์ ก่อนที่เอกชนจะเข้าเสนอราคา โดยข้อมูลเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นกระดาษ หากจะเป็นไฟล์ ก็เป็นรูปภาพไม่ได้เป็นข้อมูลแบบสามารถนำคอมพิวเตอร์ไปประมวลผลได้ ทำให้การทุจริตซุกซ่อนอยู่ได้

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ฉะนั้น เราจึงมีระบบที่จะนำมาใช้ โดยจะเป็นคำตอบที่จะแก้ไขปัญหานี้ ทั้งนี้การจะแก้ไขปัญหาการทุจริตต้องเริ่มจากเจตจำนงของฝ่ายบริหารก่อน สิ่งที่ตนและทีมบริหาร กทม.จะทำเพื่อปิด 4 ขั้นตอนดังกล่าวคือนำระบบที่เรียกว่า แบงค์ค็อก เรดแฟล็ก เอไอ (BKK Redflag AI) มาใช้ทำกรุงเทพฯ ให้โปร่งใส โดยระบบนี้ จะประกอบด้วยความสามารถหลักๆ 7 ด้าน

“หากนำระบบนี้มาใช้แล้ว แม้แต่ผมและทีมบริหารผู้ว่าฯ ประชาชน หรือไม่ว่าในอนาคตที่ไม่ว่าผู้ว่าฯ คนไหนเข้ามาแล้วระบบนี้ยังถูกบังคับใช้อยู่ก็ไม่สามารถโกงได้ นี่กรุงเทพฯโปร่งใส เอไอจับโกง ที่พร้อมพัฒนาและพร้อมจะนำเข้ามาใช้เริ่มต้นได้ทันที ที่ผู้ว่าฯ ชื่อ ชัยวัฒน์ และพรรคประชาชนเข้าไปบริหาร กทม.”นายชัยวัฒน์ กล่าว

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เชิญคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เข้าหารือ พร้อมกับชี้แจงว่าจะไม่มีการฟ้องปิดปากภาคเอกชน ว่า เป็นการกลับลำแบบ 180 องศา เนื่องจากต้องแก้ไขปัญหาคำพูดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ไม่รู้ว่าพลั้งปากหรือไม่ เพราะพูดหลายครั้งว่าให้เอาหลักฐานมาด้วย ไม่เช่นนั้นจะถูกฟ้องกลับได้

Advertisement

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า นายปกรณ์เพิ่งจะพบกับตัวแทนจาก OECD ที่มาเยี่ยมประเทศไทยเพื่อตรวจระเบียบกระบวนการต่างๆ ซึ่งคงจะดูไม่ดี แน่ๆ หาก OECD ทราบว่า ประเทศที่กำลังจะสมัครเข้าเป็นสมาชิก ใช้กฎหมายในเชิงขู่ฟ้องเพื่อปิดปากประชาชนที่ออกมาแฉเรื่องคอร์รัปชัน ถือว่าเป็นการแก้เกม ที่นายกรัฐมนตรีทำผิดพลาด แต่ที่สำคัญหลังจากพูดคุยกับ กกร. แล้ว รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาประสานงานเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งนับไม่ถูกแล้วว่าเป็นคณะกรรมการชุดที่เท่าไหร่

เมื่อถามว่า เชื่อมั่นต่อคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาได้หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ยังเชื่อไม่ได้ว่าสุดท้ายจะโปร่งใสจริงหรือไม่ เหมือนก้าวผิดออกจากประตูไปแล้ว ก็คงต้องรื้อฟื้น ทบทวนความสัมพันธ์ กันใหม่กับภาคเอกชน เช่นเดียวกันต้องดูว่าท้ายที่สุดจะสามารถประสานกันได้จริงหรือไม่ เพราะตามรายชื่อ นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานคณะกรรมการอีกแล้ว ซึ่งไม่น่าจะเป็นคณะกรรมการที่ฟังก์ชันได้จริง นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานหลายโต๊ะเหลือเกิน เมื่อไหร่ก็ตามที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ประชุมอย่างมากก็ปีละ 1 ครั้ง ดังนั้น ไม่ได้สะท้อนถึงการเอาจริง เอาจังในการต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งพรรคประชาชน จะผนึกกำลังภาคเอกชน ในการต่อต้านคอรัปชันอย่างเป็นระบบให้เกิดขึ้นได้จริง