‘ชาญชัย’ ส่งคำแจงศาลรธน.คดีเลือกตั้ง ชี้ กกต.แจงผู้ตรวจฯ มัดตัวเองยอมรับบัตรคิวอาร์โค้ดสืบย้อนถึงตัวผู้ลงคะแนนได้ พิมพ์บัตรผิดเงื่อนไข TOR ที่ห้ามสแกน-ถ่ายเอกสาร มองคนคุมกฎทำผิดเอง
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ นำคำชี้แจงในฐานะพยานของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการที่ กกต. พิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ
โดย นายชาญชัยกล่าวว่า ศาลให้ชี้แจงใน 5 ประเด็น เช่น ได้พบเห็นการใช้บาร์โค้ดในวันเลือกตั้ง แล้วทำอย่างไร และการพิสูจน์ว่าการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทำให้การเลือกตั้งไม่ลับอย่างไร และให้ส่งเอกสารเพิ่มเติม ซึ่งตนได้ทำคำชี้แจงและยื่นต่อศาล
โดยในคำชี้แจงตนได้พบเห็นการทำบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งตั้งแต่วันเลือกตั้ง และผิดสังเกตตั้งแต่วันนั้น ซึ่งตนได้ตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2551 เห็นบัตรเลือกตั้งมาทุกครั้งไม่เคยมีบาร์โค้ด จึงได้นำหลักฐานส่วนนี้มาส่งให้ศาลด้วย และที่น่าสนใจคือประเด็นที่ กกต.ชี้แจงต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ยอมรับว่าบัตรเลือกตั้งสามารถสแกนถึงต้นตอได้ ซึ่งก็เป็นข้อความที่ยืนยันเป็นข้อยุติว่าบัตรเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ประเด็นทั้งหมดศาลจะได้มีการพิจารณาและหลังจากนี้ก็จะนำคำชี้แจงดังกล่าวไปส่งให้กับผู้ตรวจการแผ่นดินด้วยในฐานะผู้ร้อง พร้อมได้มีการยื่นหลักฐานเพิ่มเติมโดยขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาถึงตัวบุคคลที่จะมาเป็นพยานในศาล โดยขอให้เรียกนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.และคณะมาพิสูจน์ต่อศาลในเชิงประจักษ์ ว่าบัตรเลือกตั้งหากสแกนแล้วสามารถสืบไปถึงต้นตอผู้ลงคะแนนได้

ทั้งนี้ ตนได้ส่งตัวอย่างเอกสารที่เคยเรียกจาก กกต.และศาลยุติธรรมมีคำพิพากษามาให้กับศาลรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งศาล สามารถเรียกจาก กกต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพิสูจน์อีกครั้งได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ ศาลจะได้เห็นกับตาว่าข้อท้วงติงของนักวิชาการและคนที่ประสบกับเหตุทุจริตการเลือกตั้งว่าบัตรเลือกตั้งนี้ไม่เป็นความลับและเป็นอันตราย และมีอีกประเด็นหนึ่งที่ได้จากการชี้แจงของ กกต.ที่ยื่นให้กับผู้ตรวจการแผ่นดิน คือข้อที่ 2 เรื่องการทำ TOR จัดซื้อจัดจ้างในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งระบุว่าห้ามไม่ให้ผู้รับจ้างทำบัตรที่สามารถสแกนได้ และถ่ายเอกสารได้ ซึ่งเท่ากับว่า กกต.ทำผิดวิธีจัดซื้อจัดจ้าง ตนก็ได้เขียนให้ศาลพิจารณาด้วย เพราะเป็นเรื่องการทำหน้าที่ของ กกต.ที่ผิดพลาด โดยขอให้ศาลเรียก TOR และเอกสาร 20 รายการที่ตนอ้างถึงมาประกอบการพิจารณาด้วย เพื่อศาลจะได้เห็นว่ากระบวนการจัดการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมเพราะอะไร
นายชาญชัย กล่าวอีกว่า ตามเงื่อนไข TOR ระบุห้ามจัดทำบัตรเลือกตั้งที่สามารถสแกนได้แต่ในการเลือกตั้งมีการสแกนบัตรแล้วทราบถึงผู้ลงคะแนน จึงตรงกันข้ามกับ TOR ฉะนั้นคนที่รับบัตรแล้วนำมาให้ประชาชนทั้งประเทศทั้งประเทศได้ลงคะแนน จึงเป็นบัตรที่ผิด TOR ผิดเงื่อนไขการจ้าง และเป็นความผิดพลาดของ กกต.และบัตรนี้เป็นหลักฐานที่สามารถสืบค้นไปได้ว่าใครเป็นผู้ลงคะแนน
เมื่อถามว่า กกต.ได้ชี้แจงกับผู้ตรวจการแผ่นดินหรือไม่ ถึงเงื่อนไขการสแกนบัตรที่จะสามารถสืบฝนถึงผู้ลงคะแนนได้ นายชาญชัยกล่าวว่า กกต.ยอมรับว่าเป็นการป้องกันการปลอมแปลงและมีกฎหมายให้อำนาจ ซึ่งตนเห็นว่าเรามีกฎหมายห้ามซื้อเสียง แต่เราก็ไม่สามารถป้องกันการซื้อเสียงได้ โดยตนเคยฟ้องศาลให้นำบัตรมาทั้งหมด ได้มาทั้งบัตรที่ใช้แล้วและยังไม่ได้ใช้ เรารู้ทันทีเลยว่าใครเลือกใคร กรณีนี้ถามว่าเจ้าหน้าที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่เป็นคนแจกบัตรรู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนรับบัตรหมายเลขอะไร และถ้าคนทุจริตมานั่งเฝ้าตอนที่ขานคะแนน ก็จะทราบอีกว่าบัตรนี้เป็นของใครลงคะแนน ซึ่งตนได้เขียนชี้แจงบรรยายแต่ละขั้นตอนให้ศาลได้เห็น วิธีการแบบนี้เรารู้มานานแล้วว่าถ้ามีการไปใส่รหัสในบัตรจะสามารถสืบเสาะได้ ฉะนั้นถ้าบอกว่ากฎหมายทำให้เข้าไม่ถึง จริงๆ รู้ตั้งแต่วันเลือกตั้งแล้ว เชื่อว่าศาลต้องการข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย และมั่นใจว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียดมาก เพราะเป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง มีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ เพราะถ้าการเลือกตั้งไม่สุจริต ยุติธรรมและเปิดเผยความลับได้ ระบบจะเสียหาย ไม่มีใครเชื่อถือ ระบบการเลือกตั้งจะกลายเป็นระบบที่ทำลายประชาธิปไตย และผู้ที่ทำลายระบบการเลือกตั้งคือผู้ที่ควบคุมการเลือกตั้งเอง พร้อมกล่าวขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญที่รับเรื่องนี้ไว้พิจารณา และขอบคุณผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ส่งเรื่องนี้มายังศาล เพราะการชี้แจงของ กกต.ที่ส่งไปยังผู้ตรวจฯทำให้เราเข้าใจอะไรมากขึ้น ตรงกับที่เรารู้อยู่แล้ว เพียงแต่อยากจะฟังจากปากของ กกต.ว่าจะแก้เรื่องนี้อย่างไร ที่ทำพลาดไปแล้ว


