สตาร์ตอัพไทยโตแรง 62.6% ทะลุ Top 50 โลกในรอบ 6 ปี พ่วงเบอร์ 1 MedTech อาเซียน “ยศชนัน” ชี้เป็นสัญญาณบวกพิสูจน์ไทยมีดีกว่าแค่การท่องเที่ยว มั่นใจเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่จะพาประเทศไปต่อได้
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เผยผลการจัดอันดับดัชนีระบบนิเวศสตาร์ตอัปโลก ประจำปี 2569 (Global Startup Ecosystem Index 2026) จัดโดย StartupBlink ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิจัย และวิเคราะห์ระบบนิเวศสตาร์ตอัพระดับโลกจาก 120 ประเทศและกว่า 1,500 เมือง โดยปีนี้ภาพรวมประเทศไทยสามารถขยับสู่อันดับ 49 ของโลก เข้าสู่อันดับ Top 50 เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี อันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พร้อมสร้างอัตราการเติบโตของระบบนิเวศสตาร์ตอัพสูงถึงร้อยละ 62.6 และยังติดอันดับเมืองที่เอื้อต่อสตาร์ตอัปกลุ่ม MedTech ดีที่สุดในอาเซียน ขณะที่กรุงเทพมหานครขยับขึ้นสู่อันดับ 76 ของโลก และอันดับ 4 ของอาเซียน พร้อมคว้าอันดับ 1 เมืองโรโบติกส์อาเซียน (อันดับ 17 โลก) ด้านเชียงใหม่-ภูเก็ต เติบโตสูงขึ้นกว่าร้อยละ 91.6 และ 85.9 ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังมีเมืองใหม่ที่มีศักยภาพสูงเพิ่มอีก 4 แห่ง ได้แก่ พัทยา สมุทรปราการ ปทุมธานี และนครปฐม ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีจำนวนเมืองติดอันดับมากที่สุดอันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจด้านนวัตกรรมของประเทศไทย หลังผลการจัดอันดับ Global Startup Ecosystem Index 2026 โดย StartupBlink ที่ล่าสุดสามารถขยับขึ้นสู่อันดับ 49 ของโลก และเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีที่เข้าสู่ Top 50 อันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของเมือง และระบบนิเวศนวัตกรรมไทยที่เติบโตจากการขับเคลื่อนนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน มุ่งสร้างระบบนิเวศให้เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง
นายยศชนัน กล่าวต่อว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและการสร้างผู้ประกอบการเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง เพราะมองว่าสตาร์ตอัปไม่ใช่เพียงธุรกิจเกิดใหม่ แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้าง New Growth Engine ให้กับประเทศ ทั้งในมิติของเศรษฐกิจดิจิทัล การเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมาย การสร้างงานทักษะสูง และการแข่งขันในเวทีโลก ซึ่งการที่ประเทศไทยสามารถก้าวเข้าสู่ Top 50 ของโลก และอันดับ 1 ด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ (MedTech) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อันดับ 8 ของโลก) รวมถึงการที่กรุงเทพมหานครครองอันดับ 1 ด้านวิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) ในภูมิภาค ถือเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ผู้ประกอบการ และเครือข่ายนวัตกรรมระดับนานาชาติมากขึ้น
นายยศชนัน กล่าวอีกว่า ปัจจุบันกระทรวง อว. และ NIA อยู่ระหว่างเร่งผลักดันและส่งเสริมในเกิดการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ ผ่านโครงการสำคัญทั้งการส่งเสริม Area-based Innovation Ecosystem, Matching Fund & University Holding Company, Makerspace ชุมชน, การขยายผล Startup Thailand League
รวมถึงการส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนา DeepTech Startup และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในสาขายุทธศาสตร์สำคัญ อาทิ MedTech, AI, Robotics, Climate Tech และ FoodTech ควบคู่กับการพัฒนากำลังคนทักษะสูง การวิจัยและพัฒนาเชิงพาณิชย์ และการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาคการลงทุน เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “ชาตินวัตกรรม หรือ Innovation Nation” อย่างเต็มรูปแบบ
นายยศชนัน กล่าวว่า จุดที่น่าสนใจจากการจัดอันดับคือ การที่ไทยขยับสู่การเป็นผู้นำสตาร์ตอัปในด้าน MedTech สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพความพร้อมที่จะพัฒนา เพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจสุขภาวะ (Wellness Economy) ที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทยในอนาคต
ซึ่งผู้ประกอบการในประเทศมีความพร้อมในด้านองค์ความรู้ และความสามารถด้านนวัตกรรมที่จะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่จะตอบโจทย์ความต้องการด้านการแพทย์ และสุขภาพในตลาดได้ แต่ก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายปัจจัย อาทิ เงินทุนสนับสนุน การเข้าถึงโอกาสทดสอบนวัตกรรมก่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงยังขาดการเชื่อมโยงเครือข่ายสนับสนุนการเติบโต รัฐบาลจึงพร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย นักลงทุน เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสตามเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงด้วยวิจัยและนวัตกรรม
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA เผยความสำเร็จของระบบนิเวศสตาร์ตอัพไทยที่เติบโตจนติด Top 50 ของโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี และมีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดเป็นอันดับ 4 ในกลุ่มนี้ รวมถึงรั้งอันดับ 2 ของเอเชียแปซิฟิกด้านกิจกรรมชุมชนสตาร์ตอัป นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังขยับขึ้นสู่อันดับ 76 ของโลก (และเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาคด้านวิทยาการหุ่นยนต์) ขณะที่เมืองรองอย่างเชียงใหม่และภูเก็ตก็เติบโตอย่างมาก ความสำเร็จทั้งหมดนี้ถูกประเมินจากเกณฑ์ 3 ด้านของ StartupBlink ได้แก่ ปริมาณกิจกรรมในระบบ (Quantity), คุณภาพและผลกระทบ (Quality) และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (Business Environment) ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนาเชิงโครงสร้างที่แข็งแกร่งของไทย
วิสัยทัศน์และการพัฒนาสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมโลก ปัจจุบันประเทศไทยได้เปลี่ยนจากเพียงจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว สู่การเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการเทคโนโลยี นักลงทุน และกลุ่ม Digital Nomad จากทั่วโลก เพื่อต่อยอดความสำเร็จนี้ NIA เตรียมปั้น “ย่านนวัตกรรมอารีย์” ให้เป็นศูนย์กลางคอมมูนิตี้สตาร์ตอัปเพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ เงินทุน และเครือข่ายระดับนานาชาติ การเติบโตครั้งนี้เป็นสัญญาณชี้ชัดว่าไทยกำลังก้าวสู่การเป็น Global Startup Hub โดย NIA จะเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันประเทศไทยให้เป็น Startup Nation อย่างยั่งยืนในอนาคต

