หน้าแรก การเมือง ถอดรหัสภท.ยื่...

ถอดรหัสภท.ยื่นแก้รธน. ชิงจังหวะดัน‘ร่างสีน้ำเงิน’

21.05.26 | 12:20 น.

ถอดรหัสภท.ยื่นแก้รธน.
ชิงจังหวะดัน‘ร่างสีน้ำเงิน’

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการ กรณีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรียื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสภา จนถูกมองว่าเป็นการชิงจังหวะทางการเมือง และอาจเป็นความพยายามผลักดันร่างสีน้ำเงินให้เป็นร่างหลักในการพิจารณาหรือไม่ อย่างไร

ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
ผู้อำนวยการหลักสูตร รัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรังสิต

กรณี พรรคภูมิใจไทย นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมคณะกรรมการบริหาร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของพรรคได้เข้ายื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต่อโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา

ผมคิดว่านี่คือกลยุทธ์ซุ่มซ่อนยาวนาน และทำลายความหวังของประชาชน คำว่ากลยุทธ์ซุ่มซ่อนคือการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ครม.ของชุดนี้ ไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับดำเนินการของรัฐสภา ตั้งกรรมาธิการร่วมแล้ว ก็หมายความว่ากลยุทธ์ซุ่มซ่อนก็คือการทำลายการลงทุนลงแรงของเหล่า ส.ส. ส.ว. และกลุ่มองค์กรต่างๆ ลงไปอย่างสิ้นเชิง ใช้ระยะเวลาสองปีของสภาชุดที่ผ่านมา

Advertisement

คำถามมากไปกว่านั้น ถ้าจริงใจต่อการแก้รัฐธรรมนูญต้องผ่านร่างรัฐธรรมนูญค้างอยู่ในสภาชุดก่อนออกดำเนินการทันที เท่ากับทำให้ไปสู่จุดสตาร์ตศูนย์ใหม่ พูดง่ายๆ คือทำลายทั้งพลังศรัทธา การลงทุนลงแรงของคนจำนวนมากทิ้งไปอย่างหน้าตาเฉย

กลยุทธ์ยาวนาน เป็นกลยุทธ์เดียวกันกับการใช้ระยะเวลาร้อยวัน ถึงประกาศคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.เขตทั้งหมด เป็นกลยุทธ์ของวงจรอุบาทว์ทางการเมือง กลยุทธ์ทำให้การเมืองนั้นไม่บริสุทธ์ ไม่ยุติธรรม คือกระบวนการยาวนาน เพราะว่าการเริ่มต้นทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นต้องไปเริ่มต้นจากจุด 0 และเริ่มต้นจากกระบวนการของการพิจารณาร่างวาระที่ 1 ในสภา ขณะที่ของเดิมนั้น ไปเกินกว่าครึ่งทางแล้ว เกือบจบกระบวนการแล้ว

แม้นว่าฝ่ายนายอนุทินจะบอกว่า ต่อให้มีการยุบสภาในอนาคต ก็ไม่ส่งผลต่อกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญของ ส.ส.ร.ชุดนี้ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่านายอนุทิน และพรรค ไม่ได้แคร์ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของไทยจะออกเมื่อไหร่ จะออกได้หรือไม่ เป็นเพียงการแก้ตัวว่าได้จริงใจต่อการจะสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผ่านการยื่นครั้งนี้ เขาเรียกว่าเป็นการกลบเกลื่อนพฤติกรรมของการทำให้ร่างรัฐธรรมนูญควรจบสิ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาข้างหน้า กลายเป็นความยาวนาน

ถามว่าความยาวนานส่งผลอย่างไร จะส่งผลทำให้ความฮึกเหิม พลังใจของประชาชนไปลงประชามติให้มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในการเลือกตั้งที่ผ่านมาจำนวนกี่ล้านคน สูญสิ้นความหวัง นี่คือกระบวนการเมืองของการทำลายความหวังของประชาชนโดยพรรคการเมืองที่ฮึกเหิมว่าตนครองเสียงข้างมากในสภา

ถ้าเรามาพิจารณาดูเนื้อหาบางประการ การตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญของนายอนุทิน ข้อเสนอของเขาจะมี ส.ส.ร. 100 คน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ 23 คน และมาจากการสมัครทั่วประเทศจำนวน 77 คน ในข่าวไม่ได้บอกว่าแล้วใครจะเป็นคนเลือกผู้เชี่ยวชาญหรือการสมัครทั่วประเทศ แต่จำได้ว่า ข้อเสนอของปีก ภท.ก็คือให้รัฐสภาทั้ง ส.ว.และ ส.ส. 700 คน เป็นคนลงคะแนนเลือก ถ้าให้ลงคะแนนเลือกกรณีของการมีผู้เชี่ยวชาญเป็นตัวชี้เลยว่านี่คือกลยุทธ์ของการจะไม่เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะร่างที่เคยดำเนินการในกรรมาธิการร่วมรัฐสภาของชุดก่อนนั้น ไม่มีผู้เชี่ยวชาญอีกต่อไป เพราะว่าผู้เชี่ยวชาญเวลาเราพูดถึง มีแนวโน้มผู้เชี่ยวชาญฝ่ายอนุรักษนิยม กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญกระแส ไม่ใช่เป็นฝ่ายที่สนับสนุนประชาธิปไตยเลย

ดังนั้นเวลาเราพูดถึงนักวิชาการ เราต้องพูดว่าคุณเป็นนักวิชาการต้องการสร้างประชาธิปไตยของประชาชนหรือคุณต้องการรักษาระบอบประชาธิปไตยแบบไทยเป็นเผด็จการอำนาจนิยม ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญคือตัวซุ่มซ่อนของความไม่ดีต่อรัฐธรรมนูญให้เป็นฉบับประชาชน คราวนี้มาจากการสมัครทั่วประเทศ 77 คน คิดว่าข้อเสนอนี้ต้องมองลึกลงไปคือ สมาชิกรัฐสภา 700 คน คือ ส.ว.และ ส.ส. จะเป็นผู้เลือกจากข้อเสนอของภูมิใจไทยครั้งที่แล้ว เป็นผู้เลือกสมาชิก กับผู้สมัครต่างๆ จากทั่วประเทศ แน่นอนแค่เลือก สมมุติว่ามีผู้สมัครพันสองพันคน รัฐสภาต้องมานั่งเลือก ตรงนี้เองนำไปสู่กระบวนการจัดตั้ง ผู้มีอำนาจในการเลือกเราก็เห็นแล้วว่าตอนนี้รัฐสภา ส.ส.พรรคภูมิใจไทยก็มีคะแนนเสีบงเกือบ 200 เสียง บวกกับ ส.ว.สีน้ำเงิน จะกลายเป็นเสียงข้างมากในการกำหนดว่า ส.ส.ร.จะมาจากกลุ่มพวกนี้แหละกลุ่มสีน้ำเงิน

นี่คือกลยุทธ์ซุ่มซ่อนยาวนานและทำลายความหวังของประชาชนในการได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แถมยังบอกว่าจะให้มีการเลือกสำรองอีก 300 คน น่าสนใจมาก พอเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มี 45 คน ปรากฏว่ากำหนดให้ ส.ส.ร.ถูกเลือกมาจากรัฐสภา 77 คน ได้เป็นกรรมาธิการยกร่าง 30 คนเท่านั้น ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด เอามาจากที่บอกว่าได้รับเลือกสำรอง 300 คนนี้ เลือกมา 15 คน เป็นกลยุทธ์เขาเรียกว่าตีมึน

ทำให้กระบวนการเริ่มต้นจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเนื้อหาจะไม่ก้าวหน้าไปไหนเลย จากสิ่งที่อยู่ในปัจจุบัน เป็นเพียงกระบวนการจะทำให้รัฐไทยแบบปัจจุบัน ยังคงมีสถานะเข้มแข็งและมีความชอบธรรมทางการเมือง และกีดกันพลังอำนาจของประชาชนออกไปจากกระบวนการมีส่วนร่วมนี้อย่างจริงจัง

สุดเขต สกุลทอง
วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

การที่พรรคภูมิใจไทย นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อม ส.ส. ร่วมกันลงชื่อ 190 คน เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา มองว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะก่อนที่พรรคภูมิใจไทยจะมาเป็นรัฐบาล ก่อนมีการเลือกตั้งใหญ่เมื่อเดือน ก.พ.69 ที่ผ่านมา ได้มีข้อตกลงกับพรรคประชาชนในการยกมือโหวตสนับสนุนให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ภายใต้เงื่อนไขการเร่งแก้ไข รธน.ปี 2560 ไว้

แต่การยื่นเสนอร่างแก้ไข รธน.ฉบับพรรคภูมิใจไทย จะแก้ไขในมาตรา 256 อาจเป็นการชิงความได้เปรียบทางการเมือง รธน.ปี 2560 ร่างในสมัยรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยเฉพาะประเด็นที่มาและการสรรหา ส.ส.ร.และการปรับลดอำนาจ ส.ว. จากเดิมจะต้องมีเสียงเห็นชอบจาก ส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน ส.ว.ทั้งหมด เพื่อไม่ให้ ส.ว.มีอิทธิพลทางการเมืองมากเกินไป มองว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยพยายามจะบอก ส.ส. 500 คนได้ร่าง รธน. และยื่นญัตติถึง 3 วาระแล้ว ขณะที่ ส.ว.มีหน้าที่ในการอ่านและท้วงติงเท่านั้น แต่หากท้วงติงจนบ้านเมืองไม่เดินหน้า จึงจำเป็นต้องลดอำนาจ ส.ว.ลง

อีกประเด็นที่สำคัญคือ ประเด็นเรื่องชาตินิยมการเป็นรัฐบาลสีน้ำเงินได้ล็อกไม่ให้มีการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 เกี่ยวข้องกับสถาบัน เป็นจุดเอาใจกลุ่มอนุรักษนิยม รวมทั้งให้เป็นไปตามผลการลงมติของประชาชน 21.6 ล้านเสียง เมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 ต้องการให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม รธน. นายอนุทินจึงต้องการแสดงให้เห็นว่า พรรคภูมิใจไทยได้ทำตามมติของประชาชนแล้ว นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงชัยชนะในการทำตามเสียงเรียกร้องของประชาชน ยังได้ความชอบธรรมเพราะเป็น รธน.ฉบับสีน้ำเงิน ไม่แก้ไข รธน.หมวด 1 และ 2

สิ่งที่น่าจับตาในร่างแก้ไข รธน.พรรคภูมิใจไทยยื่นต่อประธานรัฐสภาครั้งนี้ จึงเป็นประเด็นที่มาและการสรรหา ส.ส.ร. กติกานี้ทางรัฐสภาจะเป็นผู้พิจารณา และยกร่างระเบียบที่มาและวิธีการในการได้มาซึ่ง ส.ส.ร.