สภา โต้ หมอวรงค์ ปมกองทุนอดีตสมาชิก ชี้ ตรวจสุขภาพ 1.3 แสน ป้องกันโรค ทุนบุตร เริ่ม 1.32-2.5 หมื่น
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 21 พ.ค. ที่รัฐสภา นายณัฏฐกฤษฎ์ วงศ์เจริญ รองเลขาธิการสภาฯ ในฐานะโฆษกสำนักงานเลขาธิการสภาฯ แถลงกรณีกองทุนอดีตสมาชิกรัฐสภาว่า สืบเนื่องจากการที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภานั้น เนื่องจากข้อมูลบางส่วนยังไม่ตรง ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ จึงขอเพิ่มเติมข้อมูลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น รวมทั้งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน
นายณัฏฐกฤษฎ์ กล่าวว่า กรณีการจ่ายเงินช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า มีการจ่ายเงินเงินช่วยเหลือ ในการรักษาพยาบาลเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพประจำปีในวงเงิน 130,000 บาทต่อปี ถือเป็นสิทธิประโยชน์ที่มากเกินไปนั้น ข้อเท็จจริง คือ ระเบียบคณะกรรมการกองทุน (ฉบับที่4 ) พ.ศ.2567 มีการแก้ไขเพิ่มเติมในบทนิยาม คำว่าการรักษาพยาบาล ทั้งนี้คณะคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาแสดงความเห็นในการแก้ไขเพิ่มเติม ได้นิยามคำว่า การรักษาพยาบาล การตรวจสุขภาพประจำปี ว่าการตรวจสุขภาพในเชิงป้องกันจะช่วยสามารถประหยัดงบประมาณรายจ่ายได้มากกว่าการจ่ายเงินเพื่อการรักษาพยาบาล ซึ่งทำได้ครั้งเดียว และเป็นวงเงินรวม
นายณัฏฐกฤษฎ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีการจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีให้การศึกษาบุตรที่ศึกษาโรงเรียนนานาชาติได้เต็มจำนวน เห็นว่าสิทธิประโยชน์ที่มากเกินไป และไม่เหมาะสมนั้น จากข้อ 45 ของระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ พ.ศ.2556 และที่แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือสุขภาพได้ดังนี้
คือ บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย เข้ารับการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งถึงปริญญาตรี ยื่นขอรับเงินช่วยเหลือได้สองคน โดยอายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์ หากบิดามารดาเป็นสมาชิกรัฐสภาทั้งสองฝ่าย ให้เฉพาะฝายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ยื่นขอรับเงินช่วยเหลือเพียงฝ่ายเดียว และการจ่ายเงินเงินช่วยเหลือเบิกจ่ายตามประเภทและไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด ตามกฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรตามหนังสือกรมบัญชีกลางด่วนที่สุดที่ กค 0422.3/ ว257 ลงวันที่ 28 มิ.ย.59
“สำหรับโรงเรียนนานาชาติ ต้องพิจารณาว่าเป็นสถานศึกษาของเอกชน ที่รับเงินอุดหนุนหรือไม่รับเงินอุดหนุน และศึกษาอยู่ระดับชั้นใด ซึ่งจะได้รับอัตราการจ่ายเงินเงินช่วยเหลือการศึกษาตามที่กระทรวงการคลังกำหนดตั้งแต่ 13,200 – 25,000 บาทต่อปีการศึกษา ซึ่งเป็นอัตราที่เหมาะสมและเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการซึ่งแก้ไขล่าสุด เป็นการให้ตามหลักเกณฑ์ตั้งแต่เริ่มต้น”นายณัฏฐกฤษฎ์ กล่าว

