‘ศิริโชค’ หอบหลักฐานขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตฯ ฟ้อง 2 ป.ป.ช.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ม.157 ปมดองคดี ‘ณัฏฐ์ชนน’
เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม นายศิริโชค โสภา อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จ.สงขลา เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 20 พ.ค. ได้ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. 2 ราย คือนายสุทธิ กลีบสัตบุตร พนักงานไต่สวนผู้เชี่ยวชาญ สำนักงาน ป.ป.ช. เจ้าของสำนวนคดีนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ และนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธาน ป.ป.ช. ผู้กำกับดูแลสำนักที่รับผิดชอบสำนวน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 สระบุรี ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ม.157
นายศิริโชคเปิดเผยว่า ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดนายณัฏฐ์ชนน ส.ส.เขต 7 สงขลา พรรคภูมิใจไทย ทั้งทางอาญาและจริยธรรมร้ายแรง ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2567 แต่นับถึงวันนี้เกือบ 2 ปีแล้ว สำนวนยังไม่แล้วเสร็จ อ้างแค่ว่ากำลังสอบพยานเพิ่ม 2 ปาก โดยเมื่อวันที่ 17 ก.ค.67 ป.ป.ช.มีมติชี้มูล (ยังไม่รับรองรายงานการประชุม) วันที่ 3 ส.ค.67 นายณัฏฐ์ชนนยื่นขอทบทวนมติ ซึ่งเป็นการยื่นดัก วันที่ 14 ส.ค.67 สำนักไต่สวนนำเรื่องเข้าที่ประชุมเพื่อรับรองรายงานการประชุม วันที่ 21 ต.ค.67 ป.ป.ช.ประชุมพิจารณาคำร้อง มติ 5 ต่อ 1 ให้สอบพยานเพิ่ม 2 ปาก วันที่ 2 ม.ค.68 ป.ป.ช.แถลงข่าวต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก เมื่อเดือน พ.ค.69 วันนี้ เกือบ 2 ปีหลังมติ ต.ค. สำนวนยังไม่เสร็จ
“นายณัฏฐ์ชนนรู้ผลมติก่อนรายงานการประชุมได้รับการรับรอง 11 วัน และก่อนประชาชนจะรู้เกือบ 6 เดือน เขารู้ได้อย่างไร” นายศิริโชชคระบุ
- ป.ป.ช.ชี้มูล ณัฏฐ์ชนน ส.ส.ภูมิใจไทย ผิดอาญา-จริยธรรม รับเงิน 1.3 ล้าน ค่ารักษารพ.
- ณัฏฐ์ชนน จี้ป.ป.ช.เร่งคดีตัวเอง ปมรับเงินค่ารักษาพยาบาล 1.3 ล้าน ชี้กระทบตำแหน่ง-ความเชื่อมั่น
นายศิริโชคเปิดเผยว่า กฎหมายพูดไว้ชัด พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 47-48 กำหนดให้กรรมการ ป.ป.ช.และเลขาธิการต้องกวดขันให้การไต่สวนเสร็จ ภายในกรอบสูงสุด 2+1 ปี การสอบพยานเพียง 2 ปาก ใช้เวลาเกือบเท่ากับกรอบคดีใหม่ทั้งคดี ประธาน ป.ป.ช.ย่อมรู้ดีกว่าผู้ใดว่ากฎหมายกำหนดอะไรไว้ แต่กลับไม่กำกับดูแล
“เปรียบเทียบให้เห็นชัด คดี 44 ส.ส.ก้าวไกล ปม ม.112 ป.ป.ช.ชี้มูล 9 ก.พ.69 ยื่นศาลฎีกา 9 เม.ย.69 ใช้เวลา 2 เดือน คดีนายณัฏฐ์ชนน ป.ป.ช.ชี้มูล 17 ก.ค.67 ถึงวันนี้ พ.ค.69 เกือบ 2 ปี ยังไม่เสร็จ คดีประเภทเดียวกัน เวลาต่างกันราวฟ้ากับดิน” นายศิริโชคกล่าว
นายศิริโชคเปิดเผยว่า การฟ้องคดีครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นการยืนยันว่าองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำและการละเว้นของตน

