หน้าแรก การเมือง เดชรัต ชวนถก ...

เดชรัต ชวนถก ปราบโกง หรือรวยก่อน เผยข้อมูลชี้เป็นเงื่อนไขเกื้อหนุน ต้องทำพร้อมกัน

24.05.26 | 15:27 น.

เดชรัต ชวนถก ปราบโกง หรือรวยก่อน เผยข้อมูลชี้เป็นเงื่อนไขเกื้อหนุน ต้องทำพร้อมกัน
วันที่ 25 พฤษภาคม นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบายพรรคประชาชน โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กระบุว่า ปราบโกง VS รวยก่อน

สืบเนื่องจากข่าวปาฐกถาของ อ.เชน เรื่อง มุ่งพัฒนาปากท้องก่อน ถ้ารายได้ดีแล้ว คงไม่มีใครอยากโกง ซึ่งผมได้สอบถามถึงข้อมูลหลักฐาน หรือทฤษฎีที่ อ.เชนใช้ในการบรรยาย และมีเพื่อนๆ ส่งเข้ามาหลายท่าน ผมจึงสรุปให้ฟังในโพสต์นี้

ผมคิดว่า ประเด็นนี้สำคัญ เพราะเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาประเทศไทยในระยะยาว และไม่ควรถูกลดทอนให้เป็นเพียงการเลือกข้างระหว่าง ‘ปากท้อง’ กับ ‘ปราบโกง’

และผมขอย้ำว่า ผมสรุปตามหลักฐานเท่าที่เพื่อนส่งมา และผมค้นพบนะครับ และอยากได้รับหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อให้ความเข้าใจในเรื่องนี้ถ่องแท้และแลกเปลี่ยนกันได้กว้างขวางยิ่งขึ้นครับ ทั้งนี้ เพื่อให้โพสต์นี้อ่านง่าย ผมจะทยอยใส่ข้อมูลหลักฐานที่สืบค้นกันมาไว้ในคอมเมนท์นะครับ

ประเด็นแรก ประเทศรายได้สูง โกงน้อย จริงหรือไม่?

Advertisement

ก่อนจะตอบ ขอย้ำว่า ผมกล่าวถึง “ประเทศที่มีรายได้สูง” นะครับ ไม่ใช่ “คนรวย” แล้วโกงหรือไม่โกง

ข้อมูลทางสถิติบ่งชี้ว่า ประเทศที่มีรายได้สูงกับระดับคอรร์รัปชั่น ที่มีความสัมพันธ์ผกผันกันจริง เมื่อระดับรายได้ของคนในประเทศสูงขึ้น ระดับคอรร์รัปชั่นมีแนวโน้มลดลง

อย่างไรก็ตาม ประเทศรายได้สูงไม่ได้คอร์รัปชั่นต่ำเพราะคนรวยขึ้นแล้วเลิกโกงเอง แต่เพราะในเส้นทางการพัฒนา ประเทศเหล่านั้นสร้างสถาบัน กฎหมาย ระบบราชการ และกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งขึ้นไปพร้อมกัน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ สิงค์โปร์ที่เอาจริงเอาจังกับการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่น ซึ่งมีผลสำคัญในการดึงดูดใจนักลงทุน และทำให้เกิดการลงทุนและการพัฒนประเทศที่รวดเร็ว

ในทางตรงกันข้าม บางประเทศที่มีรายได้สูงแล้ว ก็ยังมีการคอร์รัปชั่นกันมาก โดยเฉพาะในประเทศที่มีการกระจุกตัวของความมั่งคั่ง (เช่น ร่ำรวยจากแร่ธาตุและน้ำมัน) รวมถึงในบางประเทศก็อาจมีการล็อบบี้กัน เพื่อประโยชน์ของธุรกิจรายใหญ่เป็นต้น

เพราะฉะนั้น การเพิ่มระดับรายได้ของประชากรแล้วระดับการคอร์รัปชั่นจะลดลงจึงไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่เกิดขึ้นจากการเอาจริงเอาจังเรื่องการปราบปรามคอร์รัปชั่นไปพร้อมกันด้วย

ประเด็นที่สอง คนในประเทศที่รายได้สูงแล้วไม่อยากโกง จริงหรือไม่??

ข้อมูลที่ผมพบ เป็นไปในลักษณะที่ว่า “คนในประเทศที่มีรายได้สูงแล้ว ไม่ยอมให้คนโกง” หรือเอาจริงเอาจังกับการปราบโกงมากกว่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เกาหลีใต้ ซึ่งยังพบการโกงอยู่เป็นระยะ (ส่วนใหญ่ชนชั้นนำทางธุรกิจและการเมืองเป็นคนโกง) แต่เรื่องที่ดีคือ เกาหลีใต้เอาจริงเอาจังกับการจับโกงมาก และมักนำไปสู่การลงโทษโดยเด็ดขาด

ผมคิดว่า เรื่องนี้ อาจเกี่ยวพันกันในลักษณะที่เมื่อประชากรในประเทศมีรายได้สูงขึ้นจะลดการพึ่งพาระบบอุปถัมภ์ ซึ่งมักเป็นฐานรากของการคอร์รัปชั่นลงมา และไม่พอใจให้ใครมาคอร์รัปชั่นอีกมากกว่า

ประเด็นที่สาม ปราบคอร์รัปชั่นมา 100 ปีแล้วยังปราบไม่ได้ เร่งพัฒนาประเทศก่อนดีมั้ย?

ข้อค้นพบที่ได้คือ การคิดแบบนี้อาจย้อนแย้งกันเอง เพราะประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นสูง โดยเฉลี่ยมักมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า และเก็บรายได้เข้ารัฐได้ต่ำกว่าด้วย

กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้เราอยากจะรวยก่อน แต่การปล่อยให้มีคอร์รัปชั่น (หรือไม่เอาจริงเอาจังกับคอร์รัปชั่น) จะทำให้เรารวยได้ยากขึ้น หรือรวยได้ช้าลงนั่นเอง

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ยังมีบางงานวิจัยชี้ว่า การปล่อยให้มีคอร์รัปชั่น อาจทำให้เกิดความบิดเบี้ยวในโครงสร้าง จนไม่อาจทำให้ประเทศเติบโตจนเป็นประเทศที่ร่ำรวยขึ้นได้เลย

ตัวอย่างรูปธรรม เช่น ทำให้เกิดงบประมาณรั่วไหล การดำเนินโครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพ นักลงทุนไม่มั่นใจ SMEs เข้าถึงโอกาสยาก และคนเก่งไม่อยากอยู่ในระบบหรือไม่อยากอยู่ในประเทศนั่น

ประเด็นที่สี่ เราต้องปราบคอร์รัปชั่นให้หมดแล้วค่อยพัฒนาหรือ??

คำถามนี้มีคนคอมเมนท์ถามผมมา ผมพบว่า ข้อมูลส่วนใหญ่บ่งชี้ว่า แม้ว่าระดับการคอร์รัปชั่นจะลดต่ำลงแล้ว ประเทศนั่นก็ยังปราบ/ควบคุมคอร์รัปชั่นต่อไป (เช่น ในOECD ก็ยังให้ความสำคัญเรื่องนี้) แปลว่า สภาวะที่คอร์รัปชั่นหมดไปแบบถาวรอาจไม่ใช่ภาวะที่เป็นจริงในสังคมมนุษย์

ผมพบว่า ไม่มีประเทศใดที่จะไม่สนใจกับการพัฒนาเศรษฐกิจ เพียงเพื่อจะปราบคอร์รัปชั่นให้หมดไปก่อน ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่มีรายได้สูงส่วนใหญ่พัฒนาทั้งสองด้านไปพร้อมๆ กันตามที่กล่าวมา

เส้นทางที่ถูกต้องและปลอดภัย

เพราะฉะนั้น งานวิจัยหลายชิ้นจึงสรุปว่า เส้นทางที่ถูกต้องและปลอดภัยจึงต้องเอาจริงเอาจังกับทั้งสองเรื่อง “ไปพร้อมๆ กัน” เพราะการทำทั้งสองทางจะเป็นการเสริมหนุนซึ่งกันและกัน

กล่าวคือ คอร์รัปชั่นที่ลดลงช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจที่ดีขึ้นก็ทำให้ประชาชนใส่ใจและเรียกร้องการปราบคอร์รัปชั่นมากขึ้นเช่นกัน
และผมเองก็เห็นด้วยกับทางเลือกนี้ ว่าเราจะต้องเอาจริงกับทั้งสองเรื่องนี้ไปพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น เราควรเอาจริงเอาจังกับการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ เราควรเอาจริงเอาจังกับการใช้ดุลพินิจที่เปิดช่องให้เกิดการทุจริต การเอาจริงเอาจังกับการแข่งขันที่เป็นธรรม และอื่นๆ

ยุทธศาสตร์ที่วันนี้ไม่ได้กล่าว

แม้กระทั่ง แผนยุทศาสตร์ของ อว. ในข้อ 7 จาก 8 ข้อ ที่ตัว อ.เชนเองกว่าไว้ในวันที่ 10 เมษายน ก็ระบุว่า “7.ส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่น มุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล (Anti-Corruption & Digital Government) ด้วยการเปิดเผยข้อมูลและบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ”

นั่นแปลว่า สังคมไทยไม่อาจมองข้ามการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่นไปได้ ไม่ว่าเราจะต้องการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจและปากท้องเพียงใดก็ตาม

น่าเสียดายที่ยุทธศาสตร์ของ อว. ไม่ได้ถูกกล่าวควบคู่กันในวันนี้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ควรถูกกล่าวควบคู่กันในการพูดถึงการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว

ส่วนตัวผมสรุปว่า ยิ่งต้องการเร่งพัฒนาประเทศให้มีรายได้สูง ยิ่งควรเร่งปราบปรามคอร์รัปชั่น และไม่เคยคิดว่า ต้องให้คอร์รัปชั่นหมดไปก่อนแล้วค่อยพัฒนาเศรษฐกิจ แต่เราจะต้องดำเนินการควบคู่กัน เพราะทั้งสองเรื่องไม่ใช่ภารกิจที่แข่งขันกัน แต่เป็นเงื่อนไขของกันและกัน

เพราะในโลกปัจจุบัน ประเทศที่แข่งขันได้ในระยะยาว ไม่ใช่เพียงประเทศที่เติบโตเร็ว แต่คือประเทศที่ประชาชนเชื่อมั่นว่า ระบบเศรษฐกิจและรัฐทำงานอย่างเป็นธรรม

นั่นคงเป็นข้อสรุปที่ผมได้มาจากการรวบรวมความเห็นในวันนี้ และผมขอชี้แจงว่า การโพสต์ของผมเป็นการแลกเปลี่ยนเพื่อให้เข้าใจข้อมูลหลักฐานหรือแนวคิดที่รอบด้านมากขึ้น และพร้อมรับฟังความเห็นและข้อมูลเพิ่มเติมจากเพื่อนๆ เสมอครับ