หมายเหตุ – นักวิชาการวิเคราะห์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเยือนกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 21-27 พฤษภาคม เพื่อเข้าพบ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และหารือกับนักลงทุนชั้นนำของฝรั่งเศส จะถือโอกาสชูจุดแข็งและจุดขายของไทยในเวทีโลกอย่างไร

สุดเขต สกุลทอง
วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
คณะที่ร่วมเดินทางไปในครั้งนี้ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และภาคเอกชนไทยเดินทางไปด้วย เพื่อพบปะกับผู้ประกอบการและนักลงทุนระดับยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเรื่องอุตสาหกรรมการบินทางอากาศ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อาทิ การผลิตเครื่องบิน เรือรบ ฯลฯ
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีและคณะยังมีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมทั้งเพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยและเอกชนไทยที่เข้าไปลงทุนในประเทศฝรั่งเศสและยุโรป เพื่อสร้างแบรนด์สินค้าไทยในระดับสากลให้เป็นที่รู้จัก ทั้งอุตสาหกรรมการผลิตและแปรรูปอาหาร ธุรกิจร้านอาหารไทย
หากมองเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศ มองว่าการนำคณะเดินทางไปเยือนฝรั่งเศสของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นการถ่วงดุลอำนาจกับกัมพูชา เพราะกัมพูชาพยายามไปดึงอเมริกาเข้ามาเป็นพันธมิตร โดยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในประเทศ ทำให้จีนต้องออกมาเคลื่อนไหวโดยการเสนอความช่วยเหลือให้กัมพูชา ซึ่งถือเป็นเทคนิคและชั้นเชิงของทางการทูตของกัมพูชาในการดึงประเทศใหญ่ๆ เข้ามา อีกประเด็นหนึ่งคือ กัมพูชาเคยเป็นหนึ่งในอาณานิคมของฝรั่งเศสมาก่อนในอดีตจึงมีความสัมพันธ์ที่ดีกันในระดับหนึ่ง การเดินทางไปเยือนฝรั่งเศสของคณะนายกรัฐมนตรีจึงไม่ได้มีความมุ่งหมายแค่การเจริญสัมพันธไมตรี แต่ยังพุ่งเป้าเรื่องความมั่นคงทางชายแดน การค้า และการลงทุน รวมถึงการเจรจาทางการทูตกับท่านทูตในยุโรปอีกหลายประเทศ
จุดแข็งของไทยที่ดีที่สุดคือการเป็นฟู้ดฮับ หรือครัวของโลก ซึ่งนโยบายนี้มีการขับเคลื่อนมานานแล้วในหลายรัฐบาล เพราะไทยมีต้นทุนการผลิตอาหารที่ค่อนข้างต่ำแต่มีคุณภาพสูง โดยเฉพาะข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และยางพารา เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง แม้ไทยจะเสียเปรียบเรื่องปริมาณการผลิตที่ได้ แต่เรื่องคุณภาพยังยืนหนึ่งในตลาดระดับกลางและระดับบน นอกจากนี้ ไทยยังได้รับการยอมรับจากต่างชาติเรื่องการตรึงค่าแรงที่อยู่ในระดับ 300-400 บาท ซึ่งยังสามารถจ้างงานได้ ในขณะที่จีนแม้มีศักยภาพในการผลิตสูง และมีเทคโนโลยีในการผลิตที่ดี แต่ก็มีต้นทุนค่าแรงสูงเกินกว่าไทยไปไกลมาก ต่างชาติจึงหันกลับมามองไทย เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา และลาว เป็นฐานการผลิต และแน่นอนว่าไทยเป็นฟู้ดฮับ พืชผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์เรายังเป็นอันดับหนึ่ง รวมทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคก็มีความพร้อมสูง เชื่อว่าคณะที่ร่วมเดินทางไปกับนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นกลุ่มเทคโนแครต ซึ่งรู้วิธีการหยิบยกจุดเด่นของไทยไปนำเสนอแก่ฝรั่งเศสและยุโรป ทำให้หลายประเทศในภูมิภาคพากันจับตามองว่าเหตุใดไทยจึงพุ่งเป้าไปที่ฝรั่งเศส

ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)
การเยือนกรุงปารีสของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ระหว่างวันที่ 21-27 พฤษภาคม 2569 คือภารกิจทางการทูต พบประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง หารือกับนักลงทุนฝรั่งเศส คุยพลังงาน การค้า การลงทุน AI อุตสาหกรรมการบิน อวกาศ กลาโหม และซอฟต์พาวเวอร์ไทย ตามวาระที่รัฐบาลวางไว้ชัดเจน ทั้งการยกระดับความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสสู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ การพบ MEDEF International และการผลักดันวัฒนธรรมไทยในเวที UNESCO แต่ถ้าจะอ่านแบบการเมืองจริงๆ ทริปนี้ไม่ใช่แค่การบินไปจับมือผู้นำยุโรป แต่คือการเอารัฐบาลอนุทินไปวางบนฉากที่ดูแพงที่สุดฉากหนึ่งของการเมืองโลก คือปารีส เมืองของอำนาจเก่า วัฒนธรรมสูง แฟชั่น ภาพยนตร์ การทูต และทุนอุตสาหกรรมหนัก พูดให้ตรงกว่านั้น นี่คือทริปที่รัฐบาลต้องการบอกคนในประเทศว่า รัฐบาลนี้ไม่ได้เป็นแค่รัฐบาลชายแดน ไม่ได้เป็นแค่รัฐบาลดับไฟรายวัน แต่กำลังพาตัวเองไปยืนในห้องรับแขกระดับโลก
จังหวะเวลาน่าสนใจมาก เพราะเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับกระแสเมืองคานส์ที่ไทยพยายามขายตัวเองในฐานะประเทศแห่งคอนเทนต์ กองถ่าย หนัง แฟชั่น อาหาร และประสบการณ์วัฒนธรรม ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต่างใช้เวทีคานส์ 2026 เพื่อวางไทยจากแค่โลเกชั่นถ่ายหนัง ไปสู่การเป็นพันธมิตรคอนเทนต์และปลายทาง Film Tourism ระดับโลก ดังนั้น ผลดีทางการเมืองภายในประเทศจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก รัฐบาลได้ภาพของการออกไปขายประเทศในเวลาที่คนไทยอยากเห็นรัฐบาลทำงานมากกว่าตอบโต้รายวัน ภาพนายกรัฐมนตรีบนเวทีฝรั่งเศสจึงทำหน้าที่เหมือน เครื่องสำอางทางการเมืองปกปิดรอยช้ำภายในด้วยแสงไฟต่างประเทศ
ในมิติเศรษฐกิจ เกมนี้อ่านได้สองชั้น ชั้นแรกคือ การดึงทุนฝรั่งเศสเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไทยอยากอัพเกรด ไม่ว่าจะเป็นการบิน อวกาศ พลังงานสะอาด กลาโหม AI และเครื่องมือแพทย์ ฝรั่งเศสไม่ใช่ประเทศที่ขายแต่ไวน์ น้ำหอม หรือหอไอเฟล แต่เป็นรัฐอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีหนัก มี Airbus มีระบบราง มีพลังงาน มีอาวุธ มี Luxury Economy และมี Soft Power ที่ทำเงินได้จริง การไปฝรั่งเศสจึงไม่ใช่การไปขอความโรแมนติก แต่คือการไปเคาะประตูทุนยุโรปที่มีมาตรฐานสูง
ชั้นที่สองคือ สินค้าไทย โดยเฉพาะเกษตร อาหาร และ Supply Chain ที่ต้องการทางเข้าตลาดยุโรป ประเด็นนี้ละเอียดกว่าแค่คำว่า Export เพราะยุโรปไม่ได้ซื้อของเพราะถูกอย่างเดียว ยุโรปซื้อของที่ผ่านมาตรฐาน ความยั่งยืน Traceability สิ่งแวดล้อม แรงงาน และความปลอดภัยอาหาร ตรงนี้ทำให้ทุนเกษตรอาหารขนาดใหญ่ของไทยถูกจับตามองโดยอัตโนมัติ เพราะถ้าประเทศไทยจะขายอาหารให้ยุโรปแบบจริงจัง คนที่จะเดินเกมได้ไม่ใช่รายเล็กที่ไม่มีระบบหลังบ้าน แต่คือกลุ่มที่มีมาตรฐาน มีโรงงาน มีข้อมูล มีโลจิสติกส์ และมีอำนาจต่อรองกับรัฐ นี่คือจุดที่หลายคนอ่านว่า เศรษฐกิจการทูตของไทยมักไม่ได้พาทั้งประเทศไปพร้อมกัน แต่พากลุ่มทุนที่พร้อมก่อนขึ้นเครื่องไปก่อนเสมอ
ปารีสอาจเป็นเวทีขายประเทศไทย แต่คนที่ขายได้จริงอาจไม่ใช่ชาวนา ไม่ใช่ SME ไม่ใช่ผู้ประกอบการรายย่อย แต่เป็นทุนใหญ่ที่แปลงคำว่า Thailand ให้กลายเป็น barcode ส่งออกได้ก่อนใคร นี่ไม่ผิดในเชิงเศรษฐกิจ แต่รัฐต้องระวังไม่ให้การทูตเศรษฐกิจกลายเป็นห้อง VIP ของทุนรายใหญ่เท่านั้น ถ้ารัฐบาลฉลาด เกมนี้ต้องผูกดีลฝรั่งเศสกับการยกระดับมาตรฐานผู้ผลิตรายกลางและรายเล็ก ให้เข้าห่วงโซ่เดียวกับทุนใหญ่ ไม่ใช่ปล่อยให้ทุนใหญ่ได้ภาพชาติ ส่วนคนตัวเล็กได้แค่ดูข่าว
อีกด้านที่น่าสนใจกว่าคือ มิติความมั่นคง หลังไทยยกเลิก MOU 44 กับกัมพูชาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 และขยับไปใช้กรอบ UNCLOS มากขึ้น กัมพูชาแสดงความผิดหวังและเดินเกมกฎหมายทะเลระหว่างประเทศอย่างจริงจัง ฝรั่งเศสจึงไม่ใช่แค่ประเทศคู่ค้า แต่เป็นคลังเอกสารทางประวัติศาสตร์ของอินโดจีน เป็นรัฐอดีตเจ้าอาณานิคมที่มีแผนที่ เอกสาร เทคนิค และความทรงจำทางภูมิรัฐศาสตร์เกี่ยวกับพรมแดนแถบนี้มากกว่าที่หลายคนอยากยอมรับ
ตรงนี้แหละที่ชื่อ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะน่าสนใจ ก่อนหน้านี้นายสีหศักดิ์เคยส่งสัญญาณชัดว่าไทยติดตามการเคลื่อนไหวของกัมพูชาบนเวทีโลก และไทยก็มีสิทธิขอเอกสารจากฝรั่งเศสชุดเดียวกับที่กัมพูชาอาจใช้ประกอบประเด็นพรมแดน ดังนั้น การเยือนฝรั่งเศสครั้งนี้จึงอ่านได้ว่าไม่ได้มีแค่แชมเปญ การลงทุน และภาพสวยกับมาครง แต่อาจมีแฟ้มเงียบอีกชุดหนึ่ง คือแฟ้มพรมแดน แฟ้มกฎหมายทะเล และแฟ้มความชอบธรรมของรัฐไทยในสายตาตะวันตก
ถ้าจะสรุปให้เห็นภาพ นี่คือเกมสองหน้า หน้าแรกคือ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไทยยิ้ม ไทยขายอาหาร ไทยขายหนัง ไทยขายผ้าไทย ไทยขาย Hospitality ส่วนหน้าหลังคือ รัฐไทยกำลังจัดระเบียบโต๊ะเจรจาใหม่กับกัมพูชา จากโต๊ะทวิภาคีแบบยืดเยื้อ ไปสู่โต๊ะที่อ้างกฎหมายระหว่างประเทศมากขึ้น การไปปารีสจึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่า ไทยไม่ได้แค่พูดกับพนมเปญ แต่กำลังพูดกับคนที่ถือเอกสารบางชุดของประวัติศาสตร์ภูมิภาคนี้อยู่ในมือ
ผลดีต่อไทยจึงมีมาก หากรัฐบาลเล่นเป็น หนึ่ง ไทยได้ภาพรัฐบาลที่ออกไปทำงานเชิงรุก ไม่ใช่รอตั้งรับ สอง ไทยได้โอกาสเชื่อมทุนฝรั่งเศสกับอุตสาหกรรมอนาคต สาม ไทยได้ใช้คานส์และปารีสเป็นฉากเดียวกันในการขาย Soft Power แบบมีราคา ไม่ใช่แค่เต้น รำ ทำอาหาร แล้วจบ สี่ ไทยได้ส่งสัญญาณต่อกัมพูชาและประชาคมโลกว่า การยกเลิก MOU 44 ไม่ใช่การปิดประตูเจรจา แต่คือการย้ายเวทีไปสู่กติกาที่ไทยเห็นว่าชัดกว่า
แต่ข้อเสนอสำคัญคือ รัฐบาลต้องอย่าหลงกับภาพถ่าย ถ้าทริปนี้จบแค่จับมือมาครง กินดินเนอร์กับนักธุรกิจ แล้วกลับมาทำคลิปประชาสัมพันธ์ ก็จะเป็นเพียงการทูตแบบ Perfume Politics หอมชั่วคราว แต่ไม่เปลี่ยนโครงสร้าง รัฐบาลควรตั้งกลไกติดตามดีลรายสาขาทันที แยกเป็น AI พลังงานสะอาด การบิน อาหารมาตรฐานสูง อุตสาหกรรมบันเทิง และกฎหมายทะเล พร้อมกำหนดผลลัพธ์ที่วัดได้ภายใน 6-12 เดือน ไม่เช่นนั้นปารีสจะกลายเป็นอีกหนึ่งทริปที่สวยในรูป แต่เบลอในผลลัพธ์
สุดท้าย จุดขายของไทยในเวทีโลกไม่ควรถูกเล่าแบบประเทศน่ารักอีกต่อไป ไทยต้องเล่าตัวเองเป็นประเทศที่มี 3 ทุนพร้อมกัน คือ ทุนอาหารที่ป้อนโลกได้ ทุนวัฒนธรรมที่ขายความหมายได้ และทุนภูมิรัฐศาสตร์ที่รู้จักรักษาผลประโยชน์ตัวเองได้ ถ้านายอนุทินใช้ปารีสเพื่อเล่าเรื่องนี้ได้สำเร็จ ทริปนี้จะไม่ใช่แค่การเยือนฝรั่งเศส แต่คือการเปิดฉากใหม่ของรัฐบาลที่พยายามเปลี่ยนตัวเองจากผู้จัดการวิกฤต ให้กลายเป็นผู้ขายอนาคตของประเทศ
แต่ถ้าเล่นไม่ขาด ก็จะเหลือเพียงภาพนายกฯในเมืองสวย พร้อมคำถามเดิมจากคนไทยว่า ไปถึงปารีสแล้ว ประเทศไทยได้อะไรกลับมานอกจากข่าวดีบนหน้าจอ

