นายกฯ มอบนโยบายเอกอัครราชทูตยุโรป 24 ประเทศ เร่งเดินหน้าการค้า FTA ไทย-EU ดัน การทูตเชิงรุก 2.0 เน้น สร้างโอกาส-ผลประโยชน์ให้ถึงมือประชาชนจับต้องง่าย ขณะที่ OECD ตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิกภายใน 3 ปี จากเดิมตั้งไว้ 5 ปี
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 24 พฤษภาคม (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม(อว.) และ น.ส.ซาบีดาไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วม ซึ่งมีเอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ และ ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูต รวม 24 ประเทศ
โดยนายกรัฐมนตรีร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังเสียงสะท้อนในการขับเคลื่อนนโยบาย ว่า ทุกคนที่มาร่วมประชุมวันนี้ตนในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล ทุกคนคือบุคคลที่สำคัญอย่างยิ่งในฐานะที่เป็นตัวแทนของประเทศไทยในการใช้บทบาทในการเชื่อมประเทศไทยกับคนไทยและผู้คนในประเทศที่คนดำรงตำแหน่งเป็นเแกอัคราชทูต ท่ามกลางสภาวะภูมิรัฐศาสตร์และโอกาสใหม่ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม ในยุโรปไม่ใช่เพียงประเทศคู่ขาแต่ต้องมองในบริบทที่โลกแคบลงเค้าสามารถที่จะมีความผูกพันและถ้าเรามองเขาเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในภาวะที่ภูมิรัฐศาสตร์แวดล้อมเศรษฐกิจการเมืองเป็นไปในลักษณะที่เป็นปัจจุบันเป็นยุคที่โอกาสเปิดกว้างและมีหลายปัจจัยที่เป็นปัจจัยบวกต่อภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย ที่ตนเน้นย้ำอยู่เสมอคือเมื่อใดก็ตามที่หาเส้นมีความแข็งแกร่งมีอำนาจในการเจรจาสูง ประเทศที่ได้รับผลในเชิงบวกประเทศนึงก็คือประเทศไทย ซึ่เรามีภูมิศาสตร์อยู่ที่กึ่งกลางของอาเซียน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยมีโอกาสก้าวกระโดดถ้าระวังเข็มทิศให้ถูกทางโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประเทศมหาอำนาจมีปัญหากันเอง แต่ในส่วนที่เป็นอาเซียนยังมีความมั่นคงแข็งแกร่งและมีจำนวนประชากรที่มีศักยภาพในการที่จะพึ่งพาตนเองและทำให้ประเทศของเราเจริญเติบโต
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้หารือกับ นายสีหศักดิ์ เสมอว่าการทูต 2.0 คืออะไร นั่นการทูตที่จับต้องได้ เป็นการทูตเชิงรุกที่รักษาสมดุลท่ามกลางความขัดแย้งของโลก โดยให้ความสำคัญกับ 4 เสาสำคัญ คือ การทูตเพื่อความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และมนุษยธรรม ซึ่งนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ให้ดำเนินการทูตที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ประชาชนจับต้องได้
ในเรื่องความมั่นคงตนเชื่อว่ารัฐบาลกระทรวงการต่างประเทศก ระทรวงกลาโหมได้วางตำแหน่งของประเทศไทยไว้ในสถานะที่เราพูดได้ว่าประเทศของเราวันนี้มีความปลอดภัย ทั้งจากการรุกรานของประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศใกล้เคียง เราสามารถสำแดงศักยภาพให้เห็นได้ว่า ไม่ใช่ประเทศที่ใครจะมาบุกรุกหรือคุกคามใดใดต่ออธิปไตยของได้ และสถานการณ์ในช่วง 1 ปีกว่าที่ผ่านมา เราต้องสร้างความแข็งแกร่งและความมั่นคงให้กับประเทศ

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยคุยกับนักการเมืองคนหนึ่งแต่ตอนนี้ถูกแบนอยู่ ตนคิดเหมือนกันกับท่านว่าทำไมโลกยุคสมัยนี้ยังต้องมารบกัน เป็นคู่ใช้มาตรการทางเศรษฐกิจกดดันคู่กรณี โดยเฉพาะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่เล็กกว่าแค่นั้นก็ตายแล้ว ไม่จำเป็นต้องลงทุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ในประเทศมากมาย แต่บางทีความความเชื่อของเราในด้านเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่เพียงพอ เวลามีความขัดแย้งแล้วประทุขึ้นมาถึงขั้นต้องสู้รบกัน สิ่งที่จะทำให้ประเทศของเรามีความน่ายำเกรงและทำให้คนที่จะคิดใช้กำลังทางการทหารในในการสู้รบกับเรา ก็คือความพร้อมทางด้านการรบของประเทศไทย ซึ่งการที่รัฐบาลเปิดกล้องเห็นความจำเป็นนี้ทำให้เราผ่านการคุกคาม ถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่โต ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งโดยมีการสู้รบกัน ในสถานะที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองและมีความคุ้นเคยซึ่งเป็นพื้นที่เลือกตั้งของตนทำให้มีโอกาสเข้าไปคลุกคลีอยู่ในพื้นที่ ได้เห็น ความไม่ปราณีของคู่กรณี โดยอาวุธของประเทศไทย และเมื่อมี โอกาสเข้ามาในรัฐบาลก็ได้พูดคุยกับฝ่ายความมั่นคงและสนับสนุนนโยบายด้านการดำเนินงานของฝ่ายความมั่นคง
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้ใช้เวลาในการเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีเข้าเดือนที่ 8 แล้ว ได้พูดคุยกับฝ่ายการทหารและฝ่ายความมั่นคง พบว่าด้านนี้ไม่มีอะไรน่าห่วงสิ่งที่น่าห่วงคือเรื่องเศรษฐกิจ ดังนั้นภารกิจของ เอกอัครราชทูต คือต้องทำให้ประเทศต่างๆได้รู้ว่าไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดไม่ใช่เพราะว่าเราเป็นประเทศที่มีแรงงานถูก แต่เป็น ประเทศที่มีความพร้อม มีซัพพลายเชน ให้เขามั่นใจว่าสามารถขยายกิจการและมีความแข็งแกร่งมากขึ้น และในสถานะที่เป็นเอกอัครราชทูต ในภาคเอกชนถือว่าเป็น Director marketing
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า เสถียรภาพทางการเมืองของประเทศประเทศไทยในขณะนี้น่าจะทำให้ทูตไปพูดคุยกับผู้ที่สนใจจะเข้ามาลงทุนหรือมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศไทย ด้วยความมั่นคงและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น หากติดตามในโซเชียลจะเห็นว่ามีการปะทะคารม มีการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆมากมาย นั่นเป็นเรื่องของเทคโนโลยีการสื่อสาร แต่ความมีเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้ถือว่ามีความมั่นคงมากพอสมควรที่จะทำให้ เราสามารถดำเนินนโยบายงต่างอย่างต่อเนื่องได้ ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะทำให้นานาชาติเห็นว่าเรากำลังยกมาตรฐานในเรื่องของการเป็นประเทศที่เชื่อถือได้ ในระดับที่เป็นสากล
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรากำลังเดินหน้า การยกระดับมาตรฐานสู่ OECD รัฐบาลกำลังเร่งยกระดับกฎหมายและมาตรฐานของประเทศให้สอดคล้องกับ OECD เพื่อสนับสนุนการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องการเร่งให้สำเร็จภายใน 3 ปี จากเดิมที่เคยตั้งไว้ 5 ปี
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึง การเร่งเครื่อง FTA ไทย-สหภาพยุโรป ว่า จากการพบธุรกิจทั้งไทยและต่างประเทศ ประเด็นที่ ให้ความสำคัญอย่างมาก คือเรื่อง FTA ไทย-สหภาพยุโรป เนื่องจากจะช่วยลดอุปสรรคด้านภาษีและการค้า เปิดโอกาสให้สินค้าและวัตถุดิบคุณภาพจากไทยเข้าสู่ตลาดยุโรปได้มากขึ้น ทั้งนี้ ยังให้ความมั่นใจถึงการปรับการทำงาน ที่ให้ทุกหน่วยบูรณาการ เป็นการทำงานในรูปแบบคลัสเตอร์ เพื่อผลักดันการเดินหน้าปิดการเจรจา FTA
โอกาสนี้ เอกอัครราชทูตหลายประเทศได้สะท้อนว่า ไทยกลับมาเป็นที่สนใจ เรียกว่า อยู่ในเรดาร์ของนานาชาติ เพราะไทยไม่ใช่เพียงประเทศผู้ผลิตสินค้า แต่เป็น หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain) ขณะเดียวกัน ก็ให้ข้อมูลด้วยว่า ประเทศที่ลงนามข้อตกลงการค้าเสรีไปก่อนหน้านี้ ต่างมียอดการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปมากขึ้นอย่างมาก
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า จากการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ร่วมกับผู้นำในกลุ่มอาเซียน เมื่อครั้งการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ พบว่าทุกประเทศต่างปักหมุดให้ ความมั่นคงทางอาหาร เป็นวาระแห่งภูมิภาค ซึ่งประเด็นนี้ ไทยต้องมีความพร้อมและทำให้ทั้งโลก เห็นว่านี่คือความเข้มแข็งของประเทศไทย
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ในช่วงต่อจากนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมและเวทีระดับโลกหลายรายการ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยอยู่ในสปอตไลท์โลกมากขึ้น ได้แก่ 1. งาน Gastech 2026 นิทรรศการด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก ช่วงเดือนกันยายน 2. การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank–IMF Annual Meetings 2026) ช่วงเดือนตุลาคม และ 3. งานประชุมสุดยอดสุขภาพโลก (Global Wellness Summit) ในเดือนพฤศจิกายน จึงขอให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ช่วยประชาสัมพันธ์และต่อยอดโอกาสดังกล่าว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ของภูมิภาค ด้วยจุดแข็งด้านเสถียรภาพทางการเมือง โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการลงทุน และภาคเอกชนที่เข้มแข็ง เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน ภาครัฐ ภาคเอกชน BOI และสถานเอกอัครราชทูตไทยในยุโรป ทำงานในรูปแบบทีมไทยแลนด์ ความคล่องตัวในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ และผลักดันประเทศไทยสู่แถวหน้าของเวทีโลกต้องสำเร็จอย่างแน่นอนาต
ด้านนายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ ไทยพร้อมต้อนรับการค้า การลงทุน รัฐบาลพัฒนา ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคน โดยทำงานร่วมกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เพี่อจัดหลักสูตรการศึกษา สร้างทักษะกำลังคน รวมทั้ง การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน เรื่องพลังงานสะอาด ที่เกิดจากวิกฤตพลังงาน ซึ่งบังคับให้เราต้องเปลี่ยนผ่าน และไม่ใช่เรื่องที่เราเพียงแค่ให้ความสำคัญกับเรื่องโลกร้อน แต่เราจำเป็นจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านเพราะราคาพลังงานแพง ที่สำคัญโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานถูกทำลายเยอะ ดังนั้นการเดินไปสู่พลังงานอาจมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
นายเอกนิติ ยังกล่าวว่าประเทศไทยจะคว้าโอกาสนี้อย่างไร ปัจจุบันเรามีจุดแข็งอยู่หลายอัน โดยเฉพาะด้านอาหาร อุตสาหกรรม เช่น รถยนต์ต่อยอดไปที่เรื่องของอีวี

