’89 ส.ว.’ แถลงประณาม ‘ณัฐพงษ์’ กล่าวหาระบอบสีน้ำเงิน-มรดกรัฐประหาร ชี้เป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายที่สุด จี้ขอโทษ ให้เวลา 3 วัน หากไม่ทำจ่อดำเนินการตามกฎหมายแน่ ด้าน ‘พิสิษฐ์’ ยันสมาชิกวุฒิสภาไม่เคยอยู่ภายใต้อาณัติพรรคการเมืองใด ซัด ‘เท้ง’ ยุยงปลุกปั่นทั้งที่ยอมรับ รธน.60 ส่งผู้สมัครเลือกตั้ง บอกปมให้ขอโทษ ไม่เกี่ยวกับการตัดสินใจโหวตแก้รัฐธรรมนูญ ย้อนถามพรรคประชาชนมีเจตนาแก้รัฐธรรมนูญจริงหรือไม่ หลังที่ผ่านมาโจมตี ส.ว.ต่อเนื่อง พร้อมยืนยันคงเงื่อนไขใช้เสียง ส.ว.1 ใน 3-ห้ามแตะหมวดเกี่ยวกับสถาบัน
เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 25 พฤษภาคม ที่รัฐสภา คณะสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) นำโดย นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) พร้อมด้วย ส.ว. 89 คน อาทิ นายสมบูรณ์ หนูนวล นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายอลงกต วรกี รวมถึง ส.ว.ทั้งสิ้น 89 คน แถลงประณามกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน โพสต์เฟซบุ๊กกล่าวหาว่าวุฒิสภาชุดนี้เป็นวุฒิสภาสีน้ำเงิน และเกิดจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่เป็นมรดกจากการทำรัฐประหาร
นายพิสิษฐ์กล่าวว่า สิ่งที่นายณัฐพงษ์กล่าวหาไม่เป็นความจริง เพราะการพูดของนายณัฐพงษ์ถือเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายที่สุด และขอเรียกร้องให้นายณัฐพงษ์ออกมาแถลงโทษต่อวุฒิสภา หากนายณัฐพงษ์ไม่ดำเนินการภายใน 3 วัน สมาชิกวุฒิสภาจำเป็นต้องดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อปกป้องวุฒิสภา จากการกระทำของนายณัฐพงษ์ที่มีเจตนาทำลายวุฒิสภาด้วยการทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือ ศรัทธาต่อองค์กรวุฒิสภา ซึ่งเป็นสถาบันหลักของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
นายพิสิษฐ์กล่าวว่า การกล่าวหาของนายณัฐพงษ์ว่าวุฒิสภาเป็นผลพวงมาจากรัฐธรรมนูญปี 60 นั้น ไม่เป็นความจริง เพราะรัฐธรรมนูญปี 60 ทำประชามติจากประชาชนและมีการเลือกตั้งทั่วไปถึง 3 ครั้ง ตั้งแต่ปี 62 ปี 66 และปี 69 ซึ่งพรรคของนายณัฐพงษ์ ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชนก็ยอมรับและส่งตัวแทนรับเลือกตั้งตามกติการัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเมื่อปี 66 นายณัฐพงษ์ก็ได้รับเลือกตั้ง และได้สมาชิกมาเป็นอันดับ 1 ที่สำคัญรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประชาชนได้ลงประชามติให้ความเห็นชอบก่อนประกาศใช้ จึงเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ได้เป็นลักษณะมรดกของรัฐประหารตามที่นายณัฐพงษ์กล่าวหา และการที่พรรคของของนายณัฐพงษ์ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ทำให้พยายามออกมาทำร้ายและยุยงปลุกปั่น ให้ประชาชนเข้าใจผิด
นายพิสิษฐ์กล่าวด้วยว่า ยืนยันว่าสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันเกิดมาจากการเลือกตั้งกันเองของกลุ่มอาชีพ แม้จะมีผู้กล่าวหาในเรื่องกระบวนการเลือก แต่ก็เป็นธรรมดาของการตรวจสอบ ตราบใดที่องค์กรผู้มีอำนาจและศาลยังไม่ได้พิพากษาเป็นอย่างอื่น ก็ต้องถือว่าสมาชิกวุฒิสภาทุกคนผ่านกระบวนการเลือกมาอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และที่ผ่านมาสมาชิกวุฒิสภาได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยอย่างเป็นกลางและอิสระ มีความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม ไม่เคยมีการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล หรือบิดเบือนแต่อย่างใด แต่ในทางตรงกันข้ามนายณัฐพงษ์ได้พยายามให้ร้ายเกี่ยวกับที่มาและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา โดยไม่มีพยานหลักฐาน ซึ่งไม่เป็นความจริง จึงถือว่านายณัฐพงษ์ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามกติกาการเลือกของสมาชิกวุฒิสภา และการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

นายพิสิษฐ์กล่าวว่า ย้ำว่าสมาชิกวุฒิสภามาตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย สมาชิกวุฒิสภาทุกคนถูกตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย โดยองค์กรอิสระซึ่งสมาชิกบางคนถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งโดยศาล ดังนั้น การกล่าวหาว่าประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอนพวกเราไม่ได้ จึงเป็นความเท็จ เป็นความบิดเบือนความจริงด้วยเจตนาที่ให้ร้ายต่อองค์กรวุฒิสภา องค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ จึงขอเรียกร้องให้นายณัฐพงษ์อธิบายให้ชัดเจนว่า ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินหมายถึงสถาบันใด หรือใคร
“หากนายณัฐพงษ์มีเจตนาที่จะทำการเมืองอย่างสุจริต ต้องทำให้เกิดความชัดเจนในเรื่องนี้ รวมถึงการกล่าวหาสถาบันใด บุคคลใด ต้องตรงไปตรงมา อย่าใช้สำบัดสำนวน หรือโวหารที่ต้องการให้มีการตีความ แปลความจนก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ทำให้เกิดความเสียหายกับสมาชิกวุฒิสภา องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่าสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้อยู่ภายใต้อาณัติใคร หรือสถาบันการเมืองใด ไม่ได้อยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ไม่เคยใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล หรือบิดเบือนแต่อย่างใด การกล่าวหาของนายณัฐพงษ์ทำให้สมาชิกวุฒิสภาไม่สบายใจและเสียใจ เพราะนายณัฐพงษ์ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกรัฐสภา แต่กลับมากล่าวหาสมาชิกรัฐสภาด้วยกันด้วยความเท็จ มีเจตนาให้ร้ายสมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาอย่างชัดเจน” นายพิสิษฐ์กล่าว
เมื่อถามว่า นอกจากประณามแล้วจะดำเนินการทางกฎหมายกับนายณัฐพงษ์อย่างไร นายพิสิษฐ์กล่าวว่า ประเด็นทางกฎหมายเราจะขอไปพิจารณาโดยให้เดินตามกรอบกฎหมายของรัฐธรรมนูญเป็นหลัก และอยากให้นายณัฐพงษ์แสดงเจตนาขอโทษออกมา เราคิดว่าการพาดพิงแบบที่ไม่มีหลักฐานข้อมูลใดๆ ย่อมทำให้เกิดความเสื่อมเสียได้ กฎหมายก็มีทั้งหมิ่นประมาทอยู่แล้วที่เห็นอยู่

เมื่อถามว่า การที่นายณัฐพงษ์อ้างถึงระบอบสีน้ำเงิน โดยที่ไม่มีความชัดเจน ส.ว.ตีความเรื่องนี้อย่างไร นายพิสิษฐ์กล่าวว่า สีนำเงินคือสีบนธงไตรรงค์คือสีธงชาติ ฉะนั้น สมาชิกวุฒิสภามาเพื่อปกป้องและอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ ที่เรามีหน้าที่ในการดำรงไว้ซึ่งระบอบของพระมหากษัตริย์
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่นายณัฐพงษ์ไม่ขอโทษตามกรอบเวลาจะมีผลต่อการโหวตแก้รัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนหรือไม่ นายพิสิษฐ์กล่าวว่า ไม่เกี่ยว ทั้งนี้ ส.ว.พร้อมทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน อย่างไรก็ดี ในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนนั้น ขอย้อนถามนายณัฐพงษ์ด้วยว่ามีเจตนาที่อยากให้แก้ไขได้จริงหรือไม่ เพราะตามเงื่อนไขของมาตรา 256 กำหนดชัดเจนว่าให้ต้องใช้เสียง ส.ว. เห็นชอบด้วย 1 ใน 3 แต่ทุกครั้งที่ผ่านมาพบว่านายณัฐพงษ์โจมตี ส.ว.มาโดยตลอด ดังนั้น ส.ว.จะเห็นอย่างไรตนไม่ทราบ แต่การโจมตีแบบนั้นถูกต้องหรือไม่ หากอยากแก้ได้จริงต้องแถลง หรือไม่ควรใส่ร้ายป้ายสี ส.ว.
เมื่อถามว่า ถึงที่สุดที่กรณีของนายณัฐพงษ์ที่แถลงนั้นมีผลต่อการตัดสินใจของ ส.ว.ต่อการร่วมมือหรือไม่ร่วมมือโหวตหรือไม่ นายพิสิษฐ์กล่าวว่า ไม่มีประเด็นจะร่วมมือ เพราะ ส.ว.เป็นฝ่ายนิติบัญญัติเหมือน ส.ส. ดังนั้นอะไรที่ทำแล้วประชาชน ประเทศ ได้ประโยชน์ ส.ว.ยินดี พร้อมทำทุกประการ
เมื่อถามย้ำว่า กับผลประชามติ 21.6 ล้านเสียง ที่เห็นชอบต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะรับฟังมากน้อยแค่ไหน นายพิสิษฐ์กล่าวว่า ประเด็นประชามตินั้นยังต้องทำอีก 2 ครั้ง ซึ่งครั้งที่ 2 ขึ้นอยู่กับกรอบของรัฐธรรมนูญ ที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) แก้ไข ดังนั้น เป็นประเด็นที่จะอยู่ในขั้นตอนของวาระต่อไปดีกว่า โดยไม่อยากตอบตอนนี้

เมื่อถามว่า ถึงการพิจารณาต่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในรัฐสภา นายพิสิษฐ์กล่าวว่า ที่ขณะนี้พบว่ามีฉบับของพรรคภูมิใจไทยยื่นเสนอนั้น ยังไม่ทราบว่าจะพิจารณาอย่างไร ขณะเดียวกันในส่วนที่พรรคภูมิใจไทย เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ซึ่งพบว่าได้ลดเสียง ส.ว.ต่อการเห็นชอบรัฐธรรมนูญเหลือ 1 ใน 4 นั้น ส่วนตัวขอยืนยันในเงื่อนไขเดิม คือคงเสียง ส.ว. 1 ใน 3 นอกจากนั้นแล้วต้องไม่แก้ไขหมวด 1 หมวด 2 รวมถึงทุกมาตราที่เกี่ยวกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์
เมื่อถามย้ำถึงความเป็นไปได้ต่อการโหวตรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนที่ยื่นเนื้อหาของฉบับเดิมที่ ส.ว.เคยรับหลักการ นายพิสิษฐ์กล่าวว่า ร่างฉบับนั้นตกไปแล้ว หากเสนอกลับมาใหม่ต้องพิจารณาในชั้นวาระหนึ่งว่าจะรับหรือไม่ ส่วนที่จะอ้างอิงของเก่านั้นไม่สามารถทำได้ เพราะตกไปแล้ว ดังนั้นจะถามเผื่ออนาคตไม่ได้
เมื่อถามถึงคำอธิบายต่อสังคม กรณี ส.ว.โหวตไปในแนวทางของพรรคภูมิใจไทย นายพิสิษฐ์กล่าาวว่า การตัดสินโหวตมีแค่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย การโหวตอย่างไรของกฎหมายหรือรัฐธรรนญ ไม่สามารถอ้างอิงได้ว่า ส.ว.ขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองใด อยู่ที่วิจารณญาณการตัดสินและประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

