กรมควบคุมมลพิษ โต้กกร. ชี้ 7 ข้อบกพร่องเชิงวิชาการ ผลสำรวจสินบนขาดความน่าเชื่อถือ ย้อนถามกกร. จะรับผิดชอบอย่างไร ยันพร้อมเปิดรับตรวจสอบทุกช่องทาง ไม่ฟ้องปิดปากใคร
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) แถลงข่าวชี้แจงกรณีที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นภาคเอกชนระบุว่า คพ. เป็นหน่วยงานที่มีการเรียกรับสินบนสูงสุดในประเทศ โดยมีมูลค่าเฉลี่ยสูงถึง 102,160 บาทต่อครั้ง
ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า ทันทีที่ทราบผลสำรวจดังกล่าว คพ. ได้ทำหนังสือเปิดผนึกถึง กกร. เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เรียกร้องให้ชี้แจงที่มาของข้อมูล วิธีการตรวจสอบ และส่งมอบหลักฐานที่เกี่ยวข้องภายใน 7 วัน เพื่อให้ คพ. สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างจริงจัง
ต่อมา กกร. ได้จัดส่งเอกสารชี้แจงกลับมาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ประกอบด้วยสรุปหลักการและระเบียบวิธีการสำรวจ ตัวอย่างแบบสอบถาม และเอกสารประกอบการแถลงข่าวรวมกว่า 43 หน้า อย่างไรก็ตาม เมื่อ คพ. ได้ศึกษาเอกสารดังกล่าวอย่างละเอียด กลับยิ่งพบข้อสงสัยในกระบวนการวิจัยมากขึ้นตั้งคณะทำงานป้องกันทุจริต
ดร.สุรินทร์ ย้ำชัดว่า งานวิจัย กกร. มี 7 ข้อบกพร่องเชิงวิชาการ ประการที่ 1 หน่วยงานระดับกรมของประเทศ 162 หน่วยงาน แต่มีการสำรวจอยู่เพียง 26 หน่วยงาน ซึ่งไม่ครอบคลุมภาพรวมของระบบราชการไทยทั้งประเทศ ในเชิงวิชาการไม่สามารถนำผลไปใช้ในการกำหนดนโยบายประเทศทั้งระบบได้
ประการที่ 2 การออกแบบสอบถามอิงแนวทางของธนาคารโลกที่จัดทำขึ้นตั้งแต่ปี 2542 สมัยนั้นใช้โทรศัพท์กระติกน้ำ ซึ่งล้าสมัยและอาจไม่สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานในปัจจุบัน เนื่องจากหลายกรมได้ปรับเปลี่ยนภารกิจไปแล้วนับตั้งแต่ปี 2545
ประการที่ 3 กลุ่มตัวอย่างจำกัดอยู่เฉพาะภาคเอกชนบางกลุ่ม โดยไม่ครอบคลุมภาคประชาชน ภาควิชาการ หรือภาคประชาสังคม ทำให้ขาดกลไก Check and Balance ในการตรวจสอบความถูกต้องของผล
ประการที่ 4 แบบสอบถามมีสองรูปแบบคือออนไลน์และเผชิญหน้า แต่โครงสร้างและจำนวนคำถามแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ขัดต่อหลักการวิจัยที่ต้องการความสม่ำเสมอ
ประการที่ 5 การสำรวจตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถาม 401 ราย ทั่วประเทศ ในช่วงระหว่าง วันที่ 26 มีนาคม-10 เมษายน 2569 ( จำนวน 16 วัน) มีความเสี่ยงสูงในการควบคุมคุณภาพ เนื่องจากต้องสัมภาษณ์แบบเผชิญหน้าถึง 25 รายต่อวัน ในพื้นที่กระจายตัวทั่วประเทศ พร้อมตอบคำถามมากถึง 70 ข้อ
ประการที่ 6 จากผู้ที่มีประสบการณ์ตรงกับหน่วยงานราชการเพียงร้อยละ 45 หรือราว 184 คน เมื่อกระจายสู่ 26 หน่วยงาน เฉลี่ยแล้วมีผู้ตอบต่อหน่วยงานเพียง 7 คนเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยเกินไปสำหรับการจัดอันดับที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ระดับประเทศ
ประการที่ 7 แบบสอบถามมีคำถามที่ชี้นำและตั้งสมมติฐานเชิงลบ เช่น “เป็นที่รู้กัน” หรือ “หากไม่จ่ายเงินเพิ่ม ท่านเชื่อว่ากระบวนการจะล่าช้าเกินกำหนดหรือไม่” ซึ่งอาจทำให้ผู้ตอบเอนเอียงโดยไม่รู้ตัว
ที่สำคัญ ซึ่งในหนังสือที่กกร. ชี้แจงมา กกร. เองก็ยอมรับในเอกสารชี้แจงว่า ค่าความเชื่อมั่นและค่าความคลาดเคลื่อนที่อ้างอิงนั้น “ใช้ได้เฉพาะในภาพรวมของการสำรวจ” ไม่สามารถรับรองความแม่นยำในระดับรายหน่วยงานได้

อธิบดีคพ. ย้ำว่า คพ. ไม่ได้ปฏิเสธการถูกตรวจสอบ ตรงกันข้ามยินดีเปิดรับการสอบสวนอย่างเต็มที่ พร้อมยืนยันว่าหากพบเจ้าหน้าที่กระทำความผิดจริงจะลงโทษทางวินัยอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น
“เมื่อกกร. รู้ว่าผิดพลาดและไม่ควรนำเรื่องดีงกล่าวมาแถลง ดังนั้น กกร.จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะกรมได้เสียหาย และถูกด้อยค่าไปแล้ว จึงอยากตั้งคำถามกับว่า กกร. ว่าจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร และอยากให้ชี้แจงใน 7 ข้อประเด็นสงสัยกลับมายังกรมภายใน 7 วันด้วย ส่วนความคิดที่จะฟ้องผิดปาก กรมไม่เคยมีความคิดแบบนี้มาตั้งแต่วันแรก แต่อยากรู้ว่ากกร. มีท่าทีความรับผิดชอบอย่างไรบ้าง” อธิบดีคพ. กล่าว

