89 สว. จี้เท้งขอโทษใน 3 วัน เหตุกล่าวหาระบอบสีน้ำเงิน-มรดกรัฐประหาร หน.ปชน.แจงเจตนาให้รัฐสภายึดโยงประชาชน ชี้ปท.อยู่ภายใต้ระบอบกินรวบ
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กางไทม์ไลน์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการทำประชามติครั้งที่ 2 โดยกล่าวว่า ยังคาดการณ์ไม่ได้ในการพิจารณารับหลักการในวาระ 1 ขณะนี้มีแค่ร่างของพรรค ภท.ที่ยื่น แต่ไม่รู้ว่าพรรคอื่นจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกี่ฉบับ และไม่ทราบว่าพรรคประชาชน (ปชน.) จะรวมรายชื่อเสนอด้วยหรือไม่ ดังนั้นการกำหนดไทม์ไลน์คงทำได้ยาก ทั้งหมดเป็นเรื่องของรัฐสภา
“ยังไม่เห็นร่างของพรรค ปชน. แต่ร่างของพรรค ภท.นำเสนอก่อนให้สังคมได้วิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งไม่ใช่ร่างสุดท้าย ต้องมีการตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) พูดคุยเพื่อให้ได้ร่างของกมธ. และเข้าสู่การพิจารณาในวาระ 2 ยังมีอีกหลายขั้นตอน แต่วันนี้พรรค ภท.แสดงความชัดเจนแล้วว่าจริงใจแก้ไขรัฐธรรมนูญ”นายภราดร กล่าวและว่า
ได้คุยนอกรอบกับนายชูศักดิ์ ศิรินิล ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค พท. เนื่องจากจำนวนส.ส.ของพรรค พท. มี 71 เสียง ซึ่งไม่เพียงพอในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยพรรคเดียว พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรค ภท. พร้อมสนับสนุนด้วย อยู่ที่พรรค พท.จะเสนอร่างแบบไหน
ที่รัฐสภา คณะสมาชิกวุฒิสภา (สว.) นำโดย นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) พร้อมสว. 89 คน แถลงประณามกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่าวุฒิสภาชุดนี้ เป็นวุฒิสภาสีน้ำเงิน เกิดจากรัฐธรรมนูญปี 60 ที่เป็นมรดกจากการทำรัฐประหาร
นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่นายณัฐพงษ์กล่าวหาไม่เป็นความจริง ขอเรียกร้องให้นายณัฐพงษ์แถลงโทษต่อวุฒิสภา หากไม่ดำเนินการภายใน 3 วัน จำเป็นต้องดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อปกป้องวุฒิสภาจากการกระทำของนายณัฐพงษ์ที่มีเจตนาทำลายวุฒิสภา ซึ่งเป็นสถาบันหลักของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
“รัฐธรรมนูญปี 60 ทำประชามติจากประชาชนและมีการเลือกตั้งทั่วไปถึง 3 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2562 ปี 2566 และปี 2569 ซึ่งพรรคของนายณัฐพงษ์ ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน ก็ยอมรับและส่งตัวแทนรับเลือกตั้งตามกติการัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเมื่อปี 2566 นายณัฐพงษ์ได้รับเลือกตั้ง ได้สมาชิกมาเป็นอันดับ 1 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประชาชนลงประชามติให้ความเห็นชอบก่อนประกาศใช้ จึงเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ได้มรดกของรัฐประหาร สว.ชุดปัจจุบันมาจากการเลือกตั้งกันเองของกลุ่มอาชีพ ผ่านกระบวนการเลือกมาอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ
ที่ผ่านมาสว.ปฎิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยอย่างเป็นกลางและอิสระ มีความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม ไม่เคยใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล หรือบิดเบือน ไม่ได้อยู่ภายใต้ ระบอบสีน้ำเงิน หรือ สถาบันการเมืองใด นายณัฐพงษ์ให้ร้ายเกี่ยวกับที่มาและการปฎิบัติหน้าที่ของสว.โดยไม่มีพยานหลักฐาน ถือว่าฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามกติกาการเลือกของสว. อยากให้นายณัฐพงษ์แสดงเจตนาขอโทษออกมา ที่พาดพิงแบบไม่มีหลักฐานข้อมูล ทำให้เกิดความเสื่อมเสีย” นายพิสิษฐ์ กล่าว
ด้าน นายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนไม่ติดขัดที่จะแถลง แต่อยากให้ดูคนที่ออกมาแถลงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับการคัดเลือกสว.รอบสุดท้าย หากลองตรวจสอบรายชื่อจะเข้าใจวัตถุประสงค์และเจตนาถึงการออกมา การโพสต์ไม่ได้ระบุตัวบุคคล แต่ตั้งข้อสังเกตเหมือนที่สังคมสงสัย ยืนยันว่ามีเจตนาบริสุทธิ์เพื่อให้รัฐสภายึดโยงกับประชาชนมากที่สุด
“อยากเรียกร้องสว.ว่า หากเห็นว่าการคัดเลือกวุฒิสภามีปัญหาไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน หน้าที่ของเรา คือ ต้องเข้าไปแก้ที่ระบบ คือ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามหลักการสำคัญไปแล้ว 3 ประการ อยากให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยึดโยงกับประชาชน ไม่เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้สว.กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อยากเชิญชวน สว.ให้เห็นด้วยกับ 3 หลักการของพรรค อยากเชิญชวนทุกคนมองไปข้างหน้า ตอนนี้สถานการณ์การเมืองไทยเป็นแบบนี้ เราอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินที่กำลังกัดกินประเทศ กินรวบอำนาจทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ หน้าที่ของพรรคประชาชนยืนในจุดเดิม พร้อมรณรงค์สื่อสารกับประชาชนทั้งประเทศว่า ทางอออกของประเทศ คือ การทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ผ่านการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงประชาชนมากที่สุด” นายณัฐพงษ์ กล่าว
เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรกับข้อกล่าวหาว่าพรรคประชาชน คือ ส่วนหนึ่งทำให้เกิดระบอบสีน้ำเงิน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่ปฏิเสธว่าการตัดสินใจของพวกตนในอดีตนำมาซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่เชื่อว่าภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ว่าพรรคใดเข้ามาบริหารประเทศ ตราบใดที่ยังมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและองค์กรอิสระที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน จะมีอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนโดยตรงคอยทุบทำลายรัฐบาลที่มาจากประชาชนเสมอ และพรรคภูมิใจไทยอาจเป็นด่านหน้า เป็นเอเจนต์หนึ่งภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน หากจะสร้างทางออกให้ประเทศจริงๆ ต้องเอาหลังพิงประชาชน เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบและยอมรับ

