พริษฐ์ เทียบเคส กกต.ใช้แชตไลน์ เป็นหลักฐานส่งศาล จนถูกตัดสิทธิ 10 ปี ชวนจับตาคดีฮั้ว โพย-เส้นเงินชัด อย่าให้กกต.เป่าคดีโกงส.ว.
เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แสดงทรรศนะผ่านเฟซบุ๊กกรณีการสอบสวนคดีฮั้ว ส.ว.ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชวนจับตาไม่ให้ กกต.เป่าคดีโกง ส.ว. โดยระบุดังนี้
จับตาไม่ให้ กกต. เป่าคดีโกง ส.ว.! : หากในวันก่อน ข้อความ LINE ไม่กี่ข้อความ ยังหนักแน่นเพียงพอให้ กกต.มีมติส่งเรื่องไปที่ศาล, และทำไมในวันนี้ โพยและเส้นทางการเงิน ก็ควรจะหนักแน่นเพียงพอให้ กกต. มีมติส่งเรื่องไปที่ศาลเช่นกัน?
เช้าวันนี้ ที่บริเวณแถลงข่าวของอาคารรัฐสภา เราได้เห็น ส.ว. 89 คน ปรากฏตัวกันอย่างพร้อมเพรียง เพื่อแถลงข่าวประณามหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ได้ออกมาวิจารณ์ “ระบอบสีน้ำเงิน”
ผมเลยอยากใช้โอกาสนี้ในการชวนสังคมจับตาดูอีกกรณีหนึ่ง ที่เราได้เห็น ส.ว. 130+ คน ปรากฏชื่อกันอย่างพร้อมเพรียงเช่นกัน นั่นคือใน “สำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26” ของ กกต. และ DSI ที่มีมติเสนอให้ กกต.ส่งคำร้องไปที่ศาล เพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน (ส.ว. 138 คน และเครือข่ายพรรคการเมือง 91 คน)
1 เดือนข้างหน้านี้ จะเป็นจุดตัดสำคัญของคดีโกง ส.ว. เพราะ กกต.จะต้องตัดสินใจและลงมติว่าจะส่งคำร้องไปที่ศาล (ตามข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26) หรือจะยกคำร้องและเป่าคดี จนเรื่องไปไม่ถึงศาล
แม้เราอาจไม่สามารถเห็นสำนวนเต็มๆ และหลักฐานทั้งหมดที่ถูกรวบรวมโดยคณะไต่สวนชุดที่ 26 ได้ แต่จากเพียงข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ผมเห็นว่าหลักฐานในคดีดังกล่าวหนักแน่นเพียงพอต่อการที่ กกต.ควรจะมีมติส่งเรื่องต่อไปที่ศาล
– เราเห็นถึงบัตรการลงคะแนนเลือก ส.ว.ที่มีการเลือกกลุ่มตัวเลขชุดเดียวกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นไปได้ยากมากที่จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติและปราศจากการฮั้ว
– เรารับรู้จากผู้ร้อง ว่าสำนวนของคณะไต่สวน มีทั้งหลักฐานเรื่องการนัดรวมตัวกัน การพักอาศัยด้วยกัน การเดินทางไปที่สถานที่เลือกร่วมกัน รวมไปถึงหลักฐานเกี่ยวกับการว่าจ้างให้ลงคะแนนตามโพย และเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองหลายราย
หากใครจะบอกว่าหลักฐานเหล่านี้หนักแน่นไม่พอ ผมอยากชวนทุกคนไปเทียบกับอีกคดีหนึ่ง (คดีหมายเลขแดง 53/2568):
– ในคดีดังกล่าว หลักฐานทั้งหมดที่ กกต.มีคือข้อความ LINE ไม่กี่ข้อความ ระหว่างคน 2 คน ที่มีการขอแลกคะแนน (ตามภาพจำลองที่ปรากฏ)
– แต่แม้จะมีหลักฐานเพียงไม่กี่ข้อความดังกล่าว แต่ กกต.ก็ตัดสินใจมีมติให้ส่งคำร้องดังกล่าวไปที่ศาล
– โดยในท้ายที่สุด (26 พ.ย.68) ศาลฎีกาตัดสินว่ากรณีดังกล่าวถือว่าเป็นความผิด และมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้กระทำความผิดเป็นระยะเวลาถึง 10 ปี
ดังนั้น ถ้าข้อความไม่กี่ข้อความใน LINE ในวันนั้น ยังเพียงพอให้ กกต.มีมติส่งเรื่องไปที่ศาล
แล้วทำไมโพยและเส้นทางการเงินในวันนี้ ถึงจะไม่เพียงพอสำหรับ กกต.ในการส่งเรื่องไปที่ศาล?
หากท้ายสุดแล้ว กกต.มีมติไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล ประชาชนก็คงอดสงสัยไม่ได้ ว่าการตัดสินใจดังกล่าว เกี่ยวข้องหรือไม่ กับการที่ กกต. 4 จาก 7 คน ได้มาเป็น กกต.จากการถูกรับรอง โดย ส.ว.ที่อยู่ในสำนวน?
คลิก เพื่ออ่านคำพิพากษาตัดสิทธิ


