“อัครเดช” ส.ส.ภูมิใจไทย ลุกค้าน ร่างพ.ร.บ.ศาลทหาร ฉบับพรรคปชน. เปิดช่องแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ชี้ดึงคนนอกนั่ง กตท.ไม่สอดคล้องหลักการศาล เสี่ยงกระทบอิสระตุลาการ สุดท้ายถูกตีตก ผ่านแค่ครม.
เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธรรมนูญศาลทหาร ซึ่งมีทั้งร่างของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และร่างที่เสนอโดย นายเอกราช อุดมอำนวย ส.ส.กทม. พรรคประชาชน กับคณะ และ นาวาโทกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กับคณะ โดย นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายตอนหนึ่งว่า ตนสนับสนุนร่างของครม. แต่ไม่เห็นด้วยกับร่างของฝ่ายค้าน เนื่องจากมีหลักการบางประการที่อาจกระทบต่อความเป็นอิสระของศาลทหาร
นายอัครเดช กล่าวว่า ร่างของครม.ที่เสนอโดยกระทรวงกลาโหม เป็นการปรับปรุงสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น การเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีต่อศาลทหารได้โดยตรง รวมถึงสิทธิในการอุทธรณ์ในระหว่างประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งมีสมาชิกรัฐสภาหลายคนอภิปรายสนับสนุนไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของร่างที่เสนอโดยฝ่ายค้าน ซึ่งให้เหตุผลว่า กฎหมายเดิมใช้มาตั้งแต่ปี 2498 และมีบทบัญญัติหลายมาตราไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบันนั้น นายอัครเดช ระบุว่า ได้ตรวจสอบแล้วพบว่ากฎหมายดังกล่าวมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาโดยตลอด และปัจจุบันเป็นฉบับแก้ไขปี 2558 ซึ่งถือเป็นการแก้ไขครั้งที่ 8 ไม่ใช่กฎหมายที่ไม่เคยได้รับการปรับปรุงตามที่กล่าวอ้าง
นายอัครเดช ยังตั้งข้อสังเกตถึงการแก้ไของค์ประกอบคณะกรรมการตุลาการทหาร โดยร่างดังกล่าวมีการเพิ่มผู้แทนจากศาลปกครองสูงสุด สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานศาลปกครอง และอัยการสูงสุด เข้ามาเป็นกรรมการ ซึ่งมองว่าเป็นการนำบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องกับศาลทหาร ทั้งที่แต่ละองค์กรในกระบวนการยุติธรรมควรมีขอบเขตอำนาจแยกจากกันและไม่ก้าวก่ายกัน อีกทั้งการให้อัยการสูงสุดเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการดังกล่าว อาจกระทบต่อหลักการแบ่งแยกบทบาทในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งประกอบด้วยต้นน้ำคือพนักงานสอบสวน กลางน้ำคืออัยการ และปลายน้ำคือศาล
“เราไม่เคยเห็นบุคคลจากศาลอื่นเข้าไปนั่งในคณะกรรมการของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เพราะแต่ละศาลมีขอบเขตอำนาจของตนเอง แต่ร่างนี้กลับเปิดให้บุคคลภายนอกเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการตุลาการทหาร” นายอัครเดช กล่าว
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงข้อเสนอให้มีอำนาจร้องเรียนต่อคณะกรรมการตุลาการทหาร หากเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการพิจารณาคดี พร้อมให้อำนาจตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ว่าอาจกลายเป็นช่องทางให้เกิดการแทรกแซงการพิจารณาคดีของศาลทหารได้ เพราะแม้ฝ่ายนิติบัญญัติเองยังไม่สามารถก้าวก่ายการพิจารณาคดีของศาลได้ เพราะต้องคุ้มครองความเป็นอิสระของผู้พิพากษา แต่ร่างดังกล่าวกลับเปิดช่องให้คณะกรรมการเข้ามาตรวจสอบหรือสืบสวนกระบวนการพิจารณาคดี ซึ่งอาจกระทบต่อหลักอิสระของศาล
นายอัครเดช กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้หลักการบางเรื่อง เช่น การเพิ่มสิทธิให้ผู้เสียหายหรือสิทธิในการประกันตัว จะเป็นสิ่งที่เห็นด้วย แต่เมื่อรายละเอียดในร่างยังมีปัญหาและอาจส่งผลต่อกระบวนการยุติธรรม จึงไม่สามารถรับหลักการของร่างฝ่ายค้านได้ และขอสนับสนุนเฉพาะร่างของคณะรัฐมนตรีเพื่อเข้าสู่การพิจารณาในชั้นต่อไปเท่านั้น
ทั้งนี้ ภายหลังการอภิปรายอย่างกว้างขวาง ที่ประชุมมีมติรับหลักการร่างที่ครม.เสนอเพียงร่างเดียวเท่านั้น ด้วยมติ 453 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง พร้อมตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) 25 คนเพื่อพิจารณาในชั้นกมธ.ต่อไป

