ผู้ตรวจการแผ่นดินจัดพิธีรับพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าแต่งตั้ง “สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์” เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน
เมื่อเวลา 09.09 น. วันที่ 28 พฤษภาคม สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้จัดพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งในพิธี น.ส.คมขวัญ กาญจนกุญชร รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน รักษาการแทนเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เชิญพระบรมราชโองการวางหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และนายเมธี มั่นคง รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน อ่านประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง จากนั้น นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดกรวยดอกไม้ถวายราชสักการะ และถวายบังคมเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทั้งนี้ นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2504 ปัจจุบันอายุ 65 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ระดับปริญญาโท สาขารัฐประศาสนศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาเอก สาขาภาวะผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ความเป็นเลิศ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต และสำเร็จการศึกษาอบรมเพิ่มเติม หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 56 หลักสูตรนักบริหารการงบประมาณระดับสูง รุ่นที่ 1 หลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปธส.) รุ่นที่ 3 หลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ และหลักสูตรนักปกครองระดับสูง รุ่นที่ 47
โดยเริ่มรับราชการครั้งแรกในตำแหน่งปลัดอำเภอ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม จากนั้นดำรงตำแหน่งในสายงานการปกครองเรื่อยมา ทั้งนายอำเภอ ผู้ตรวจราชการ ปลัดจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด หลังจากนั้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนกระทั่งเกษียณอายุราชการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี และได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา
นายสุจินต์ ได้กล่าวเน้นย้ำถึงหลักการทำงานในหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินว่า 1.ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง มุ่งเน้นการแก้ไขความเดือดร้อนและความไม่เป็นธรรมของประชาชนอย่างรวดเร็วและเข้าถึงง่าย โดยนำประสบการณ์จากการทำงานภาคสนามในต่างจังหวัดมาปรับใช้ เพื่อให้กลไกของพิสูจน์ความจริงและการเยียวยาตอบสนองต่อความเดือดร้อนที่แท้จริงของประชาชน 2.เที่ยงธรรม เป็นกลาง และโปร่งใส ปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐด้วยความรอบคอบ ยึดถือข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เพื่อเป็นแกนกลางที่สร้างความสมดุลและความเข้าใจอันดีระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชน 3.ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ ไม่เพียงแต่แก้ไขปัญหาเป็นรายกรณี แต่จะใช้แนวคิดเชิงยุทธศาสตร์เพื่อแสวงหาต้นตอของปัญหา นำไปสู่การเสนอแนะแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับที่ล้าสมัย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างมาตรฐานใหม่ในการบริหารราชการแผ่นดิน 4.ทำงานเชิงรุกและบูรณาการร่วมกัน เน้นย้ำการทำงานเชิงรุกในการเฝ้าระวังและป้องกันปัญหาที่อาจกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน และ 5.ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ : สนับสนุนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนมีความรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง



