‘พรเพชร’ หนุนเลือกส.ว.สรรหา เชื่อมีจุดอ่อนน้อยสุด

3.03.16 | 14:35 น.

‘พรเพชร’ หนุนเลือกส.ว.สรรหา เชื่อมีจุดอ่อนน้อยสุด หวั่นบล็อกโหวต 20 อาชีพเลือกไขว้กันเอง ป้องไม่มีบัญญัติไหนในรธน.ให้ ‘คสช.’สืบทอดอำนาจ

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงข้อเสนอของสนช.ต่อการร่างรัฐธรรมนูญว่า การที่มีวุฒิสภาของประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยมี 2 สภามาตลอด ในระยะเริ่มต้นเราเรียกวุฒิสภาว่า สภาพี่เลี้ยง โดยให้เหตุผลว่า ประชาชนยังไม่เข้าใจในระบอบประชาธิปไตยมากนัก ดังนั้นในระยะเริ่มต้นวุฒิสภาจึงมาจากการแต่งตั้ง แต่พอเริ่มมีพัฒนาการจนเมื่อปี 2540 จึงได้มีวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็เป็นการผสมผสานกันระหว่างการเลือกตั้งจาก 77 จังหวัด และการสรรหา แต่หลักการของวุฒิสภาในปัจจุบันเปลี่ยนไป จากที่เรียกว่า สภาพี่เลี้ยง ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นพี่เลี้ยงให้กับสภาผู้แทนราษฎรอีกแล้ว และหลักการที่เป็นการยอมรับในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยในปัจจุบัน คือ จำเป็นที่จะต้องมีตัวแทนขององค์กรกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ จะมาในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ ที่จะคอยดูว่า ร่างกฎหมายที่ผ่านจากสภาผู้แทนฯ โดยคำนึงถึงเสียงของประชาชนทั้งหลายที่ประกอบกันเป็นกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ

“วุฒิสภาจึงมีลักษณะช่วยดูแลและเติมให้เต็มถึงความเป็นประชาธิปไตย สภาผู้แทนฯที่มาจากการเลือกตั้งทางการเมือง ขณะนี้ประเทศไทยได้พัฒนามาขั้นการมีกลุ่มวิชาชีพต่างๆ เพื่อที่จะทำให้กฎหมายถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็ยึดถือหลักการนี้ โดยวิธีการ คือ การให้กลุ่ม 20 วิชาชีพเลือกไขว้กัน แต่จากการพิสูจน์ทางวิชาการไม่ปรากฏว่า มีระบบดังกล่าวใช้อยู่ในประเทศใดบ้าง แต่เคยมีการสรรหา หรือ การเลือกองค์กรในประเทศไทย ที่ให้กลุ่มวิชาชีพเลือกผู้แทนของตนเอง ผลคือ มีการสร้างบล็อกโหวตขึ้นมา ถือว่าไม่ได้ผลอย่างเต็มที่ในการจะมีตัวแทนกลุ่มวิชาชีพอย่างแท้จริง สนช.จึงเกรงว่า การที่จะรีบด่วนใช้กระบวนการสรรหาส.ว.แบบไขว้กัน จะเป็นการเลือกเร็วเกินไปหรือไม่ หรือ เป็นการไปทดลองโดยที่ยังไม่มั่นใจหรือไม่ เพราะฉะนั้น สนช.จึงเห็นว่าการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่ใช้มานั้น ถือว่าเป็นระบบที่มีจุดอ่อนและข้อเสียน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับระบบแต่งตั้ง และระบบเลือกตั้ง เพราะระบบเลือกตั้งโดยตรง จะไปซ้ำซ้อนกับการเลือก ส.ส.”ประธานสนช.กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม เสนอให้มีการเลือกส.ว.สรรหาทั้งหมด ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี หลักเกณฑ์ที่คิดว่าเหมาะสมในช่วงเวลานั้นคืออะไร นายพรเพชร กล่าวว่า ได้พูดไปแล้วว่า หลักการที่จะมีส.ว.นั้นเพื่ออะไร และควรมาจากกลุ่มบุคคลใดก็ชัดเจนแล้วและเมื่อกรธ.เสนอให้ใช่วิธีเลือกไขว้ สนช.ก็มองเห็นว่าจะเกิดปัญหาหลายอย่าง ถ้าให้วิเคราะห์กันจริง ๆ คงต้องพูดกันยาว ตนจึงได้เสนอให้นายมีชัยใช้ระบบสรรหาดีกว่า
เมื่อถามว่าหากใช้ระบบสรรหาจะทำอย่างไร ไม่ให้ถูกครหาว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ นายพรเพชร กล่าวว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนยันมาตลอดว่า ไม่มีการสืบทอดอำนาจ ดังนั้นจึงต้องดูต่อไป และในบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญนี้ ยังไม่เห็นเรื่องการสืบทอดอำนาจ แต่ยังสงสัยอยู่ที่บอกกันว่าให้พรรคการเมืองเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกฯ 3 รายชื่อ และการลงคะแนนด้วยบัตรใบเดียวแล้วมีผลการเลือกตั้งส.ส. 2 ประเภท ยังไม่เห็นว่า ไปเกี่ยวข้องกับการสืบทอดอำนาจของ คสช.อย่างไร และสนช.มีมติไม่เห็นด้วย เรื่องการเลือกตั้งบัตรใบเดียว รวมทั้งการให้พรรคการเมืองเสนอชื่อเป็นนายก ฯ

เมื่อถามอีกว่าหากป้องกันข้อครหาดังกล่าว บุคคลที่เป็นคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ควรจะไม่มีคนที่เป็นคสช.หรือไม่ นายพรเพชร กล่าวว่า ยังไม่ได้ดูเรื่องคณะกรรมการสรรหา ไม่อยากไปก้าวล่วง ไม่อยากชี้นำ เพราะมีกระบวนการต่าง ๆ อยู่แล้ว และกรธ.มีวิจารณญาณที่จะดูว่า คณะกรรมการสรรหาควรมาจากอะไรแน่นอนว่า ต้องระมัดระวังเรื่องการสืบทอดอำนาจอยู่แล้ว ยืนยันว่า บทบัญญัติทั้งหมดไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ ทุกอย่างคงต้องรอวันที่ 29 มีนาคมที่ร่างรัฐธรรมนูญสมบูรณ์จะออกมา ส่วนส.ว.สรรหาจะมีอดีตสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) มีโอกาสเข้าไปเป็นในส.ว.สรรหา.ในช่วงเปลี่ยนผ่านหรือไม่นั้น ต้องดูกฎเกณฑ์ให้ชัดเจนก่อน โดยสนช.มีจุดยืนว่า ระบบการสรรหา ถ้าออกแบบมาให้ถูกต้อง ก็จะเป็นระบบที่มีข้อเสียหายน้อยที่สุด

Advertisement

เมื่อถามว่าทำไมสนช.จึงเสนอให้ ส.ว.แก้วิกฤตได้ เพราะถ้ามาจากการสรรหาร จะเหมือนกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ(คปป.) หรือไม่ ประธานสนช. กล่าวว่า ไม่อยากอธิบายยาว แต่ถ้าถามว่าทำไมสนช.เสนอเช่นนั้น ต้องดูโจทย์ก่อนรัฐประหารปี 22557 มาเป็นตัวตั้ง เพราะขณะนั้นรัฐธรรมนูญเกิดทางตัน จึงเสนอให้ส.ว.น่าจะมีบทบาทเข้าไปแก้ไข ส่วนเรื่องคปป.นั้น ไม่มี และตนไม่รู้จัก เพราะเรื่องนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย