สภาฯถกแลนด์บริดจ์ ”กรณ์” ซัดขาดความโปร่งใส ไม่ตออบโจทย์คนใต้ ไม่คุ้มทุน เหตุ มาเลเซีย มีท่าเรือหลายแห่ง ฉะ “นายกฯลืม-ตอนนั้นยังไม่ได้คิดเรื่องนี้-จงใจที่จะปกปิด จึงไม่มีในนโยบาย เสนอทำ “เซาท์เทิร์น คอนเน็ค”สร้างมอเตอร์เวย์เชื่อมกรุงเทพฯ-นราธิวาส-มาเลย์ ยันไม่มีความเสี่ยงเท่าแลนด์บริดจ์ ’ภคมน’ แฉทุนใหญ่กว้านซื้อที่ดินรับแลนด์บริดจ์ แซะ เกือบตั้งชื่อเป็นอำเภอได้แล้ว เหน็บ ‘พิพัฒน์’ ยังรักคนใต้เหมือนช่วงหาเสียงหรือไม่ หลังยกเลิกภารกิจลงรับฟังความเห็นบ่อย ลั่น ต้องวางผลประโยชน์ส่วนตน-พวกพ้องก่อน แล้วกลับมาคิดจะพัฒนาภาคใต้
เมื่อเวลา 15.10 น.วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มี น.ส.มัลลิกา จิรพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯคนที่ 1 เป็นประธานพิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินการโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงโครงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) โดย นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้เสนอ และมีญัตติที่เกี่ยวเนื่อง รวมเป็น 5 ญัตติ โดยพิจารณาไปพร้อมกัน และลงมติร่วมกัน
นายกรณ์ อภิปรายว่า พวกเราในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชนควรที่จะมีโอกาสอย่างเต็มที่ในการที่จะร่วมศึกษาติดตามโครงการขนาดใหญ่หรือโครงการแลนด์บริดจ์นี้ เพราะที่ผ่านมาการนำเสนอโครงการโดยรัฐบาลขาดความโปร่งใสขาดแผนที่ชัดเจนและมีการนำเสนอบนสมมุติฐานที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าโครงการนี้เป็นโครงการเล็กๆคงไม่มีใครว่า แต่ด้วยขนาดของโครงการถือว่าเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจ็กต์ที่อาจจะใหญ่ที่สุดที่ประเทศไทยเคยดำเนินการมา เป็นโครงการที่มีความเสี่ยงสูง ที่อาจจะทำให้เกิดมหันตภัยกับระบบเศรษฐกิจสถานะทางการคลังของประเทศ ต่อระบบนิเวศน์ ต่อสิ่งแวดล้อมและต่อความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชน เพราะเมื่อเริ่มดำเนินก่อสร้างโครงการนี้แล้วจะเป็นภัยที่มีผลอย่างถาวร กู่ไม่กลับ และไม่มีวันที่จะแก้ได้
นายกรณ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าแปลกในที่นายกฯแถลงนโยบายต่อสภาฯ ไม่ได้มีการพูดถึงโครงการแลนด์บริดจ์เลยแม้แต่คำเดียว เป็นไปได้อย่างไรโครงการมูลค่าการลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท ทั้งๆที่ในนโยบายที่นายกฯแถลงไม่มีโครงการไหนที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินลงทุนมากกว่าโครงการนี้ ไม่มีโครงการไหนที่มีผลต่อภูมิศาสตร์ของประเทศ ภูมิรัฐศาสตร์ที่เกี่ยวโยงกับประเทศ และมีผลต่อชีวิตของพี่น้องประชาชนมากเท่าโครงการนี้ แต่ไม่ปรากฏว่ามีการเอ่ยถึงในคำแถลงนโยบายแม้แต่คำเดียว ตนก็นั่งคิดว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่พูดถึงโครงการนี้ มี 3 ความเป็นไปได้คือ 1.นายกฯลืม เพราะงานเยอะ 2.ตอนนั้นยังไม่ได้คิดเรื่องนี้ หรือ3.จงใจที่จะปกปิด เพราะไม่มีเหตุอื่นที่จะเป็นไปได้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้สังคมเคลือบแคลงใจและสส.ควรที่จะมีโอกาสเต็มที่ในการติดตามตรวจสอบแนวความคิดและการขับเคลื่อนโครงการนี้
“สาเหตุที่อยู่ดีกลายเป็นนโนยายเรือธง เป็นนโยบายที่มีความสำคัญนั้น จะอ้างว่าเป็นนโยบายที่หาเสียงมาก็ไม่ใช่ แม้พรรคภูมิใจไทยเคยพูดเรื่องนี้ในบางเวทีช่วงหาเสียง แต่ไม่เคยบรรจุในนโยบายหาเสียงที่ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สังคมจึงมีคำถามว่าเจตนาที่แท้จริงที่มีความพยายามอย่างที่สุดในการที่จะผลักดันขับเคลื่อนโครงการนี้คืออะไร โครงการนี้เป็นโครงการที่สุดท้ายแล้วเราต้องช่วยกันทำให้เป็นที่ยอมรับโดยพี่น้องประชาชนโดยรวมเพราะโครงการขนาดใหญ่อย่างนี้ถ้าไม่เป็นที่ยอมรับก็ขับเคลื่อนได้ยากจะไปยัดเหยียดให้พี่น้องประชาชนยอมรับหรือมัดมือชก เพื่อให้เขาต้องยอมรับยอมรับโครงการนี้นั้นไม่ได้ เหมือนอย่างที่พยายามทำกันมาที่จังหวัดชุมพรเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว มีการขึ้นป้ายอ้างว่าพี่น้องชาวชุมพรเห็นดีด้วยกับโครงการนี้ สุดท้ายก็ทำให้เกิดความแตกแยกกระแสตีกลับอย่างแรง จนเทศบาลต้องเอาป้ายเหล่านั้นลง จากนี้จะทำให้ชาวชุมพรยอมรับได้ก็คงยากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือเค้าขาดความไว้วางใจไปแล้ว”นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า สาระของโครงการแลนด์บิดคือโครงการที่จะสร้างเส้นทางการขนส่งสินค้าเพื่อที่จะมาทดแทนการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบมะละกา โดยรัฐบาลอ้างว่าโครงการนี้จะช่วยประหยัดเวลาและประหยัดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ ต้นอยากให้เห็นถึงสมมุติฐานหลักของโครงการนี้ว่าเป็นไปได้จริงหรือไม่ โดยปกติเรือที่ผ่านช่องแคบมะละกาจะใช้เวลาประมาณ 9 วัน ค่าเดินเรืออยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาทต่อวัน ส่วนใหญ่เป็นต้นทุนราคาน้ำมันและค่าเช่าเรือ สำหรับเรือที่บรรทุกตู้คาร์โก้ ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของโครงการแลนด์บิดและเป็นเรือที่วิ่งผ่านช่องแคบมะละกาเป็นหลักคือตู้คอนเทนเนอร์ประมาณ 20,000 ตู้ต่อเรือหรือที่เรียกว่า 20,000 หมื่นTEU คือต้นทุนในการเดินเรือ ณ ปัจุบัน เท่ากับ 90 ล้านบาท
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า การใช้แลนด์บริดจ์ กระทรวงคมนาคมบอกว่าจะทำให้ประหยัดเวลาได้สามถึงสี่วันโดยส่วนใหญ่ถ้าวัดตามเส้นทางจริงๆบริษัทเดินเรือบอกว่ายังเก่งคือ 2 วัง แต่ตนยกให้ 4วันเต็ม ซึ่งจะเหลือระยะเวลาเดินเรือ 5 วัน 5 วันคูณ 10 ล้านบาทต่อวันเท่ากับค่าเดินเรือเหลือ 50 ล้านบาทจาก 90 ล้านบาท แต่สิ่งที่ปรากฏคือค่าใช้จ่ายแซงจะทำที่จะต้องจ่ายให้กับโครงการแลนด์บริดจ์ รวมไปถึงค่าระวังรถไฟ ค่าขนตู้ขึ้นลงจากเรือ ค่าผ่านประตูท่าเรือทางรถไฟ และค่าขนตู้ขึ้นลงจากรถไฟรวมแล้วเท่ากับ220 ล้านบาทสำหรับ 20,000 ตู้คอนเทนเนอร์ ค่าใช้จ่ายโดยรวมในการขนสินค้า 20,000 ตู้คอนเทนเนอร์ผ่านช่องแคบมะละกาคือ 90 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายโดยรวมในการที่จะค้นผ่านแลนด์บริดจ์ของเราคือ 270 ล้านบาท
“ดังนั้นที่สมมุติฐานอ้างว่าบริษัทเดินเรือจะมาใช้โครงการนี้เพราะจะประหยัดเวลาประหยัดเงินมันเป็นไปไม่ได้แซงสุท้ายต้นทุนค่าใช้จ่ายของเขาจะสูงขึ้นถึง 180 ล้านบาท หากเขาเลือกที่จะขนสินค้ามาทางแลนด์บริดจ์ ในเรื่องของระยะเวลาที่เราสมมุติฐานไว้ว่าจะประหยัดเวลาได้สี่วันเอาเข้าจิงผมถามบริษัทเดินเรือทุกเจ้าพูดเสียงเดียวกันว่าสร้างมาก็ไม่ใช้เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ประหยัดเวลาด้วยสามัญสำนึกลองนึกภาพดูเรือต้องมารอคิวเพื่อที่จะเทียบท่า จะนั้นใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 วันในการที่จะขนตู้ เป็นเทนเนอร์ 20,000 ตู้ขึ้นไว้บนท่า แล้วต้องขนขึ้นทั้งหมดรถไฟซึ่ง 20,000 ตู้นั้นอาจต้องใช้รถไฟประมาณ 100 ขบวน นี่สมมุติว่าเรือมารอรับตรงเวลาพอดี ท่านเชื่อหรือว่าจะทำให้ประหยัดเวลา ส่วนค่าใช้จ่ายยั๊วะแสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ประหยัดแน่นอน
นาายกรณ์ กล่าาวว่า จริงๆแล้วในการที่เราจะพิจารณาลงทุนโครงการขนาดใหญ่ระดับนี้เราต้องมองรอบตัวเราด้วยว่ามีผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเราเขามีทางเลือกอื่นหรือไม่ซึ่งณปัจจุบันเขามีอยู่แล้วแซงจ์ใช้ช่องแคบมะละกาเก้าวันเขาสามารถที่จะไปผ่านช่องแคบซุนดา 11 วันและช่องแคบลอมบอก รวมทั้งประเทศมาเลเซียเค้าก็มีการดำเนินโครงการเสมือนกับโครงการแลนด์บิดของเราแต่เค้าทำเกือบเสร็จแล้วต้นปี 72 มีแผนที่จะเปิดใช้แล้ว และมี 2 ท่าเรือน้ำลึกที่เปิดใช้อยู่ คือท่าเรือกวนตันอยู่ฝั่งอ่าวไทย และท่าเรือกลังที่อยู่ฝั่งอันดามัน สิ่งที่เขาทำเพิ่มเติมคือเส้นทางรถไฟเชื่อมสองห้าดังกล่าวและเส้นทางรถไฟขึ้นมาเชื่อมต่อเกือบถึงจังหวัดนราธิวาสของประเทศไทย เพราะฉะนั้นทางเลือกให้กับผู้ประกอบการและบริษัทขนส่งบริษัทเดินเรือมีนอกเหนือจากเส้นทางทางทะเลอื่นๆก็ยังมีเส้นทางทางบกในรูปแบบของแรงบิดที่ประเทศเพื่อนบ้านเราได้ลงทุนเสร็จแล้วแซงนะตอนนี้ประมาณ 90 กว่าเปอร์เซนต์ จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องตั้งสติให้ดีว่าสิ่งที่เราคิดจะทำนั้นมีความคุ้มค่าจริงๆหรือไม่และเมื่อเราสรุปว่าแนวโน้มโอกาสที่ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจทางด้านอื่นๆก็ไม่ต้องพูดถึง
นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ถ้าแลนด์บริดจ์ไม่ตอบโจทย์ในการพัฒนาให้กับพี่น้องประชาชนจับใต้ มีแนวความคิดและข้อเสนออื่นหรือไม่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เราเรียกแผนที่ว่า เซาท์เทิร์น คอนเน็ค (Southern Connect) เรากำลังบอกว่าการพัฒนาภาคใต้เราเห็นด้วยกับรัฐบาลในประเด็นหนึ่งคือต้องพัฒนาด้วยการสร้างเส้นทางคมนาคม เพื่อที่จะทำให้โอกาสของคนใต้มีมากขึ้นในทุกภาค ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวอุตสาหกรรมหรือการเกษตร หลักๆ เซาท์เทิร์น คอนเน็ค หมายถึงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ที่จะเชื่อมระหว่างกรุงเทพฯยาวลงไปถึงนราธิวาส พี่น้องชาวใต้ทุกจังหวัดจะได้ประโยชน์จากมอเตอร์เวย์เส้นนี้ นอกเหนือจากนั้นจะมีการสร้างเส้นทางรถไฟทางคู่ ที่เราได้มีการริเริ่มไว้ตั้งแต่สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีตอนนี้วิ่งไปถึงชุมพรแล้วควรจะต้องเชื่อมต่อไปถึงมาเลเซียและรถไฟทางคู่สายใต้ต้องเป็นรถไฟที่เป็นรางไฟฟ้าทั้งหมดแค่ 2 โครงการหลักนี้ใช้เงินประมาณไม่ถึง 7แสนล้านบาท ในแง่ของความคุ้มค่าเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ในแง่ความเสี่ยงก็ไม่มีเมื่อเทียบกับแลนด์บริดจ์ ร่วมทั้งในแง่ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและความมั่นคง ซึ่งควรจะเป็นโครงการที่ได้รับการพิจารณามากกว่าข้อเสนอในเรื่องที่ขาดความชัดเจนและความโปร่งใส อยู่บนสมมุติฐานที่เป็นไปไม่ได้
“นี่คือสาเหตุที่ตนเสนอญัตติด่วนให้ตั้ง กมธ.ฯ เพื่อให้พวกเราได้พิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อที่จะค้นหาข้อเท็จจริงเรื่องนี้เพิ่มเติมอยู่แล้วจึงขอให้สภาแห่งนี้มีโอกาสทำงานคู่ขนานกับคณะกรรมการชุดนั้นอย่างไรก็ต้องมีการเรียกหน่วยงานและว่าจ้างที่ปรึกษาเพิ่มเติมเพื่อที่จะหาข้อมูลให้กับรัฐบาลจึงขอให้สส.มีโอกาสได้ร่วมคิดร่วมรับรู้และนำเสนอมุมมองของเราให้กับรัฐบาลเพื่อนำไปพิจารณาก่อนที่จะตัดสินใจในโครงการที่จะเปลี่ยนโฉมประเทศ และหวังว่าจะไม่เปลี่ยนโฉมประเทศในทางที่เป็นภัยต่อบ้านเมือง”นายกรณ์ กล่าว
จากนั้น น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน เสนอญัติว่า การพัฒนาภาคใต้ถูกนำเสนอผ่านโครงการแลนด์บริดจ์ ถูกนำเสนอมาแล้วต่อเนื่องผ่านนายกรัฐมนตรี 3 คน แต่หากจะพูดกันอย่างตรงไปตรงมานโยบายแลนด์บริดจ์ เป็นนโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2562 และรอบนี้พรรคภูมิใจไทยเข้ามามีอำนาจบริหารเต็มที่ ก็ดูเหมือนจะเดินหน้าและมีท่าทางว่าจะเอาจริง แต่ยืนยันอีกครั้งว่าตนไม่ได้ขวางการพัฒนาภาคใต้ แต่เพื่อให้ประชาชนจับอาการพยายามแรงกล้าของรัฐบาลที่จะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ทั้งที่มีเสียงทักท้วงทุกแวดวง ประชาชนจำเป็นต้องรู้ทันว่าแท้จริงแล้วรัฐบาลต้องการอะไรกันแน่ ทุกครั้งที่รัฐบาลพยายามสื่อสารเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์อยู่เสมอว่าโครงการนี้จะเป็นโอกาสสร้างเงินสร้างรายได้ของพี่น้องประชาชนในภาคใต้ และเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจตัวใหม่ ยอมรับว่าโครงการดังกล่าวถูกเส้นคนใต้ เพราะภาคใต้ต้องการเครื่องจักรทางเศรษฐกิจตัวใหม่จริง ตนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า รัฐบาลไม่เคยพูดให้ชัดว่าก่อนที่จะมีโครงการดังกล่าวต้องมีกฎหมายพิเศษหรือพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor หรือ SEC) ก่อน โดยพ.ร.บ.SEC จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งมีอำนาจแบบรัฐเหนือรัฐ สามารถอนุมัติ อนุญาตและยกเว้นกฎหมายปกติได้อย่างน้อย 16 ฉบับ รวมถึงสามารถอนุมัติ อนุญาตสัมปทานที่ดินให้กับต่างชาติได้ชั่วลูกชั่วหลานถึง 99 ปี แม้วันนี้รัฐบาลจะบอกว่าปรับปรุงและแก้ไขแล้วเหลือเพียงแค่ 50 ปี แต่คณะกรรมการชุดนี้สุดท้ายแล้วท่านก็สามารถที่จะแก้ไขต่อสัญญาเพิ่มเติมได้อีก 49 ปีซึ่งรวมเป็น 99 ปีอยู่ดี นอกจากนี้ ยังเปิดทางให้แรงงานข้ามชาติเข้ามาประกอบอาชีพที่เคยถูกสงวนไว้ให้กับคนไทยได้อีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกพูดถึงและนี่ก็เป็นความจริงที่ถูกซ่อนเอาไว้ภายใต้คำโฆษณา หากมีโครงการแลนด์บริดจ์ งานและรายได้เหล่านี้จะตกเป็นของใคร คนไทยในพื้นที่ หรือทุนใหญ่หรือทุนต่างชาติ
น.ส.ภคมน กล่าวด้วยว่า เมื่อมีทุนใหญ่เข้ามา แน่นอนว่าตัวเลขจีดีพีก็พุ่งสูงขึ้น รัฐบาลก็จะพูดได้ว่าเป็นผลงานของรัฐบาล แต่เม็ดเงินจริงๆ แล้วมันเข้ากับกระเป๋าใคร เมื่อสู้ทุนใหญ่ไม่ได้ประชาชนในพื้นที่ก็จะถูกผลักให้เป็นพลเมืองชั้นสองเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หากท่านนึกไม่ออก จำไม่ได้หลงลืมไปแล้ว จะมีเพื่อนสมาชิกมาพูดให้ฟังถึงความล้มเหลวของโครงการ EEC
“หากเป็นคนอื่นที่ตั้งท่าจะผลักดันกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้ต่างชาติขนาดนี้ท่านคงกล่าวหาเขาได้ว่าเป็นโครงการขายชาติ โครงการไม่รักชาติ แต่เมื่อถูกผลักดันโดยคนรักชาติเอง จึงไม่เป็นไร ท่านไม่รักให้ตลอด ท่านรักเป็นเรื่องๆ คำถามต่อมาสัปดาห์ที่ผ่านมาในพื้นที่จังหวัดชุมพรและจังหวัดระนองก็มีการกว้านซื้อที่ดินอย่างหนักจากนายทุนเพียงเจ้าเดียว ซึ่งเรื่องนี้ดิฉันได้เปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว และได้เรียกร้องให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงไปในพื้นที่เพื่อที่ท่านจะได้ทราบว่านายทุนที่ดิฉันบอกว่ากว้านซื้อที่ดินที่เขาเรียกกันว่าอาม่านั้น แท้จริงแล้วเป็นอาม่าไหน“ น.ส.ภคมน กล่าว
น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า เมื่อตอนเปิดไปว่าเป็นอาม่า ท่านก็ตกใจขวัญอ่อนเอาอาม่ามารีน หรือ บริษัท อาม่า มารีน จำกัด (มหาชน) บริษัทของน้องชายท่านมาแถลงว่าไม่เกี่ยวข้อง คนเค้าขำกันทั่วเมือง เพราะคนละอาม่า แทนที่นายพิพัฒน์จะสวมบทบาทรัฐมนตรีปกป้องทรัพยากรของชาติ แต่ท่านกลับสวมบทบาทนายทุนปกป้องสมบัติของตัวเอง และจากการที่ตนลงพื้นที่พบว่าลักษณะการซื้อที่ดินของนายทุนคนนี้เขาสามารถคำนวณได้เลยว่า พื้นที่ตรงนี้หาก SEC ผ่านมันจะถูกแปลงเป็นอะไร และลักษณะการซื้อที่ดินเขาจะจัดซื้อที่ดินห่างจากที่ดินที่ถูกเวนคืนประมาณ 200 เมตร ซื้อหมดไม่สนว่า มีโฉนดหรือไม่มีโฉนดแล้วบอกกับชาวบ้านว่าเขาสามารถไปออกโฉนดได้ และพื้นที่สำคัญที่เขาซื้อไปแล้วคือพื้นที่แหลมริ่ว พื้นที่หลังท่าที่เรารู้ดีว่าจะเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมที่สำคัญ และมีมูลค่าสูงมากหากมีท่าเรือเกิดขึ้น ขณะนี้อาม่าซื้อภูเขาริ่วไปแล้วทั้งลูกตั้งแต่หน้าหาด ขึ้นภูเขา ทะลุไปออกถนนใหญ่ แม้ว่าชาวบ้านบางคนเขาจะไม่อยากขาย แต่สุดท้ายเขาก็ถูกบีบให้ต้องขาย ซึ่งเมื่อขายแล้วอาม่าก็ใจดีไม่ไล่ประชาชนออกจากพื้นที่ แต่ให้ประชาชนเช่าที่ตัวเองปีละ 5 หมื่นบาท หักตั้งแต่ตอนซื้อเลย แม้ว่ากฎหมายจะยังไม่ถูกบังคับใช้แต่นายทุนกับเดินเกมล่วงหน้าไปแล้ว แถมยังทำเงินได้อีกด้วย
น.ส.ภคมน กล่าวอีกว่า นายทุนเจ้านี้เขาครอบครองที่ดินชนิดที่ว่าประชาชนในพื้นที่เขาแซวกันว่าอำเภอนี้จะสามารถเปลี่ยนชื่อเป็นนายทุนคนนี้ได้แล้ว มันมากพอหรือยังที่รัฐบาลจะต้องลงไปตรวจสอบท่านจำเป็นต้องไปตรวจสอบหรือไม่ว่า การซื้อที่ดินที่ไม่มีโฉนดแล้วไปบอกว่าสามารถออกโฉนดได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานใดบ้างที่อำนวยความสะดวกอยู่ แม้ว่าท่านจะได้ยินข้อมูลของตนแล้วบอกว่าเป็นการลงทุนปกติของนักธุรกิจ แต่ตนเชื่อว่าไม่มีรัฐบาลที่ไหนปล่อยให้นายทุนเจ้าเดียวกว้างซื้อที่ดินเกือบทั้งอำเภอ ขออย่าเมินเฉยแล้ว ปล่อยให้ประชาชนเขาจำได้ว่าครั้งหนึ่งในรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจากที่เขาเคยหากินบนที่ดินของตัวเอง แต่วันนี้ถูกบีบให้ต้องขายแล้วต้องเช่าที่ดินตัวเอง และตนไม่เชื่อเด็ดขาดว่าคนที่เป็นนายทุนใหญ่จะไม่ได้รับสัญญาณจากผู้ที่มีอำนาจ มาว่าการลงทุนหมื่นล้าน พันล้านบาทนั้นจะได้รับกำไรที่มีมูลค่าสูงกลับมา
น.ส.ภคมน กล่าวด้วยว่า ดังนั้น ตนคิดว่า วันนี้รัฐบาลอาจจะกำลังแบ่งรับแบ่งสู้กับโครงการนี้ เพราะท่านรู้ดีว่านี่คือการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญของรัฐบาลภูมิใจไทย และคณะกรรมการศึกษาของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จากไฟเขียวหรือหาทางลง ก็ขอให้ตัดสินใจดีๆ แต่ขณะนี้ตนอยากทราบว่า นายพิพัฒน์ยังยืนกรานเสียงแข็งที่จะผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์หรือไม่ ท่านยังรักคนใต้เหมือนที่รักในช่วงหาเสียงหรือไม่ เพราะช่วงหลังมานี้ท่านยกเลิกภารกิจที่จะลงไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์บ่อย และล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรก็ถูกเลื่อนออกไป มีประชาชนในพื้นที่เขาเฝ้ารอที่จะสะท้อนปัญหาและถามถึงความชัดเจนของโครงการดังกล่าวก็ไม่ได้ถาม
น.ส.ภคมน กล่าวด้วยว่า สุดท้ายตนคิดว่า การที่จะเผชิญหน้ารับฟังความคิดเห็นของประชาชนมีความจำเป็นในฐานะผู้บริหารประเทศนี้ นอกจากนี้ประเด็นที่ต้องถามว่าขณะนี้รัฐบาลทำอะไรอยู่กันแน่ เพราะมีประชาชนตั้งข้อสังเกต ตนได้ลงพื้นที่ไปรับฟังด้วยหูของตัวเอง วันนี้รัฐบาลกำลังเล่นแร่แปรธาตุ ซอยโครงการรับฟังความคิดเห็นในโครงการแลนด์บริดจ์หรือไม่ ท่านกำลังต่อจิ๊กซอว์ย่อยโครงการรับฟังความคิดเห็นหรือไม่ เพราะเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมาเรื่องการก่อสร้างทางรถไฟราง 1.43 เมตรชุมพร-ระนอง ซึ่งอยู่ในเขตโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ท่านไม่ได้ใส่คำว่าแลนด์บริดจ์ลงไป ในชื่อโครงการและใช้วิธีเดียวกับโครงการสร้างถนน MR8 มอเตอร์เวย์ชุมพรระนอง ให้ชาวบ้านไปเซ็นหลังเอกสารสุดท้ายเพื่อรับโครงการถนนสี่เลน โดยไม่บอกว่ามอเตอร์เวย์นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งที่การพูดถึงผลกระทบต้องพูดถึงภาพใหญ่ทั้งหมด
“หรือเพราะท่านรู้ว่าแลนด์บริดจ์เป็นยาขมที่หากพูดออกไปประชาชนจะออกมาคัดค้าน ท่านจึงเอาความฝันของการอยากมีถนนหนทางของประชาชน เอาเรื่องอยากมีรถไฟเชื่อมต่อระหว่างเมืองและชนบทของประชาชนใช้เล่นกลในการสอบถามพวกเขาเช่นนั้น เมื่อท่านไปถามแยกย่อยเช่นนั้น ประชาชนก็บอกว่ากระทบไม่เยอะ รู้ตัวอีกทีท่านต่อจิ๊กซอว์เสร็จเป็นภาพใหญ่เรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านยอมรับโครงการไปโดยที่ไม่รู้ตัวแล้ว“ น.ส.ภคมน กล่าว
น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ หากเริ่มต้นเช่นนี้การพัฒนาในแบบที่รัฐบาลกำลังจะทำจะผลิดอกออกกำไรให้กับประชาชนได้ตรงไหน ตนคิดว่าวันนี้รัฐบาลต้องวางมูลค่าผลประโยชน์ที่ท่านคำนวณเอาไว้ลงกล่อง แล้วกลับมาที่โจทย์ตามญัตติของตนที่เสนอว่าการพัฒนาภาคใต้ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนความจำเป็นเช่นไร หากเราคิดกันโดยปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน ตนคิดว่าเราจะมีตัวเลือกที่เป็นโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนได้ วันนี้หน้าที่ของรัฐบาลไม่ใช่การไปคุยกับนายทุนแล้วเอาโครงการใหญ่มายัดเยียดให้กับประชาชน แต่ท่านต้องสร้างบรรยากาศให้เกิดบทสนทนาในรูปแบบใหม่ๆ โดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง
น.ส.ภคมน กล่าวด้วยว่า ตนรู้สึกเสียดายเสียโอกาสแทนคนใต้มากๆ เราเสียเวลาในการจินตนาการกับเรื่องแลนด์บริดจ์มากเกินไป นานจนไม่มีจิตใจที่จะจินตนาการถึงการพัฒนาในแบบอื่นเลย ทั้งที่พื้นที่ภาคใต้มีความอุดมสมบูรณ์ มีทรัพยากรที่หลากหลาย มีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดและสร้างมูลค่าได้มหาศาล มีทรัพยากรที่จะสร้างพลังงานสะอาดได้ หรือรัฐบาลไม่ต้องรอลงทุนตูมเดียวกับแลนด์บริดจ์ ท่านค่อยๆ ทำไป ท่านไปปรับปรุงเรื่องท่าเรือระนองและยกระดับให้เป็นประตูทางการค้าทางฝั่งทะเลอันดามันไปสู่เมียนมาร์และเอเชียใต้ได้ ท่านยกระดับจังหวัดข้างเคียงจังหวัดระนองคู่ขนานกับการผลักดันโครงการท่าเรือระนอง พัฒนาโครงการท่าเรือสงขลาใหม่และยกระดับเป็นศูนย์กลางขนส่งภาคใต้ตอนล่าง ยกระดับเส้นทางรถไฟรางคู่ ที่รัฐมีโครงการจะทำอยู่แล้วเชื่อมท่าเรือปีนังกับหาดใหญ่-สงขลาด้วยทางราง เชื่อมโยงเส้นทางขนส่งสินค้าผ่านแดนไปยังฝั่งมาเลเซีย เชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ให้ครบทั้งทางเรือ ทางราง ทางรถยนต์
น.ส.ภคมน กล่าวอีกว่า วันนี้รัฐบาลต้องวางผลประโยชน์ส่วนตน ส่วนพวกพ้องไว้ก่อน แล้วกลับมาที่คำถามสำคัญที่สุดคือเราจะพัฒนาภาคใต้อย่างไรให้คนใต้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน การพัฒนาที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขการลงทุนหรือเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ ภาคใต้เราไม่ได้ขาดโปรเจกต์ขนาดใหญ่ แต่ต้องทำให้ประชาชนในพื้นที่มีงานที่มั่นคง มีรายได้ที่เป็นธรรม มีที่ดินทำกิน มีสิทธิในการกำหนดอนาคตบ้านของตัวเอง และลูกหลานมีโอกาสเติบโตในบ้านเกิดได้อย่างมีศักดิ์ศรี รัฐควรสร้างพื้นที่ให้เกิดพูดคุยกันกับประชาชน เพื่อให้เห็นอนาคตร่วมกัน ไม่ใช่หนีหน้าประชาชน เลี่ยงคำพูดไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ปล่อยให้การพัฒนาถูกผูกขาดอยู่กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ขณะที่ประชาชนได้รับเพียงเศษเสี้ยวของผลประโยชน์ แต่ต้องแบกรับผลกระทบทั้งหมด
”สุดท้ายอาจมีคนบอกว่าพวกดิฉันไม่เคยบริหาร ทำงานไม่เป็น แต่ถ้าการทำงานเป็นคือการทำให้ผลประโยชน์ตัวเองงอกเงย ดิฉันก็ภูมิใจที่ยืนข้างประชาชน หลังจากนี้ หัวหน้าพรรคประชาชนจะขึ้นมาฉายภาพให้เห็นว่า การพัฒนาที่ประชาชนได้ประโยชน์จริง หน้าตาควรเป็นอย่างไร แล้วสังคมจะได้ร่วมกันพิสูจน์ว่า วิธีคิดแบบไหนคือการทำงานเป็นและทำงานเพื่อประเทศโยชน์ของประเทศจริงๆ“ น.ส.ภคมน กล่าว

