สาทิตย์ ซัดแลนด์บริดจ์เอื้อแค่บางพื้นที่ หวั่นซ้ำรอย EEC กระทบสิ่งแวดล้อม-วิถีชุมชน จี้ตั้ง กมธ.วิสามัญ เปิดทางประชาชนมีส่วนร่วมดักคอ ส.ส.ปักษ์ใต้ หากไม่ให้ตั้งกมธ.ต้องตอบให้ได้ปิดหู ปิดตา คนบ้านเดียวกันทำไม
เมื่อวันที่ 28 พฤาภาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มี น.ส.มัลลิกา จิรพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯคนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินการโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงโครงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์)
ขณะที่ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เสนอญัตติว่า ตนตั้งใจให้เป็นญัตติคู่กับเรื่องแลนด์บริดจ์ เพราะปัจจุบันมีความพยายามมุ่งให้ข้อมูลเพียงด้านเดียว โดยหว่านล้อมชี้นำให้ประชาชนโดยเฉพาะภาคใต้ ให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังนำความเจริญไปสู่ส่วนภูมิภาค แต่ปกปิดข้อเท็จจริงบางส่วนที่ประชาชนสมควรจะได้รับ อาทิ การพัฒนาแลนด์บริดจ์เป็นการกระทำเฉพาะพื้นที่ ได้ประโยชน์เฉพาะบางกลุ่มบางพวกเท่านั้น และเป็นการพัฒนาที่ฉีกทิ้งภาคใต้ให้แยกออกเป็นส่วน ๆ
เนื่องจากมีแค่ 4 จังหวัดที่อยู่ในโครงการนี้ คือ ระนอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ขณะที่ภาคใต้มี 14 จังหวัด รวมถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย ประชากรกว่า 14 ล้านคนจะต้องได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ โดยที่ไม่ได้รับประโยชน์อะไร ตนจึงตั้งใจเสนอญัตตินี้เสนอแนวคิดพัฒนาภาคใต้ให้ได้ประโยชน์ทั้ง 14 จังหวัด ด้วยการเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งด้วยเงินลงทุนในขนาดประมาณที่เท่ากัน คือ เซาท์เทิร์น คอนเนค เชื่อมใต้เชื่อมโลกที่สอดคล้องกับโครงสร้างของเศรษฐกิจภาคใต้อีกด้วย
นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตนไม่ได้เสนอแนวคิดนี้เพียงเพราะเป็น ส.ส.ภาคใต้ แต่เป็นคนปักษ์ใต้ และเกิดที่ภาคใต้ มีญาติพี่น้อง คนรู้จัก เพื่อนฝูงญาติมิตรทั้ง 14 จังหวัด กังวลว่า โครงการลงทุนขนาดใหญ่ขนาดนี้ที่กระทบกับสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตของคนชุมชน หากไม่มีการศึกษาที่ละเอียดรอบคอบรอบด้าน ฟังเสียงประชาชนไม่เพียงพอ เป็นโครงการที่คิดจากคนข้างบนเพียงไม่กี่คน ละเลยเสียงของชาวบ้านระดับฐานรากที่สุดแล้วโครงการอย่างนี้จะบดขยี้วิถีชีวิตของคนภาคใต้
นายสาทิตย์ กล่าวว่า แลนด์บริดจ์ไม่ใช่แนวความคิดใหม่ แต่เป็นความคิดเก่าที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2528 คู่กับแนวคิดที่จะพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ที่ทำไปแล้ว จนนำไปสู่พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษในภาคตะวันออก(EEC) ที่ขณะนี้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และวิถีชุมชนอย่างมหาศาล ชาวภาคใต้ต่างกังวลว่าหากทำแลนด์บริดจ์แล้วจะมีลัษณะใกล้เคียงกับ EEC ทำลายทรัพยากรวิถีชีวิตชุมชนอย่างที่เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ภาครัฐไม่เคยให้ โครงการนี้มุ่งลงทุนขนาดใหญ่ ดึงดูดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ละเลยประชาชนตัวเล็ก ตัวน้อย ที่อยู่ในภาคเกษตรกร ภาคแรงงาน ว่าจะมีวิถีชีวิตต่อไปอย่างไร บางคนบอกว่าเป็นโครงการคิดต่อจากโครงการ “ขุดคลองคอดกะ” ด้วยซ้ำ แต่เมื่อโครงการล้มเหลว และมีการหากินของหลายฝ่าย เลยมีการหยิบโครงการนี้ขึ้นมา
นายสาทิตย์ กล่าวว่า นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีเคยแถลงว่า เนื่องจากผลการศึกษาจัดทำขึ้นภายใต้บริบทโลกในรูปแบบเก่า แตกต่างจากสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะประเด็นภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่มีความตึงเครียดสูงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นการทำแลนด์บริดจ์จึงไม่ใช่แค่โครงการก่อสร้างท่าเรือ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ช่วยไทยสามารถยืนบนลำแข้งของตนเองได้อย่างมั่นคง ซึ่งมีเหตุผลที่ฟังได้เท่านี้ แต่ตนแปลกใจว่า แนวคิดนี้มาได้อย่างไร หากบอกว่าภูมิรัฐศาสตร์โลกเกิดความตึงเครียด เช่นช่องแคบฮอร์มุซ เพราะเป็นทางผ่านของการขนส่งสินค้าหลายชาติ แล้วแลนด์บริดจ์จะไม่มีสภาพที่ใกล้เคียง ทำให้เกิดปัญหาความมั่นคงในภูมิภาคหรือความตึงเครียดเพิ่มขึ้นหรืออย่างไร
นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า อีกทั้งยังอ้างตัวเลขขนส่งหรือคาร์โก้ ผลตอบแทนดูเหมือนอยู่ในระดับหนึ่ง แต่มองภาพรวมเรื่องความสะดวกรวดเร็วมั่นคง โดยเฉพาะการชูจุดขายเรื่องความมั่นคงทางอาหาร จะพบว่าไทยได้เปรียบอย่างมหาศาล เท่านี้ก็ยิ่งงงไปใหญ่ เพราะแลนด์บริดจ์ที่พูดถึง คือการทำท่าเรือขนส่งสินค้าสองข้าง แล้วยกขึ้นมาบนบกเพื่อขนไปอีกข้างหนึ่ง โดยไม่ต้องไปทางช่องแคบมะละกา ความมั่นคงทางอาหารจึงเหมือนกับเป็นความล่องลอยอยู่ในอากาศ จากผลการศึกษาที่มีอยู่ในเรื่องนี้ไม่ว่าจากสนข. หรือสภาพัฒฯ ที่ทำร่วมกับจุฬาลงกรณ์ ไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนจึงไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ท่านพูดเอามาจากไหน จึงมีความสับสนเป็นอย่างยิ่ง
“ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ แม้ท่าทีฝ่ายรัฐบาลบอกว่าไม่จำเป็น ผมถือว่านี่คือการปิดหู ปิดตา ประชาชน จะบอกว่ารัฐบาลตั้งคณะทำงานแล้ว มีปลัดกระทรวงนั้น กระทรวงนี้ แล้วชาวบ้านในพื้นที่อยู่ไหน ทำไมถึงไม่มีส่วนร่วมเข้าไปรับรู้กับโครงการที่จะกระทบต่อวิถีชีวิตของเขา คิดกลุ่มคนเดียวข้างบน บังคับคนข้างล่างไม่ได้ มันต้องมีส่วนร่วมของคนข้างล่างด้วย คือ ส.ส.ในสภานี้ ส.ส.ปักษ์ใต้คนไหนถ้ามีความเห็นว่าไม่ต้องตั้งกมธ.วิสามัญ ต้องตอบกับเราด้วยว่าปิดหู ปิดตา คนบ้านเราทำไม” นายสาทิตย์ กล่าว

