หน้าแรก การเมือง สส.ระนอง ภท. ...

สส.ระนอง ภท. หนุน แลนด์บริดจ์ โอกาสสร้างงาน 2.8 แสนราย ทวี หวั่นซ้ำรอย EEC แนะระวังกลุ่มทุนกว้านซื้อที่

28.05.26 | 18:21 น.

“คงกฤษ” หนุน”แลนด์บริดจ์” ชี้ เป็นโอกาสสำคัญพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ สร้างงานกว่า 2.8 แสนตำแหน่ง ย้ำรัฐรับฟังเสียงประชาชน ดูแลผลกระทบสิ่งแวดล้อม ‘ทวี’ จี้รัฐ ตั้ง กมธ.ตรวจสอบข้อมูลแลนด์บริดจ์ หวั่นซ้ำรอยบทเรียนราคาแพง EEC เตือนรัฐบาลอย่าใช้ จินตนาการบริหารประเทศ แนะเฝ้าระวังกลุ่มทุนกว้านซื้อที่ดินนับล้านไร่

เมื่อเวลา 15.40 น. วันที่ 28 พฤษภาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินการโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงโครงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้เสนอ และมีญัตติที่เกี่ยวเนื่อง รวมเป็น 5 ญัตติ โดยพิจารณาไปพร้อมกัน และลงมติร่วมกัน


นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ส.ส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย เสนอญัตติว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ผลักดันนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมทุกภาค ซึ่งส.ส.พรรคภูมิใจไทยที่ได้รับเลือกจากพี่น้องภาคใต้นั้นเพราะเห็นถึงความตั้งใจของนายกฯ ที่พยายามผลักดันโครงสร้างพื้นฐานต่างๆที่คนใต้เสียโอกาสมานาน และวันนี้โอกาสของประชาชนที่เราได้เล็งเห็นคือจะทำอย่างไรในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย จึงมีโครงการแลนด์บริดจ์นี้เกิดขึ้น ซึ่งอาจจะจริงที่โครงการนี้มีการลงทุนมหาศาล แต่ไม่ใช่รัฐบาลเป็นผู้ลงทุน เราหานักลงทุนจากผู้ที่ให้ความสนใจหรือระบบ PPP ที่ตอบโจทย์ของประเทศไทยได้

นายคงกฤษ กล่าวอีกว่า การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบโลจิสติกส์ การแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ หรือการเชื่อมโยงของฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย มหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรอินเดีย เป็นสิ่งหนึ่งที่เราตอบได้ว่าเป็นการพัฒนาเรื่องของด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และวิถีของประชาชน ที่อนาคตจะได้รู้ว่าอนาคตของประเทศไทยนั้นเราจะพัฒนาด้านเศรษฐกิจตรงนี้ไปได้อย่างไรและมีความชัดเจนอย่างไร ซึ่งอาจมีบ้างที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือประชาชน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการแข่งขันการขนส่งสินค้าที่จะเกิดขึ้นของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีความห่วงใยของพี่น้องประชาชนในเรื่องของสิ่งแวดล้อมทั้งเกี่ยวกับระบบนิเวศ ชายฝั่ง ประมงการท่องเที่ยว หรือวิถีชีวิตของประชาชนในอาชีพ แต่หากมีมาตรการป้องกันและเยียวยาที่รอบคอบและเหมาะสม ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์กับประชาชนทั้งประเทศ และประชาชนในจังหวัดระนองและจังหวัดชุมพร รวมทั้งพี่น้องทั้งภาคใต้ด้วย จึงอยากให้ส.ส.ได้แสดงความคิดเห็นทั้งเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เพื่อทำให้มีการแก้ไขและทำให้ดีที่สุดเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

นายคงกฤษ กล่าวว่า โดยประเทศไทยมีจุดศูนย์กลางหรือตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า Geographic Location เป็นจุดเชื่อมทั้งสองฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทยที่สามารถตอบโจทย์ได้ว่ายุทธศาสตร์นี้สามารถควบคุมได้ทั้งหมด หากโครงการแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นได้จะเกิดสร้างงานสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ให้กับประชาชน โดยโครงการแลนด์บริดจ์ ทำแล้วมีอาชีพอุตสาหกรรมสีเขียว สินค้าแปรรูปทางการเกษตร สินค้าฮาลาล โลจิสติกส์ ท่องเที่ยวเมืองอัจฉริยะ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยังมีการคาดการณ์ว่าจะมีการจ้างงานถึง 280,000 ตำแหน่ง รวมถึงจะมีการอัพสกิล รีสกิล จึงเป็นโอกาสของประชาชนในพื้นที่

Advertisement

นายคงกฤษ กล่าวต่อว่า เสียงรับฟังที่ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยมีข้อแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ดีที่ความไม่เห็นด้วยและข้อต่างนี้ เราได้รับการสะท้อนมาทั้งเรื่องที่อยู่อาศัยของชาวบ้านหรือจำนวนประชาชนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เรื่องอาชีพและรายได้ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่สำคัญเกี่ยวกับประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ รวมถึงผลกระทบต่อผู้นำชุมชนที่อยู่ตามเกาะต่างๆ แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดระนอง และปัญหาหลักคือจะทำอย่างไรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ต้องตอบถึงความชัดเจน ความคุ้มค่าในการลงทุน การเยียวยา และการชดเชยให้มีความชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยพัฒนาได้แต่ต้องไม่ทำลายอนาคตของคนในพื้นที่

นายคงกฤษ กล่าวอีกว่า ในสภาฯ สมัยที่ผ่านมาตนนั่งอยู่ในชั้นกรรมาธิการในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว มีการตั้งคณะกรรมาธิการไว้แล้ว พวกเราได้ศึกษาเป็นเรื่องความคิดเห็น ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องของเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้าง แต่เป็นการรวบรวมปัญหาของประชาชนทั้งหมด ทั้งจังหวัดระนองและจังหวัดชุมพร เกี่ยวกับปัญหาต่างๆทั้งข้อเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตต่างๆ เรื่องนี้เราได้พิจารณาเมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้มติเห็นชอบว่าผลการศึกษานี้ได้ส่งให้คณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็เป็นห่วงประชาชนและได้ตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อน โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมการขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน และยังตั้งคณะอนุกรรมการอีก 3 อนุฯ รัฐบาลเรายังฟังเสียงของประชาชน ตั้งคณะกรรมการมาศึกษาแนวทางรับฟังความคิดเห็น

ต่อมา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เสนอญัตติว่า สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งเมื่อ 5 พฤษภาคม 2569 ให้มีคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือโครงการแลนด์บริดจ์ ทราบว่ามีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งหวังว่าโครงการนี้จะเป็นเสาหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและโอกาสของประเทศ ในฐานะของฝ่ายนิติบัญญัติตนมีการส่งเสริมสนับสนุนรวมถึงตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อให้การบริหารราชการของประเทศเกิดประโยชน์สูงสุดเนื่องจากเงินการก่อสร้างที่เป็นภาษีภาษีอากรแล้ว เรายังต้องเอาทรัพย์สมบัติของแผ่นดินไปใช้กับโครงการดังกล่าว ดังนั้นจำเป็นต้องให้เกิดความรอบคอบ

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนมีความเชื่อโดยส่วนตัวว่าอดีตต้องเป็นบทเรียน ปัจจุบันและอนาคตคือความรับผิดชอบ ประวัติศาสตร์เป็นสมบัติของชาวโลก คนที่ฉลาดต้องต้องใช้บทเรียนจากอดีต ชาติที่เจริญจะต้องประยุกต์ใช้ประวัติศาสตร์เพื่อประโยชน์ของประชาชน เราต้องยอมรับว่าการจะเชื่อม 2 ฝั่งมหาสมุทรคือ มหาสมุทรอินเดียหรือฝั่งอันดามัน กับ มหาสมุทรแปซิฟิกหรืออ่าวไทย มีมายาวนานแล้ว โดยเฉพาะในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่จะเชื่อม 2 ฝั่งทะเลโดยขุดคลอง และแนวคิดนั้นก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ จะเริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้นสมัยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือโครงการเซาท์เทิร์นซีบอร์ด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาภาคใต้ ต่อมาสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้สร้างทางหลวงสายกระบี่-ขนอม ซึ่งเป็นโครงการทางหลวงหมายเลข 44 ที่เรารู้จักกันถนนเซาท์เทิร์นซีบอร์ด ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกต์ในปี 2542 แล้วเสร็จในปี 2546 วัตถุประสงค์คือต้องการเชื่อมสินค้าและพลังงานฝั่งอันดามันที่กระบี่ และฝั่งอ่าวไทยที่นครศรีธรรมราช เป็นจุดเริ่มต้นของสะพานเศรษฐกิจ อันนี้ถือว่ามีแลนด์บริดจ์แล้ว

พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า แต่ตลอด 23 ปี มันไม่มีการต่อเนื่องจะเห็นว่าในเชิงพาณิชย์ก็เป็นบทเรียนราคาแพง และทราบว่าสมัยอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็พยายามอยากเชื่อมเช่นกันที่ท่าเรือ 2 แห่งคือ ปากบารากับ สงขลา จนมารัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ก็หยิบแลนด์บริดจ์ ขึ้นมาอีกครั้ง และมาจนรัฐบาลนี้ ซึ่งการพัฒนาเป็นเรื่องที่เราให้ความสนใจ แต่สิ่งที่ห่วงใยมากคือ อยากให้วิสัยทัศน์ไปสู่ความเป็นจริง ไม่อยากให้เป็นการขายฝัน เงิน 1 ล้านล้านบาท มันเป็นเงินมหาศาล ที่สำคัญพบว่าการศึกษาของรัฐบาลด้านเศรษฐศาสตร์กับของนักวิชาการจุฬาลงกรมณ์หาวิทยาลัย มีความแตกต่างสิ้นเชิงยกตัวอย่างค่าก่อสร้างของโครงการ ทางจุฬาฯ ใช้ประมาณ 5 แสนล้านบาท ส่วน สนข. ใช้กว่า 1 ล้านล้านบาท ขณะที่ผลอัตราต่อเศรษฐกิจของจุฬาฯ คือ 1.24 ของ สนข. 17.43 มันห่างกันอย่างสิ้นเชิง

พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า อัตราผลประโยชน์ต่อทุน หรือบีอีซี เลโช ของจุฬาฯ 0.22 แต่ของ สนข. 1.35 อัตราตอบแทนทางการเงินของจุฬาฯ ติดลบเกือบ 5% แต่ของ สนข. กำไร 8.63% ส่วนความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ของโครงการแลนด์บริดจ์ จุฬาฯ บอกไม่มีเลย แต่ของ สนข. บอกว่า 4-5% ความเป็นจริงที่รัฐบาลต้องตรวจสอบ การศึกษาของรัฐบาลโดยเฉพาะจาก สนข. เรามีบทเรียนมากมาย ทั้งเรื่องรถไฟความเร็วสูงที่ขณะนี้ยังไปไม่ถึงไหน หรือแม้แต่โครงการ EEC ที่เป็นรถไฟความเร็วสูง

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า คณะของนายเอกนิติที่ไปศึกษา 90 วันจะทำอะไร ซึ่งเวลาน้อยไป ตนจึงอยากบอกว่าไม่ควรนำผลบวกเชิงจินตนาการ ต้องอยู่บนหลักฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และควรจะเจรจากับคนใช้งานจริง โดยเฉพาะจากจีนหรือประเทศต่างๆที่จะมาลงทุน ไม่ใช่คิดขึ้นมาลอยๆ ขณะที่โครงการ EEC ยังมีโรงงานต่างๆ รองรับมากมาย แต่ SEC ยังไม่รู้ว่ามีอะไรบ้างเพราะเรายังไม่เตรียมตัวเรื่องนี้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของภัยเงียบ คือเรื่องของร่องน้ำ ที่อาจทำลายทรัพยากรที่เป็นคุณค่าของชีวิต เพราะจะต้องมีการเวนคืนที่ดิน ซึ่งรัฐบาลต้องดูว่ามีไอ้โม่งถือครองที่ดินด้วยหรือไม่ ตนไม่อยากพูดให้ใครเสียหายแต่คนที่ถือครองที่ดินมากกว่า 1000 ไร่ มีเพียง 130 คน รวมแล้วมีเนื้อที่เกือบ 3 ล้านไร่

“ผมไม่อยากให้เรื่องนี้ผิดซ้ำ โครงการรถไฟความเร็วสูงของ EEC ดังนั้นจึงควรรับฟังความเห็นจากนักวิชาการ รวมถึงควรมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญด้วยก็ดี” พ.ต.อ.ทวี กล่าว