อภิสิทธิ์ ชี้ 5 เหตุผลควรตั้งกมธ.วิสามัญแลนด์บริดจ์ ทั้งไม่คุ้มค่า-กระทบสิ่งแวดล้อม-ความมั่นคง หากทะเลจีนใต้กลายเป็นสมรภูมิขัดแย้ง ถามกลับประเทศไทยอยากเป็นแบบอิหร่านหรือ
เมื่อวันที่ 29 พ.ค.เวลา 10.35 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ เพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินการโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงโครงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ทั้ง 5 ญัตติ ต่อจากการประชุมเมื่อวันที่ 28 พฤาภาคมที่ผ่านมา ที่สมาชิกอภิปรายเสร็จแล้ว โดยเป็นการสรุปญัตติ ก่อนลงมติ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สรุปญัตติ ว่า ความจำเป็นอย่างยิ่งที่สภาจะต้องมีกลไกเข้ามาทำการศึกษา และติดตามในโครงการแลนด์บริดจ์ ปัญหาของโครงการแลนด์บริดจ์มีมูลค่ามากที่สุดโครงการหนึ่งในประวัติศาสตร์คือ 1 ล้านล้านบาท เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากมายาคติ ยั๊วะว่าประเทศไทยจะอาศัยลักษณะของภูมิประเทศ ที่มีส่วนที่แคบที่สุดของประเทศมาใช้ เพื่อประโยชน์ในการเข้าไปทดแทนช่องแคบมะละกา เป็นมายาคติซึ่งการศึกษาทุกการศึกษายกเว้นของ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.)ยอมรับว่าจะเกิดปัญหามากมาย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นหลักที่จะเกิดปัญหามี 5 ประเด็นคือ 1.ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ความเชื่อว่าการมาผ่านแลนด์บริดจ์ ซึ่งจะลดระยะเวลาของการเดินเรือจากการผ่านช่องแคบมะละกาประมาณ 4 วัน เป็นการประหยัดทั้งเวลา และเงินนั้นไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง เพราะไม่ได้คำนึงถึงกระบวนการของการขนของลงจากเรือขึ้นลงรถไฟทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งไม่ใช่การประหยัดเวลา ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
2.ยังไม่ได้มีการศึกษาอย่างละเอียดถึงผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อม หรือถ้ามีการศึกษาก็ได้ถูกโต้แย้งจากนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมด้วยเสียงเอกฉันท์ ซึ่งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นด้านสิ่งแวดล้อม และทุนทางวัฒนธรรมเป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่ว่าจะเป็นการตัดผ่านพื้นที่ ซึ่งเป็นมรดกโลกตัดผ่านพื้นที่ชุมน้ำ ส่งผลกระทบในเรื่องของบลูคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ ผลกระทบต่อสัตว์หน้าดิน โครงสร้างพื้นฐานสีเขียวที่มีอยู่โดยธรรมชาติ ทั้งหลายเหล่านี้เป็นต้นทุนที่สูงมาก และไม่ใช่แค่ส่งผลกระทบถาวร แต่หมายถึงการทำลายทุนของการที่พี่น้องในภาคใต้สามารถต่อยอดจากทรัพยากร
ทุนเหล่านี้ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชีวภาพ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และอื่น ๆ ล้วนแล้วแต่ได้รับการยอมรับว่าควรจะเป็นอนาคตของเศรษฐกิจไทย และถ้ามีการเปิดเส้นทางตรงนี้จริง การเดินเรือโดยเฉพาะในฝั่งอันดามันสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการทำลายศักยภาพการท่องเที่ยวของภาคใต้ ทั้งหมดหมู่เกาะที่มีชื่อเสียงระดับโลก แม้กระทั่งภูเก็ตก็อาจจะได้รับผลกระทบด้วย และหากเกิดอุบัติเหตุสักหนึ่งครั้งอะไรจะเกิดขึ้นกับทรัพยากรที่มีค่าที่สุดสำหรับภาคใต้ และพี่น้องประชาชนคนไทย
3.มายาคติที่ว่าเราจะไปทดแทนช่องแคบมะละกาแล้ว ยังมีมายาคติว่าถ้าไม่ ไม่มีโครงการนี้ หรือถ้าไม่มีโครงการเอสซีซี หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษในภาคใต้ แล้วพี่น้องชาวใต้จะไม่สามารถลืมตาอ้าปาก ไม่สามารถพัฒนา ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง เพื่อเป็นพื้นที่ซึ่งจะมีรายได้ดี และคุณภาพชีวิตที่ดีได้
“เรามาลองนึกภาพกันจริง ๆ ว่าถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นจากระนองถึงชุมพร ถามว่าพี่น้องอีก 10 กว่าจังหวัดในภาคใต้ได้อะไร พี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีปัญหาความยากจนมากที่สุดในประเทศไทยอยู่แล้ว จะมาใช้ประโยชน์ตรงนี้อย่างไร และไม่ต้องถึงจังหวัดใช้แดนภาคใต้จังหวัดใหญ่ ๆ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภาคใต้ไม่ว่าจะเป็น สงขลา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราชได้อะไรจากโครงการเหล่านี้ เพราะโครงการนี้เป็นเพียงแค่ทางผ่านสำหรับการขนสินค้าของชาวต่างชาติเป็นหลัก ถ้าจะมีคนได้ประโยชน์ก็มีผู้รับเหมากลับผู้ที่ไปกว้านซื้อที่ดินแล้วเก็งกำไร” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าาวอีกว่า เงิน 1 ล้านล้านบาท ถ้าเรามีความจริงใจที่จะทำให้ชีวิตของพี่น้องประชาชนคนใต้ดีขึ้นทำได้มากมาย โดยใช้เงินน้อยกว่านี้เราสามารถมีมอเตอร์เวย์ วิ่งจากกรุงเทพฯไปถึงชายแดน พร้อมกับการมีรถไฟรางคู่ซึ่งเป็นระบบไฟฟ้า เพื่อเชื่อมต่อกับมาเลเซียสิงคโปร์และมาถึงกรุงเทพฯ และสามารถต่อไปยังเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงในอนาคตต่อไป ยังไม่นับว่าการพัฒนาท่าเรือ ไม่ใช่เพื่อที่จะไปรับเรือต่างชาติเป็นหลัก แต่เพื่อส่งออกสินค้าของคนใต้สามารถทำได้หลายท่าทั้งในฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ซึ่งจะทำให้เชื่อมโยงโดยถนนโดยรางในแนวขวาง ได้อีกหลายเส้นทางเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นภูเก็ตไปถึงสมุย รวมไปถึงระนองกับชุมพร
เงินที่ใช้น้อย คือการสร้างระบบโลจิสติกส์มาทดแทนสิ่งที่ภาคใต้ถูกละเลยมาเป็นระยะเวลานาน หรือในบางยุคถูกกลั่นแกล้งจากรัฐบาลบางยุค และเครือข่ายโลจิสติกส์เหล่านี้ คือสิ่งที่เราจะสามารถเปิด และสร้างโอกาสให้กับพี่น้องคนใต้ทุกจังหวัด
“จริง ๆ ท่านประธานกับผม เคยทำงานมาด้วยกันที่จะเอารถไฟทางคู่ ทำถนนไร้ฝุ่น เราคงเห็นตรงกันว่าตรงนี้ต่างหาก คือการเปิดทางให้โอกาสกับคนใต้อย่างแท้จริง ดังนั้นถ้าเราแค่ปรับแนวคิดตรงนี้ใช้เงินน้อยลง และทำโครงการที่ผมเรียกของพรรคประชาธิปัตย์ว่า เชื่อมใต้เชื่อมโลก หรือเซาท์เทิร์นคอนเนค แม้แต่ความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมาย เพื่อให้ติดต่างชาติเป็นพิเศษเพื่อทำเขตเศรษฐกิจพิเศษต่าง ๆ ก็ไม่จำเป็น เพื่อนสมาชิกก็ชี้เห็นว่าถ้าทำแล้ววิสาหกิจไทยคนไทยได้ประโยชน์เหมือนกับในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก หรืออิสเทิร์นซีบอร์ด แนวคิดอย่างนั้นสามารถทำได้ โดยที่ไม่ต้องคิดแบบเดียวกับระเบียบเศรษฐกิจตะวันออกหรืออีอีซี
ซึ่งปัจจุบันถูกตั้งคำถามมากมายว่า ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับคนท้องถิ่นมากน้อยแค่ไหน หรือกลับมาก่อมลพิษและภาระอื่น ๆ มากกว่า ดังนั้น การพูดว่ามายาคติ ถ้าไม่มีตัวนี้พัฒนาภาคใต้ไม่ได้ตรงกันข้ามพวกตนคือฝ่ายที่บอกว่าพักใต้ไม่ควรเป็นแค่ทางผ่านของคนต่างชาติภาคใต้ ต้องมีโอกาสในการสร้างทางไกลเชื่อมกับโลก”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
4.โครงการนี้ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจมาตั้งแต่ต้น และรัฐบาลมีแนวคิดว่าในที่สุดการพักดันเรื่องนี้จำเป็นจะต้องอาศัยรูปแบบของการให้เอกชนเข้ามาลงทุนหรือที่เรียกว่า PPP หมายความว่า ต้องมีการเสนอเงื่อนไขที่พิเศษมาก ๆ จึงจะดึงดูดต่างชาติ หรือใครก็ตามที่จะมาลงทุนในโครงการแบบนี้ เหมือนในอดีตที่เคยมีความพยายามเสนอกฎหมายเพื่อให้สิทธิ 99 ปี ปัจจุบันลดลงมาเหลือ 50 ปี ซึ่งน่าจะหมายว่าต้องมีเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ดีกว่านี้ และสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้นคือ ถ้าอยากจะเข็นโครงการนี้สำเร็จ และโดยตัวสะพานเศรษฐกิจไม่คุ้มค่าโอกาสสูงมาก ที่ในที่สุดก็จะต้องหันเหไปสู่การดึงให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมหนัก หรืออุตสารรมปิโตรเคมี ซึ่งเป็นสิ่งที่สวนทางกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของภาคใต้ที่ควรจะเป็น
“ขอย้ำว่าภาคใต้ต้องพัฒนา ต้องเจริญกว่านี้ แต่เจริญบนพื้นฐานของทรัพยากรของทุนที่ชาวใต้มีอยู่แล้ว ไม่ใช่วาดหวังว่าจะเป็นทางผ่านให้ชาวต่างชาติ และทำลายสิ่งเหล่านี้ไปโดยสิ้นเชิง ถ้าดึงดันพยายามทำโครงการนี้แล้วสุดท้ายไม่มีใครมาใช้ สิ่งที่ถูกทำลายก็ถุกทำลายไปแล้ว แต่สิ่งที่ถูกทิ้งค้างไว้ก็เหมือนกับเป็นอนุสาวรีย์ของการตัดสินใจที่ผิดพลาด หรือการตัดสินใจที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของคนเพียงหยิบมือเดียว” นายอภสิทธิ์ กล่าว
5.เหตุผลที่น่ากลัวคือ ปัญหาความมั่นคง หากจะดันจุดนี้ให้เป็นจุดยุทธศาสตร์จริง ๆ ขอให้ไปดูประวัติศาสตร์ช่องแคบหลาย ๆ แห่งกลายที่เป็นสมรภูมิการรบ และอาจจะเป็นการต่อยอดแนวคิด หรือทดแทนจากโครงการขุดคลอง ซึ่งสถานการณ์นี้ล่อแหลมกว่าในอดีต เพราะปัจจุบันกลายเป็นว่าหากมหาอำนาจ คือสหรัฐฯกับจีนขัดแย้งกัน จุดที่มีความเสี่ยงมากที่สุดคือทะเลจีนใต้
ดังนั้นหากโครงการนี้เดินหน้าขึ้นมาและมีความขัดแย้งในทะเลจีนใต้เมื่อไหร่ จะต้องยึดตรงนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจจะมายึดตั้งแต่ตอนทำ PPP แล้ว ที่ผ่านมาจะเห็นว่าสหรัฐฯ กับจีนงัดข้อกันเรื่องคลองปานามา เพราะสหรัฐฯเห็นว่าบริษัทจีนสามารถเข้าไปควบคุมเส้นทางการเดินเรือได้ จนไปสู่ความขัดแย้งและกดดันปานามาในที่สุด ซึ่งตนก็สับสนกับคนที่บอกว่าอยากให้เราเป็นฮอร์มุซ ทรัพยากรที่จะต้องใช้อย่างของอิหร่านในขณะนี้ หากอิหร่านยืนยันจะเก็บเงิน ในการต่อสู้ ความขัดแย้งสงคราม และความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นมหาศาล ประเทศไทยอยากเป็นอย่างนั้นหรือ
“ทั้ง 5 เหตุผลดังกล่าว สำหรับผมเพียงพอที่จะปฏิเสธและตั้งหลักกันใหม่ ในการสร้างโอกาสให้กับชาวใต้จริง ๆ หากส.ส.มั่นใจจริง ๆ ว่ามีเหตุผลมาหักล้างเพื่อนสมาชิกฝั่งที่ได้อภิปรายไป ทำไมไม่ตั้งคณะกรรมาธิการ อย่าลืมว่าโครงการนี้เป็นเมกะโปรเจคและเป็นโครงการลับ ๆ ล่อ ๆ ไม่แถลงอยู่ในนโยบายรัฐบาล และที่เสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ด้วย แต่เดินหน้าผลักดัน และหลีกเลี่ยงทุกวิถีทางไม่ให้ประชาชนหรือส.ส.มีส่วนร่วม
การปฏิเสธการตั้งกมธ.ฯ เป็นการตอกย้ำถึงความมีพิรุธ ความไม่ชอบมาพากล พยายามที่จะรวบรัดโดยให้ฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว อ้างการศึกษาเดียวที่ค้านกับการศึกษาอื่น ๆ ให้ผ่านด่านนี้ไป จะให้คนเข้าใจเป็นอื่นได้อย่างไรว่าไม่มีเรื่องของผลประโยชน์แอบแฝง ไม่มีการเอื้อให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง และได้เตรียมการที่จะแสวงประโยชน์จากเรื่องนี้ ทั้งที่เป็นการแสวงประโยชน์บนการทำลายทุนและทรัพยากรโอกาสของชาวใต้ และสุ่มเสี่ยงต่อการทำให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้งในทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเหตุผลทั้งหมดนี้เราควรให้ผู้แทนฯทุกคนมีโอกาสมาศึกษา และติดตามเรื่องนี้ด้วยการตั้งกมธ.วิสามัญฯ” นายอภิสิทธิ์กล่าว
หลังสภาฯมีมติ 266 เสียง ส่งญัตติแลนด์บริดจ์ ให้ ครม.พิจารณา จากนั้นหลังสมาชิกอภิปรายสรุปญัตติเสร็จสิ้น ที่ประชุมได้ลงมติเนื่องจากมีความเห็นแตกต่างกัน ระหว่างการตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)กับ เสนอให้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา โดยผลการลงมติ เสียงข้างมาก 266 เสียง เห็นด้วยกับการเสนอความเห็นให้ ครม. พิจารณา ไม่เห็นด้วย 174 เสียง และงดออกเสียง 3 เสียง ไม่ลงคะแนน1 เสียง จึงถือว่าสภาฯมีมติส่งญัตตินี้ให้ครม.พิจารณา

