ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยนายกรัฐมนตรี และคณะ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาจังหวัดเพชรบุรี น้อมนำพระราชดำริสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน
เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 29 พฤษภาคม ที่ห้องประชุมรังสิพราหมณกุล กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ค่ายนเรศวร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมประชุมติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาจังหวัดเพชรบุรี โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร.ต.อ.ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี รวมถึง หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่าที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนกรม หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม และได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจติดตามการก่อสร้างแก้มลิงลำห้วยใหญ่ และอ่างเก็บน้ำห้วยทรายใต้ตามโครงการพัฒนาจังหวัดเพชรบุรี

การประชุมติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาจังหวัดเพชรบุรีในครั้งนี้ เป็นการร่วมสะท้อนภาพความสำเร็จในการบูรณาการทำงานอย่างยั่งยืน ระหว่างกรมโยธาธิการและผังเมือง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน โดยได้พร้อมใจน้อมนำพระราชดำริ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” มาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์สำคัญในครั้งนี้ครอบคลุมการจัดทำแผนแม่บทพัฒนาพื้นที่หุบกะพงและห้วยทรายใต้ การบริหารจัดการระบบน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภค และการขยายเขตระบบไฟฟ้าในพื้นที่แก้มลิงลำห้วยใหญ่ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาดผ่านโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ (Floating Solar) ณ อ่างเก็บน้ำห้วยทรายใต้และแก้มลิงห้วยใหญ่ ควบคู่ไปกับการวางระบบลำเลียงและสูบน้ำเชื่อมโยงโครงข่าย ตลอดจนการปรับปรุงภูมิทัศน์เพิ่มพื้นที่สีเขียวรอบอ่างเก็บน้ำ เพื่อพลิกฟื้นผืนดินให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งการดำเนินงานในระยะแรกมีความคืบหน้าไปตามลำดับแล้ว

สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป จะได้มีการขยายการพัฒนาเส้นทางและโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงชุมชนรอบพื้นที่ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการยกระดับระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการขยายเขตระบบไฟฟ้าและติดตั้งอุปกรณ์บริเวณสถานีสูบน้ำลำห้วยใหญ่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมที่จะบูรณาการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดร่วมกับจังหวัดเพชรบุรีและทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนโครงการพัฒนาต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงตามแผนแม่บท มุ่งหวังให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาพื้นที่ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน
นายสุชาติ กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เร่งรัดทุกหน่วยงานเดินหน้าภารกิจอย่างต่อเนื่อง โดยกรมป่าไม้เตรียมพันธุ์ไม้ ทั้งไม้ดอกและไม้สวยงาม ขณะที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกรมทรัพยากรน้ำ เร่งพัฒนาระบบแหล่งน้ำ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว
“หลังจากนี้ทุกหน่วยงานจะร่วมกันกำหนดแผนงานอย่างชัดเจน ทั้งกรอบเวลา การปลูกป่า การพัฒนาระบบน้ำ และการติดตามผลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ต้นไม้ทุกต้นเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างยั่งยืน” นายสุชาติ กล่าว
ด้าน ดร.รวีวรรณ ภูริเดช เปิดเผยว่า ปี 2569 กระทรวงฯ มีแผนปลูกไม้หลากสีบนพื้นที่ 22 ไร่ จำนวน 1,600 ต้น โดยใช้ไม้ขนาดใหญ่สูง 3–4 เมตร พร้อมติดตั้งระบบน้ำหยด เพื่อเพิ่มอัตราการรอดในพื้นที่แห้งแล้งและรองรับผลกระทบจากภาวะเอลนีโญ
ขณะเดียวกัน ในปี 2570 เตรียมขยายพื้นที่ปลูกไม้หลากสีเพิ่มเติมอีก 86 ไร่ และปลูกป่าเสริมกว่า 4,300 ไร่ พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนและภาคเอกชนร่วมฟื้นฟูพื้นที่ผ่านกิจกรรม CSR ภายหลังระบบบริหารจัดการน้ำแล้วเสร็จ
นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังเร่งพัฒนาโครงการบริหารจัดการน้ำ เพื่อเพิ่มน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร โดยนำน้ำบาดาลจากพื้นที่ห้วยทรายเหนือส่งมายังอ่างเก็บน้ำห้วยทรายใต้ ซึ่งเป็นน้ำสะอาดสามารถบริโภคได้ พร้อมเตรียมก่อสร้างหอถังน้ำ 2 จุด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงน้ำสะอาดมากขึ้น
ปัจจุบันมีการเจาะและพัฒนาบ่อบาดาลแล้ว 6 บ่อ คาดว่างานพัฒนาบ่อจะแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2569 งานวางท่อแล้วเสร็จเดือนพฤศจิกายน 2569 และระบบประปาบาดาลทั้งหมดจะสมบูรณ์ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2570
ทั้งนี้ เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้ประชาชนกว่า 9,000 คน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลห้วยทรายเหนือ ตำบลสามพระยา และโรงเรียนห้วยทรายใต้ รวมถึงช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ สนับสนุนการปลูกต้นไม้และภาคการเกษตร ลดผลกระทบจากภัยแล้ง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน










