หน้าแรก การเมือง ‘วราวุธ’กางวิ...

‘วราวุธ’กางวิชั่น ONE MIND พร้อมโดนวิจารณ์ในฐานะผู้ริเริ่ม-พัฒนาอุตฯไทย

1.06.26 | 12:36 น.

หมายเหตุ – “มติชน” สัมภาษณ์พิเศษ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ถึงนโยบายการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย ภายใต้โจทย์ร้อนเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมทั้งปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ

อยากทราบที่มาของนโยบาย ONE MIND และเป้าหมายของนโยบายนี้?

เริ่มมาตั้งแต่ตอนผมอยู่กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมปี 2562 เป็นครั้งแรกที่ผมได้เป็นรัฐมนตรีว่าการ พอเข้าไปอยู่ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้พูดคุยกับนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรฯขณะนั้นว่าการทำอะไรต้องเป็นหนึ่งเดียว ต้องเป็นองค์รวมเดียวกัน เป็นที่มาของตอนนั้นเรียกว่า “ทส.หนึ่งเดียว” พอทำงานไปได้ 4 ปี ครบปี 2566 ทุกส่วนราชการมีการคิดแบบ cross sectional ได้ผลดี เลยมาทำต่อที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ใช้นโยบาย “พม.หนึ่งเดียว” เหมือนกัน อยู่กระทรวง พม.เห็นชัดเจนเลยว่าคิดแบบไซโลไม่ได้อีกต่อไป ปัญหาสังคมมีความละเอียดอ่อน มีความซับซ้อนมากขึ้น 

ดังนั้นพอมาอยู่กระทรวงอุตสาหกรรมจึงเดินหน้า “อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” เหมือนกัน แต่บังเอิญชื่อย่อของกระทรวงอุตสาหกรรม คือ Mind ตัว M คือ Ministry และ IND คือ Industry เป็น Ministry of Industry เลยเอาคำว่า ONE MIND คือใจเดียว ก็คืออุตสาหกรรมหนึ่งเดียว หวังว่า กรมแต่ละกรม หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ รวมถึงสำนักงานต่างๆ จะทำงานให้กับภาคอุตสาหกรรมได้ ไม่ต่างอะไรกับกระทรวงทรัพยากรฯหรือกระทรวง พม. คือต้องรวมกันเป็นหนึ่งเดียวทำงานให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะว่าเมื่อใดที่ภาคราชการรวมกันเป็นหนึ่ง คนที่จะได้ประโยชน์ที่สุดคือพี่น้องประชาชน 

นโยบาย ONE MIND แตกออกมาเป็น 4 เสา เสาแรกคือการ “รับฟัง” ต้องฟังแบบหูเดียวก่อน แล้วเสาที่ 2 เราพูดถึงเรื่องการทำตามนโยบายของรัฐบาล เสาอันที่ 3 เราพูดกันถึงการแก้ไขกฎระเบียบ กติกาต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค แล้วก็อันสุดท้าย เสาที่ 4 คือเป็นแนวทางที่เรียกว่าเป็นความใฝ่ฝันของผม

Advertisement

โดยเสาแรก People Engagement การฟังเสียงประชาชน ยุติความเดือดร้อนด้วยระบบช่องทางรวมทุกปัญหาอุตสาหกรรมไว้ที่เดียว พร้อมระบบติดตามสถานะการแก้ไขปัญหาแบบรายเดือน

ส่วนเสาที่ 2 Policy Execution วางเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ขานรับนโยบายรัฐบาลสู่กระทรวงอุตสาหกรรม เป้าหมายเดินหน้าอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งดิจิทัล AI, เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ EV การแพทย์และสุขภาพ ผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานสำคัญของโลก การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร พัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตเกษตรในพื้นที่ชุมชน พร้อมสร้างอาชีพ และสร้างสะพานเชื่อมทักษะให้กับคนไทย โดยเฉพาะนักศึกษา ผู้สูงอายุ คนพิการ วิสาหกิจชุมชน SME นอกจากนี้ยังมีแผนผลักดัน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมอัจฉริยะ “New Engine” ที่จะผลักดันให้เป็นพรีเมียม สร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศ ครอบคลุม เกษตรและอาหาร จะเปลี่ยนข้าว-ยาง-มัน เป็นสินค้าพรีเมียม ดันไทยเป็น Medical Food Hub ของเอเชีย เช่นเดียวกับสมุนไพรและสุขภาพ ยกระดับสมุนไพรสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เจาะตลาดสุขภาพทั่วโลก

เสาที่ 3 Legal Reform ที่เรียกว่าราชการทันใจ เป้าหมายคือจะต้องพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน มุ่งเป้ามาตรฐาน OECD โดยมีกฎหมาย 2 ฉบับแรก คือ พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม และ พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่ 

สุดท้ายเสาต้นที่ 4 Minister’s Passion คือโจทย์สิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติทางธรรมชาติ นโยบายผู้สูงอายุและคนพิการ รวมถึงการเชื่อมโยงกับโลก และสืบสานต่อยอดจากฐานเดิมที่นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 21 ของประเทศไทย เคยวางฐานรากไว้ เช่น จากอีสเทิร์นซีบอร์ดสู่โครงการ EEC

ทำงานมาระยะหนึ่งแล้วมีปัญหาอุตสาหกรรมอย่างไรบ้าง จัดการอย่างไร?

ปัญหาคือ ผมต้องเร่งเรียนรู้มิติงานของกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าใจในวัฒนธรรมองค์กร เข้าใจในวัฒนธรรมของอุตสาหกรรมก่อนว่าอุตสาหกรรมในแต่ละแบบมีข้อจำกัดอย่างไร ทำไมวันนี้เขาถึงเจออุปสรรค อุปสรรคที่เขาเจอ มันเกิดจากพวกเราคือกระทรวงอุตสาหกรรม ภาครัฐ หรือมันเกิดจากปัจจัยของภูมิศาสตร์หรือภูมิเศรษฐศาสตร์ที่เราควบคุมไม่ได้

ดังนั้นจึงรับฟัง แล้วดูว่ากติกาที่ผมบอกนะครับ regulatory คือสิ่งที่สำคัญที่สุด การปรับตัวของกติกาต่างๆ ให้สอดคล้องกับบริบทของโลกในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปแล้ว การที่เราจะไปเริ่มหาอุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นจุดแข็งของเรา ผมจะยกสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ได้มีโอกาสเปิดให้ทางผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมได้พบกันที่ทำเนียบ อาทิ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ท่านพูดถึงว่าต่างประเทศเขามีน้ำมันใต้ดินนะครับ น้ำมันใต้ดิน เอาไว้เติมเครื่องจักรทั้งหลาย แต่เครื่องจักรทั้งหลาย ต้องมีมนุษย์คอย operate มนุษย์จะเติมอะไร ต้องเติมด้วยน้ำมันบนดิน ที่ประเทศไทยเรามีก็คือความมั่นคงทางอาหาร

ดังนั้น วันนี้กระทรวงอุตสาหกรรมจะมองไปข้างหน้าไม่ใช่มองแค่ภาคใหญ่ๆ เป็นอุตสาหกรรมใหญ่ คุณต้องกลับมาดูเรื่องจุดแข็งของเราด้วย ว่าเรามีจุดแข็งอะไร แล้วเราจะไปสู้อะไรกับต่างชาติเขา คือเขามีอุปกรณ์ เขามีเครื่องจักรเครื่องยนต์ แต่ถ้าไม่มีคน เรานี่แหละกองทัพเดินได้ด้วยท้อง เราเติมน้ำมันให้กับมนุษย์ ซึ่งวันนี้กระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องมานั่งดูว่าสามารถช่วยพี่น้องเกษตรกรอย่างไร ให้เขามีความเข้มแข็งได้มากขึ้น อุตสาหกรรม ตอนนี้คือทิศทางของอุตสาหกรรม มุ่งสู่อุตสาหกรรมใหม่ ในส่วนของกฎหมายกระทรวงเรา เราคิดว่าเราจะสามารถปรับเคลื่อนส่วนนี้ได้หรือไม่ ไม่สงสัย ต้องได้ 

คำว่าอุตสาหกรรมใหม่ที่พูดถึง กำลังหมายถึงพวก Data Center พวก AI ใช่หรือไม่ ถูกส่วนหนึ่ง ถามว่าลงทุนแล้ว คำถามที่ต้องถามก่อนว่า ลงทุนแล้วฉันได้อะไร ฉันในที่นี้คือคนไทยได้อะไร อันนี้มันก็ดูได้หลายๆ มิติ เพราะว่าอย่าง Data Center เนี่ย เรารู้กันอยู่แล้วว่าใช้ resource เยอะมาก การจ้างงานอาจจะยังไม่เยอะเท่าที่ควร แต่เมื่อเขามาลงทุนกัน เขาทำให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อันนี้เราขอบคุณ แต่อย่างที่ผมพูดในตอนแรกว่า สิ่งที่กระทรวงอุตสาหกรรมวันนี้เราต้องให้ความสำคัญคือว่า เรามีจุดแข็งอะไรอยู่

จุดแข็งของเรา ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวนะครับ เรามีอุตสาหกรรมการเกษตร ที่ทุกวันนี้เราส่งออก ไม่ต้องอะไร วันก่อนผมไปงานของสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ผมเพิ่งได้ความรู้ใหม่ว่าในอ้อย ส่วนที่เรา extract ออกมาทำเป็นน้ำตาล คือซูโครส แต่นอกจากซูโครสแล้ว ยังมีกลูโคส ยังมีฟรุกโตส พวกนี้แพงๆ ทั้งนั้นเลย

ฉะนั้นวันนี้กระทรวงอุตสาหกรรมต้องมาดูว่า การเกษตรของไทย เราจะแปรรูป อย่างที่ผมบอกตอนแรกว่า ไม่ใช่ส่งออกของให้เยอะ เราต้องส่งออกของให้แพง การจะทำยังไงให้สินค้าการเกษตรของเรา หรือแม้แต่สมุนไพรไทย ที่ปัจจุบันส่งออกเป็นกิโลกรัม ทั้งที่สารที่เป็นตัวทำปฏิกิริยาการสกัดสารเหล่านี้ออกมาคือหัวใจ ทำไมเราจะต้องส่งสมุนไพรไทยเป็นตันๆ ออกไปต่างประเทศ เพื่อไปให้ต่างประเทศเขาสกัด เอาไปขายคนทั่วโลก ทำไมเราไม่สกัดเอง ทำไมเราไม่ทำเองเพื่อขายของได้แพง

นี่คือหน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรม แน่นอน อุตสาหกรรมใหม่ New Technologies หรือว่า New Industries เป็นสิ่งที่โลกกำลังพัฒนาไป

จะหารือทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น BOI, กระทรวงเกษตรฯ เพื่อขับเคลื่อนหรือไม่?

แน่นอน นอกจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว เรายังพูดถึงกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ด้วย โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) มีบริษัทที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมไทย 5,000-6,000 บริษัท จบจากเทคนิค จบจากอาชีวะ แล้วการันตีได้งาน คือการเอาความสามารถของภาครัฐมาบวกกัน แล้วเปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ในการทำงาน อย่างเช่นประเทศญี่ปุ่น วิทยาลัยอาชีวะกับเทคนิค ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระทรวงศึกษา หรือกระทรวง อว. เขาขึ้นอยู่กับกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะเขาต้องการผลิตคน แล้วมาป้อนให้กับความต้องการของตลาด

กฎหมายที่กำลังปรับปรุง เช่น พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม กำหนดให้ถ้าเอกชนลงเงินก่อนลงทุน มีเอกชนคัดค้านจะเดินหน้าต่อหรือไม่?

คือเวลาทำอะไรต้อง Win Win ทั้งคู่ ราชการก็ต้องอยู่ได้ เอกชนก็ต้องอยู่ได้ ฉะนั้นถามว่าเวลาการที่เรามีเงินมาวางไว้ การกำจัดกากตั้งแต่ตอนผมอยู่กระทรวงทรัพยากรฯแล้ว เราเห็นนะว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงได้บอกว่าพออยู่กระทรวงทรัพยากรฯเสร็จแล้วอยู่กระทรวง พม. เราเห็นเลยว่า เอฟเฟ็กต์ที่เกิดขึ้นกับคนกลุ่มเปราะบางหนักกว่าคนทั่วไป

ดังนั้น การที่ภาครัฐต้องมี safety insurance เอาไว้ก่อน ว่าหากมีอะไรขึ้นมาเนี่ย ผมต้องสามารถปรับคุณได้นะเราไม่รู้เลยเวลามาติดต่อกับภาครัฐ คุณเป็นบริษัทที่จะมีธรรมาภิบาลมั้ย จะรับผิดชอบมั้ย เพราะว่ามาถึงทุกวันนี้ เราก็ยังตามแก้หลายๆ ประเด็นอยู่ ของบางบริษัท แล้วก็บางบริษัทได้ก่อให้เกิดความเสียหายมากมาย เสร็จแล้วก็บอก “ก็ทำอะไรไม่ได้ ก็ฟ้องฉันสิ”

ฉะนั้น เราถึงต้องการมาตรการความปลอดภัย ให้เรามั่นใจก่อนว่า เราจะให้คุณทำเรื่องนี้ คุณก็ต้องมาร่วมกับเราด้วย ถ้าคุณไม่พร้อม เวลาเกิดความเสียหายแล้ว พูดตรงๆ ผมเอง ผมไม่อยากปรับใคร ผมไม่อยากจับใคร เพราะเวลาไปปรับหรือไปจับ แปลว่าความผิดมันเกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพอเรื่องกากอุตสาหกรรม หาก irreversible ยิ่งความเสียหายเรื่องสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้น ฉะนั้น เราก็ไม่อยากให้เกิดปัญหา ถึงได้เกิดมาตรการต่างๆ ขึ้นมา เกี่ยวกับเรื่อง พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม

กรณีประเด็นร้อนสินค้าต่างชาติทะลักเข้าไทยจะจัดการอย่างไร?

วันนี้สิ่งที่เข้ามาแล้ว สิ่งสำคัญคือคุณได้รับมาตรฐานหรือไม่ เราเห็นหลายต่อหลายครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ มีการเสียชีวิต เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเสีย เกิดจากผู้ผลิตที่มักง่าย เกิดจากผู้ผลิตที่สักแต่ว่าเอาเร็ว เอากำไรเข้าว่า แล้วขายของถูก ขายปริมาณเข้าว่า

ฉะนั้น หน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องควบคุมสินค้าเหล่านี้ สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ต้องเข้มงวดในการดูว่าสินค้าออกมาแล้วได้มาตรฐานหรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย หรือแม้แต่วันนี้ที่รัฐบาลกำลังโปรโมตเกี่ยวกับเรื่องโซลาร์เซลล์ แผงโซลาร์ สายไฟ converter ทั้งหลายทั้งเหล่านี้ต้องได้มาตรฐาน เพราะว่าเราเคยเห็นกรณีที่พอไปต่อเองแล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ไฟไหม้ เสียทั้งทรัพย์สิน และเสียทั้งชีวิต

สินค้าที่ทะลักเข้ามา นี้เป็นสิ่งที่ทำให้เสียทั้งดุลการค้า เสียทั้งชีวิต เสียบุคลากร เสียทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทย ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม เราไม่ปล่อย เราดำเนินการ 

ถือไม้เรียวเลยหรือไม่?

ถูกต้อง เพราะพอถึงเวลาแล้ว คนไทยนอกจากเสียประโยชน์แล้ว คนไทยเสียชีวิตด้วย อันนี้ปล่อยไม่ได้

ที่ผ่านมาเกิดปมร้อนเม็ดพลาสติกแพง ขาดแคลน และได้เห็นรัฐมนตรีวราวุธใช้กระบอกน้ำเป็นตัวอย่าง ไอเดียนี้ที่มาอย่างไร?

พอเกิดความไม่สงบขึ้นที่ตะวันออกกลาง น้ำมันขาดแคลน มิติของพลังงานขาดแคลนก็กระทบมาถึงพลาสติก เพราะผลิตจากน้ำมันโดยตรง เมื่อเม็ดพลาสติกหายาก ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ผมก็เจอ “ทางสองแพร่ง” เหมือนกัน ในมิติหนึ่ง ถ้าทำงานในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เม็ดพลาสติกขาด เราต้องหาเม็ดพลาสติกเข้ามาให้ได้ เพื่อสนองความต้องการของอุตสาหกรรมและผู้บริโภคในประเทศ นั่นคือการทำหน้าที่อย่างถูกต้อง

ผมบอกว่าผมไม่ได้บังคับ แต่ในสถานการณ์ที่เม็ดพลาสติกกำลังขาดแคลน และหากขวดน้ำราคาแพงขึ้นเพราะบรรจุภัณฑ์มีต้นทุนสูงขึ้น สมมุติแพงขึ้นขวดละ 3-4 บาท ท่านยอมรับได้ไหม ถ้าท่านดื่มน้ำวันละ 2 ขวด เช้าขวด เย็นขวด ขวดละ 3 บาท วันหนึ่งก็ 6 บาท เดือนละเกือบ 200 บาท ถ้าไม่ใช้ขวดพลาสติกและหันมาพกกระบอกน้ำ ก็ประหยัดได้หลายพันบาทต่อปี

วันนี้ในกระทรวงอุตสาหกรรม เรามีจุดเติมน้ำทุกชั้น ทุกตึกแล้ว และในอนาคต หากหน่วยงานต่างๆ หรือพื้นที่สาธารณะมีจุดเติมน้ำมากขึ้น เหมือนที่เราเห็นในต่างประเทศตามรถไฟใต้ดิน สถานี หรือจุดสาธารณะต่างๆ จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องเม็ดพลาสติกได้ จะบอกว่าเป็นหน้าที่ของกระทรวงไหน ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมหรือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ก็คงไม่ได้ เพราะเมื่อทำงานไปเรื่อยๆ ขอบเขตของงานต่างๆ ล้วนเกี่ยวพันกันโดยปริยาย

บอกได้หรือไม่ท่านรัฐมนตรีพลีชีพพร้อมเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง แม้จะโดนวิจารณ์ในการเริ่มต้นไอเดียต่าง?

คือผมโดนตั้งแต่ตอนกระทรวงทรัพยากรฯแล้วตั้งแต่ตอนปี 2563 ตั้งแต่เรื่องถุงผ้า แต่ลองนึกดูนะถ้าเมื่อปี 2563 สมมุติเอามองโลกสวย คนไทยครึ่งประเทศเปลี่ยนมาใช้กระติกน้ำเปลี่ยนไปใช้ถุงผ้า วันนี้เราจะขาดแคลนพลาสติกมั้ย วันนี้เราจะต้องกินน้ำในขวดที่แพงขึ้นมั้ย ผมก็ว่าไม่ ดังนั้นทุกอย่างต้องเริ่มต้น และผมจะทำสิ่งนั้นเพื่อประโยชน์ต่อประชาชน ต่อภาคอุตสาหกรรม และประเทศ