หน้าแรก การเมือง ‘จุลพันธ์ อมร...

‘จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์’ โจทย์ใหญ่แรงงานไทย ปฏิรูปประกันสังคม-เรียกเชื่อมั่น

2.06.26 | 12:34 น.

‘จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์’
โจทย์ใหญ่แรงงานไทย
ปฏิรูปประกันสังคม-เรียกเชื่อมั่น

หมายเหตุนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์พิเศษ “มติชน” ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคมสูงวัย ล้วนเชื่อมโยงกับแรงงานแทบทั้งสิ้น โดยมีสาระสำคัญดังนี้

กระทรวงแรงงานถือเป็นกลไกสำคัญของรัฐบาล ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคมผู้สูงวัย ล้วนเชื่อมโยงกับ “แรงงาน” การเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวผู้บริหาร แต่เป็นความพยายามปรับวิธีคิดและบทบาทของกระทรวงแรงงานใหม่ทั้งหมด

ตั้งแต่การยกระดับทักษะแรงงาน ปฏิรูประบบประกันสังคม ดูแลแรงงานแพลตฟอร์ม จัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ไปจนถึงการสร้างกลไกค่าแรงที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งเจ้าตัวยืนยันพร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้แรงงานไทยได้รับโอกาส รายได้ และความมั่นคงที่ดีขึ้นในอนาคต นี่เป็นสาระสำคัญของบทสนทนา

•กระทรวงสังคม-เศรษฐกิจ

Advertisement

สิ่งแรกที่ผมสัมผัสได้หลังเข้ามาทำงาน คือกระทรวงแรงงานมีความแตกต่างจากกระทรวงเศรษฐกิจที่เคยดูแล เพราะเป็นกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมหาศาล และเชื่อมโยงทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตในเวลาเดียวกัน ปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบรวมประมาณ 45 ล้านคน

ซึ่งหมายความว่า ทุกนโยบายของกระทรวงแรงงานย่อมกระทบต่อชีวิตของประชาชนจำนวนมาก ไม่ใช่เฉพาะผู้ประกันตน แต่รวมถึงแรงงานนอกระบบ ฟรีแลนซ์ แรงงานแพลตฟอร์ม เกษตรกร และแรงงานต่างชาติ

ฉะนั้น กระทรวงแรงงานเป็นทั้งกระทรวงสังคมครึ่งหนึ่ง และกระทรวงเศรษฐกิจอีกครึ่งหนึ่ง ทุกนโยบายที่ออกมา ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง การคุ้มครองแรงงาน หรือสวัสดิการ ล้วนกระทบต่อภาคธุรกิจ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) การลงทุน และเศรษฐกิจทั้งระบบ

ดังนั้น การทำงานของกระทรวงแรงงานจึงไม่สามารถมองเพียงมิติของแรงงานอย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้องมองผลกระทบทางเศรษฐกิจควบคู่กันไปด้วย

หลักคิดสำคัญที่สุดคือ “แรงงานต้องได้รับประโยชน์” แต่ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจก็ต้องเดินหน้าได้ เพราะหากออกนโยบายที่สร้างภาระจนภาคธุรกิจรับไม่ไหว สุดท้ายแรงงานก็จะได้รับผลกระทบกลับมาเช่นกัน

การทำงานของกระทรวงแรงงานขับเคลื่อนผ่าน 3 กรมหลัก ได้แก่ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมการจัดหางาน และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งมีบทบาทเชื่อมโยงกันตั้งแต่การคุ้มครองสิทธิแรงงาน การจัดหางาน ไปจนถึงการพัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จะเป็น “พระเอก” ของกระทรวง จะเป็นกลไกหลักในการยกระดับทักษะแรงงานไทย โดยปรับการฝึกอบรมให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการกำหนดหลักสูตรมากขึ้น

•บูรณาการภาครัฐอย่างเป็นระบบ

แนวคิดสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ คือการสร้าง “Synergy Government” หรือการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นระบบ เพราะปัญหาแรงงานในปัจจุบันเชื่อมโยงกับหลายมิติ ทั้งการศึกษา เทคโนโลยี เกษตรกรรม สังคมสูงวัย และการพัฒนาชุมชน จึงไม่สามารถแก้ไขได้โดยกระทรวงแรงงานเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานในการยกระดับคุณภาพแรงงานและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือ การพัฒนาทักษะให้กับคนพิการและผู้สูงอายุ ซึ่งยังมีศักยภาพในการทำงานและสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ หากได้รับการพัฒนาทักษะที่เหมาะสม โดยเฉพาะด้านดิจิทัล เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI พร้อมส่งเสริมให้คนพิการเข้าถึงโอกาสการจ้างงานมากขึ้น ผ่านความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านแรงงาน สังคม และเทคโนโลยี

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังเตรียมทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับอาชีพของคนในชุมชนและกลุ่มแม่บ้าน ผ่านการฝึกทักษะและเชื่อมโยงโอกาสการจ้างงาน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างรายได้ เพิ่มศักยภาพแรงงาน และรองรับการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์

•ชู‘เรียนได้งบ จบได้งาน’

หนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงแรงงานคือ “เรียนได้งบ จบได้งาน” เพื่อแก้ปัญหาคนกับงานไม่สอดคล้องกัน โดยปรับบทบาทจากการฝึกอบรมแบบเดิมไปสู่การจับคู่คนกับงาน (Job Matching) อย่างจริงจัง ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน สภาหอการค้า และสภาอุตสาหกรรม เพื่อออกแบบหลักสูตรให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานและสามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริง ส่วน “เรียนได้งบ” คือการสนับสนุนค่าใช้จ่ายระหว่างการอัพสกิลและรีสกิล ขณะที่ “จบได้งาน” คือการเชื่อมโยงผู้ผ่านการฝึกเข้าสู่ตำแหน่งงานโดยตรง พร้อมยกระดับระบบใบรับรองวิชาชีพให้ได้รับการยอมรับมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสและรายได้ให้กับแรงงานไทย

•ขยายแรงงานไทยในต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานเตรียมขยายตลาดแรงงานไทยในต่างประเทศเพิ่มเติม หลังได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก โดยมองว่าการทำงานต่างประเทศไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังช่วยยกระดับทักษะ ภาษา และประสบการณ์การทำงาน ซึ่งสามารถนำกลับมาต่อยอดการพัฒนาเศรษฐกิจไทยได้ในอนาคต

ขณะเดียวกันจะเร่งแก้ปัญหาการลักลอบทำงานผิดกฎหมายในต่างประเทศ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและโอกาสของแรงงานไทยในตลาดโลก ส่วนการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย กระทรวงแรงงานจะเร่งปรับปรุงระบบขึ้นทะเบียนและต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดปัญหาแรงงานหลุดออกจากระบบและยกระดับการคุ้มครองแรงงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

•ปฏิรูปประกันสังคมเรียกเชื่อมั่น

นอกจากนี้ หนึ่งในประเด็นใหญ่ที่สุดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในวันนี้ คือการปฏิรูประบบประกันสังคม ซึ่งต้องยอมรับตรงไปตรงมาว่า ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งเรื่องความเชื่อมั่น การลงทุน และเสถียรภาพของกองทุนในระยะยาว และมีแรงตึงเครียดอยู่ภายในการทำงานของคณะกรรมการประกันสังคม หรือบอร์ดประกันสังคมจริง ดังนั้น เป้าหมายสำคัญ คือการทำให้การบริหารกองทุนเป็น “มืออาชีพ โดยมืออาชีพ” พร้อมสร้างความโปร่งใสกลับคืนมา เพื่อดึง “ความเชื่อใจ
(Trust) และความเชื่อมั่น (Confidence)” ของผู้ประกันตนกลับมาอีกครั้ง

ขณะที่ปัจจุบันมีการศึกษาค่อนข้างชัดเจนว่า หากโครงสร้างเดิมไม่เปลี่ยน ในอีก 30-40 ปี กองทุนอาจมีปัญหา เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้ผู้รับสิทธิเพิ่มขึ้นเร็วกว่าผู้ส่งเงินสมทบ ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ ทั้งการเพิ่มผลตอบแทนการลงทุน และการขยายฐานผู้เข้าสู่ระบบประกันสังคม

เมื่อถามถึงข้อวิจารณ์เรื่องการลงทุนของกองทุนประกันสังคม ทั้งการลงทุนในหุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือบริษัทต่างๆ นายจุลพันธ์ยืนยันว่า รัฐมนตรีไม่มีอำนาจสั่งการลงทุนโดยตรง เพราะเป็นอำนาจของบอร์ด แต่สิ่งที่รัฐมนตรีทำได้คือ การผลักดันให้ระบบมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ บนความเป็นจริงที่ต้องยอมรับว่า “ทุกผลตอบแทนที่สูงขึ้น ย่อมมาพร้อมความเสี่ยงที่สูงขึ้น”

ดังนั้น การลงทุนต้องอยู่บนสมดุลระหว่างผลตอบแทนกับความเสี่ยงที่รับได้ หากมีข้อผิดปกติในอดีต ก็ต้องปล่อยให้กระบวนการตรวจสอบดำเนินไปตามกฎหมาย

•ดึงกิ๊กเวิร์กเกอร์-ไรเดอร์เข้าระบบ

อีกประเด็นสำคัญ คือการดูแลแรงงานแพลตฟอร์ม หรือ Gig Worker ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงงานกลุ่มใหญ่ของประเทศ ผมได้พูดคุยกับกลุ่มไรเดอร์หลายกลุ่ม ซึ่งมีความเห็นแตกต่างกัน บางกลุ่มอยากอยู่มาตรา 33 บางกลุ่มอยากอยู่มาตรา 40 แต่ขอสิทธิเทียบเท่า 33 และบางกลุ่มไม่อยากเข้าสู่ระบบเลย แต่สิ่งที่เราต้องทำคือ ทำให้พวกเขามีหลักประกันในชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับหัวข้อสำคัญของการประชุมองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO) ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นการประชุมสามัญประจำปี โดยผู้แทนจากหลากหลายประเทศเข้าร่วมให้ความเห็น พร้อมลงคะแนนในวาระการประชุมต่างๆ

ในส่วนของประเทศไทย ผมจะนำคณะทั้งภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้างร่วมประชุม เพื่อหาข้อสรุปเรื่องสิทธิและสวัสดิการของแรงงานแพลตฟอร์ม พร้อมสนับสนุนกรอบแนวคิดที่ให้ความคุ้มครองแรงงานกลุ่มนี้มากขึ้น แต่สุดท้ายต้องกลับมาพิจารณาว่า แนวทางของ ILO จะสามารถปรับใช้กับบริบทของประเทศไทยได้อย่างไร

•ปรับค่าแรงเชื่อมโยงตัวชี้วัดศก.

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตามองคือ นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่หลายฝ่ายเฝ้ารอ โดยนายจุลพันธ์ยอมรับว่า การปรับขึ้นค่าแรงเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน เพราะเกี่ยวข้องทั้งกับคุณภาพชีวิตของแรงงานและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ในทางหลักการ “ไม่มีรัฐมนตรีแรงงานคนใดไม่ต้องการเห็นแรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้น” แต่การปรับค่าแรงจำเป็นต้องคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจโดยรวมด้วย

เนื่องจากการปรับค่าแรงในอัตราที่รวดเร็วเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งอาจนำไปสู่การลดการจ้างงานหรือผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างได้

จากบทเรียนจากการเลือกตั้งปี 2566 ทำให้ทุกฝ่ายเห็นข้อจำกัดของการผลักดันนโยบายค่าแรงขั้นต่ำในทางปฏิบัติ แม้หลายพรรคการเมืองจะประกาศนโยบายเพิ่มค่าแรงไว้ในช่วงหาเสียง แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการดำเนินการจริงกลับพบอุปสรรคจำนวนมาก ทั้งจากสภาพเศรษฐกิจ ความพร้อมของภาคธุรกิจ และกลไกทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ผมไม่อยากให้เรื่องค่าแรงกลายเป็นการถกเถียงทางการเมืองทุกปี แต่ต้องการทำให้เป็นกลไกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ และสามารถอธิบายกับสังคมได้อย่างชัดเจนว่าทำไมค่าแรงจึงควรปรับขึ้น หรือในบางช่วงเวลาทำไมจึงไม่สามารถปรับได้

แนวคิดสำคัญในอนาคตคือ การปรับระบบกำหนดค่าแรงขั้นต่ำให้เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) และผลิตภาพแรงงาน (Labour Productivity) เพื่อให้การปรับค่าแรงเป็นไปตามข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจ มากกว่าการพึ่งพาการตัดสินใจเชิงนโยบายหรือแรงกดดันทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

หากเศรษฐกิจเติบโต แต่ค่าแรงไม่เพิ่มขึ้น แปลว่ากำลังซื้อของแรงงานลดลง เพราะเงินเฟ้อทำให้เงินจำนวนเท่าเดิมซื้อสินค้าได้น้อยลง ดังนั้น เราต้องหากลไกที่สะท้อนความเป็นธรรมให้กับแรงงาน และสามารถอธิบายได้ว่าค่าแรงถูกกำหนดจากอะไร

อย่างไรก็ตาม การกำหนดอัตราค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมายไม่ได้เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานโดยตรง แต่เป็นอำนาจของคณะกรรมการค่าจ้าง ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง ดังนั้น สิ่งที่กระทรวงแรงงานสามารถทำได้คือ การผลักดันให้เกิดระบบที่มีความโปร่งใส มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน และสะท้อนสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง เพื่อให้การปรับค่าแรงในอนาคตเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุด

สำหรับเป้าหมายค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศนั้นไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะสามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาอันใกล้ แต่ยืนยันว่าจะพยายามหากลไกที่เหมาะสมที่สุดในการยกระดับรายได้ของแรงงานไทยควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

•ย้ำทำดีที่สุด-ตอบโจทย์พี่น้องแรงงาน

เมื่อถามถึงอิทธิพลทางการเมืองและบทบาทของบุคคลในครอบครัวต่อการทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีแรงงาน นายจุลพันธ์ตอบทันทีว่า “ไม่มี” ผมทำงานการเมืองมากว่า 20 ปี ผ่านการเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง และวันนี้ไม่มีใครเข้ามาสั่งการหรือกำหนดทิศทางการทำงาน

ผมไม่ใช่อายุ 20 แล้ว วันนี้เราพร้อมทำงาน และสิ่งที่ผ่านมามันพิสูจน์ตัวเองอยู่แล้ว เป้าหมายสำคัญที่สุด คือการทำให้ช่วงเวลานี้เป็นยุคที่กระทรวงแรงงานขับเคลื่อนงานได้มากที่สุด จะเรียกว่ายุคทองหรือไม่ไม่รู้ แต่ผมจะทำให้ดีที่สุด และตอบโจทย์พี่น้องแรงงานให้ได้มากที่สุด