เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ยุติหรือชะลอโครงการส่งเสริมการเข้าถึงบริการปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือ “TH-AI Passport แจก AI ใช้ฟรี 5 ล้านสิทธิ” วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท เพื่อให้กลับไปทบทวนรายละเอียดทั้งหมดใหม่ว่า ปัจจุบันยังมีข้อสงสัยหลายประการ ทั้งเรื่องความคุ้มค่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และเงื่อนไขในร่างขอบเขตงาน (TOR) ที่อาจเปิดช่องให้เกิดข้อครหาเรื่องการเอื้อประโยชน์แก่เอกชนบางรายที่เมื่อย้อนไปดูก็จะพบความเชื่อมโยงกับโครงการอื่นของรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย แม้การยุติโครงการในระยะนี้อาจทำให้ภาครัฐต้องจ่ายค่าชดเชยบางส่วนแก่ผู้เกี่ยวข้อง แต่หากเปรียบเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งบประมาณจำนวนมากโดยขาดความรอบคอบ ก็ถือเป็นสิ่งที่คุ้มค่า เพราะจะช่วยรักษาผลประโยชน์ของประชาชนในระยะยาวได้มากกว่า
“มีคาดหวังว่ารัฐมนตรีดีอี (นายไชยชนก ชิดชอบ) จะตัดสินใจหยุดโครงการนี้ไปก่อน ถึงแม้จะต้องมีค่าใช้จ่ายบางส่วนในการชดเชย แต่ก็น่าจะคุ้มค่ากับการรักษาผลประโยชน์ก้อนใหญ่ของพี่น้องประชาชนเอาไว้ อยากฝากถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีว่า พับโครงการนี้เสีย หากไม่อยากให้เกิดปัญหาคดีความในอนาคต หรือทำให้ชื่อเสียงของท่านเสียหายมากกว่านี้” น.ส.รักชนกกล่าว
น.ส.รักชนกกล่าวว่า สิ่งที่ควรดำเนินการในเวลานี้คือการกลับไปทบทวนรายละเอียดของโครงการให้รอบด้านมากขึ้น โดยเฉพาะการปิดช่องโหว่ในทีโออาร์ รวมถึงเงื่อนไขบางประการที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีลักษณะ “ล็อกสเปก” ให้กับผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่ไว้วางใจโครงการ คือข้อกำหนดด้านการประชาสัมพันธ์ที่ระบุให้ผู้เข้าร่วมต้องมีเครือข่ายจอดิจิทัลหรือสื่อประชาสัมพันธ์ในลักษณะเฉพาะ ซึ่งแตกต่างจากแนวทางปฏิบัติโดยทั่วไปของโครงการประชาสัมพันธ์ภาครัฐที่มักกำหนดเป้าหมายเป็นจำนวนผู้เข้าถึง การมีส่วนร่วม หรือจำนวนผู้ติดตามบนสื่อออนไลน์
“ในชั้นกรรมาธิการ ไม่มีหน่วยงานใดสามารถอธิบายได้ว่าทำไมจึงใช้เงื่อนไขลักษณะนี้ ทั้งที่เมื่อเป็นเรื่องคอลเซ็นเตอร์ กลับอ้างอิงหลักเกณฑ์ทั่วไปในการกำหนดทีโออาร์ได้ แต่เมื่อเป็นเรื่องประชาสัมพันธ์ กลับมีการกำหนดเงื่อนไขที่ถูกตั้งคำถามว่าล็อกสเปก” น.ส.รักชนกกล่าว
น.ส.รักชนกกล่าวว่า ยังตั้งข้อสังเกตถึงหลักเกณฑ์การคำนวณค่าใช้จ่าย “เหรียญโทเคน AI” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ โดยเห็นว่ายังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนเพียงพอว่าใช้อัตราการคำนวณอย่างไร และจะเกิดความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณหรือไม่ ไม่เชื่อว่าเป้าหมายหลักของโครงการคือการทำให้ประชาชน 5 ล้านคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้ตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง แต่มีข้อสงสัยว่าโครงการอาจถูกออกแบบขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่มมากกว่า
“ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้อาจไม่ได้ถูกทำขึ้นเพื่อให้ประชาชน 5 ล้านคนได้รับประโยชน์จาก AI อย่างแท้จริง แต่เป็นการชงโครงการขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่งหรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้วสาระสำคัญทั้งหมดอยู่ในทีโออาร์เพียง 2 หน้า” น.ส.รักชนกกล่าว
ด้าน นายธีระชาติ ก่อตระกูล ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า การใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาทไปกับการเช่าหรือจัดหาบริการ AI ในระยะเวลาจำกัด อาจไม่ใช่แนวทางที่สร้างประโยชน์ต่อประเทศอย่างยั่งยืนเท่ากับการนำงบประมาณดังกล่าวไปลงทุนพัฒนาระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีและบุคลากรดิจิทัลของไทย ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดการสนับสนุนผู้ประกอบการด้านดิจิทัลอย่างจริงจัง ขณะที่หลายประเทศเลือกลงทุนกับการพัฒนาคน การสร้างศูนย์วิจัย และการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในประเทศมากกว่าการใช้งบประมาณในลักษณะชั่วคราว
“AI เป็นเพียงเครื่องมือ สิ่งสำคัญคือคนที่ใช้เครื่องมือ หากเราต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ งบประมาณก้อนนี้ควรถูกนำไปสร้างระบบที่ยั่งยืนมากกว่าใช้แล้วหมดไปภายในปีเดียว” นายธีระชาติกล่าว
นายธีระชาติยังระบุว่า การออกมาแสดงความเห็นของบุคลากรในแวดวงเทคโนโลยีจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อแนวทางการใช้งบประมาณของภาครัฐ และเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลควรรับฟังข้อเสนอจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทบทวนโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ขณะที่ น.ส.รักชนกเปิดเผยว่า กมธ.ติดตามงบประมาณได้มีหนังสือเชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี พร้อมด้วยปลัดกระทรวง ผู้บริหารกองทุนดีอี คณะผู้จัดทำทีโออาร์ สตง. สำนักงาน ป.ป.ช. กรมบัญชีกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าชี้แจงต่อที่ประชุมในวันที่ 18 มิถุนายนนี้ ทั้งนี้ หากภายหลังเปิดลงทะเบียนใช้งานโครงการระหว่างวันที่ 5-10 มิถุนายน พบว่ามีผู้เข้าร่วมต่ำกว่าที่คาด หรือเกิดปัญหาในการใช้งานจนสะท้อนถึงความไม่คุ้มค่า ก็อาจเป็นข้อมูลประกอบการยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบต่อไป
“หากทุกอย่างโปร่งใสและสามารถอธิบายได้ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่มาชี้แจงต่อกรรมาธิการ ดิฉันหวังว่าท่านรัฐมนตรีจะใช้เวทีนี้ตอบทุกข้อสงสัยที่สังคมกำลังตั้งคำถามอยู่” น.ส.รักชนกกล่าว

