หน้าแรก การเมือง เสียงสะท้อนรื...

เสียงสะท้อนรื้อบัตรคนจน ช่วยให้ตรงเป้า-ใช้งบคุ้มค่า

4.06.26 | 12:17 น.

หมายเหตุ ความเห็นจากภาคเอกชนและนักวิชาการกรณีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีรายได้น้อยให้ตรงคุณสมบัติตามกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง และปรับหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิรับสวัสดิการ 

ธนวรรธน์ พลวิชัย 

อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ลักการสำคัญของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคือ การเข้าไปช่วยเหลือและดูแลค่าครองชีพของประชาชนที่มีรายได้ต่ำ ดังนั้นการกำหนดคุณสมบัติของผู้ได้รับสิทธิ จึงควรยึดหลักการคัดกรองผู้มีความจำเป็นแท้จริง และเป็นผู้มีศักยภาพทางเศรษฐกิจจำกัด หากพิจารณาตามแนวคิดเรื่องความยากจน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นบัตรที่ต้องการดูแลค่าครองชีพของคนที่มีรายได้ต่ำ พบว่ากลุ่มมีรายได้ต่ำกว่าระดับเส้นความยากจนของประเทศมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 2,997 บาทต่อเดือน หรือประมาณ 36,000 บาทต่อปี ขณะที่เกณฑ์รายได้ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กำหนดรายได้ในระดับไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี เป็นกรอบครอบคลุมกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้ยังมีความเปราะบางทางเศรษฐกิจ

Advertisement

การพิจารณาสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ไม่ได้ดูเฉพาะรายได้ แต่รวมถึงการถือครองทรัพย์สิน อาทิ เงินฝาก การถือครองที่อยู่อาศัย การลงทุน หรือทรัพย์สินอื่นสะท้อนศักยภาพทางเศรษฐกิจของผู้สมัคร ผู้มีทรัพย์สินในระดับหนึ่งอาจถูกตัดสิทธิ แม้รายได้จะไม่ถึงเกณฑ์ก็ตาม ดังนั้น บางคนไม่มีรายได้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนมีความสามารถจับจ่ายใช้สอยต่ำเสมอไป เพราะอาจมีทรัพย์สินหรือเงินออมอยู่ก็ได้ จึงต้องมีเกณฑ์ด้านทรัพย์สินเข้ามาช่วยคัดกรอง ดังนั้นคนถูกตัดสิทธิครั้งนี้ คือคนเข้าเกณฑ์การมีทรัพย์สินต่างๆ และอาจเป็นคนมีศักยภาพในการดูแลตัวเองได้ ดังนั้น รัฐบาลจะใช้เงินภาษีได้เหมาะสมมากขึ้น และเงินประหยัดได้ นำไปดูแลคนกลุ่มอื่นที่มีความจำเป็นมากกว่า

อย่างประเด็นวิพากษ์วิจารณ์เรื่องพ่อแม่ การใช้สิทธิของลูกลดหย่อนภาษี 30,000 บาท บิดาหรือมารดาจะถูกตัดออก มาเป็นเงื่อนไขประกอบการพิจารณาสิทธิ มองว่าผู้มีรายได้ถึงขั้นต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ย่อมสะท้อนถึงฐานะทางเศรษฐกิจแตกต่างจากกลุ่มเป้าหมายของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว ถ้ามีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี ถือว่าเกินเงื่อนไขของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นประเด็นการลดหย่อนภาษีจึงไม่ใช่สาระสำคัญเท่ากับการดูว่ามีรายได้และทรัพย์สินอยู่ในระดับใด อย่างไรก็ตาม กระบวนการคัดกรองของภาครัฐคงต้องมีระบบตรวจสอบและเปิดช่องทางอุทธรณ์ให้กับผู้เห็นว่าตนเองถูกตัดสิทธิโดยไม่เป็นธรรม จะช่วยลดปัญหาความคลาดเคลื่อนการพิจารณาคุณสมบัติได้

เมื่อถามถึงจำนวนผู้ลงทะเบียนรอบใหม่ ยังประเมินได้ยาก คาดจำนวนผู้ได้รับสิทธิคงใกล้เคียงกับฐานเดิมคือประมาณ 13 ล้านคน หรืออาจลดลงเล็กน้อย แต่ถ้าดูจากเกณฑ์ใหม่ คนเข้าเกณฑ์น่าจะเท่าเดิมหรือน้อยลงไม่มาก แม้มีคนอายุครบเกณฑ์เข้ามาใหม่ แต่จะมีคนบางส่วนถูกตัดสิทธิจากเงื่อนไขรายได้หรือทรัพย์สินที่เกินเกณฑ์เช่นกัน 

มองว่าหลักการสำคัญของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ควรเป็นการใช้เงินภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ คัดกรองผู้มีความจำเป็นแท้จริงให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม และปรับปรุงฐานข้อมูลให้ทันสมัย เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณด้านสวัสดิการตอบโจทย์ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำได้ตรงจุด ครั้งนี้น่าจะเป็นการปรับฐานผู้มีรายได้และผู้สามารถเสียภาษีได้ เพราะในอนาคต สังคมสูงวัยออกจากระบบแรงงานต่อเนื่อง ขณะที่คนเข้าระบบภาษีไม่ได้เพิ่มเท่า การเก็บภาษีในอนาคตก็จะลดลง จึงเป็นเรื่องสำคัญต่อการเช็กข้อมูลฐานของคนจะได้รับความช่วยเหลือ 

การตรวจสอบเกณฑ์ครั้งนี้ หากประชาชนบางส่วนไม่สามารถเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้ เนื่องจากติดเงื่อนไขเกี่ยวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ภายหลังถูกตัดสิทธิจากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเช่นกัน รัฐบาลควรพิจารณาหามาตรการรองรับเป็นกรณีพิเศษเฉพาะ เพื่อไม่ให้ประชาชนกลุ่มดังกล่าวเสียโอกาสในการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ และในทางหลักการ คนถูกตัดสิทธิควรมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส  

หากหลังการคัดกรองหรือการใช้สิทธิในโครงการต่างๆ ทำให้รัฐบาลสามารถประหยัดงบประมาณได้ ควรนำเม็ดเงินที่เหลือไปช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะผู้มีรายได้ต่ำมาก หรือผู้มีรายได้สุทธิติดลบหลังหักค่าใช้จ่ายจำเป็นในการดำรงชีพ ในอนาคตประเทศไทยเป็นสังคมสูงวัย มีภาระในการดูแลประชาชนเพิ่มขึ้น ทั้งด้านสาธารณสุขและสวัสดิการต่างๆ ดังนั้น งบประมาณที่เหลือควรนำไปช่วยคน
ลำบากจริงๆ ให้สามารถลืมตาอ้าปากได้มากขึ้น

นอกจากนี้ มีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทยพลัสต่ำกว่าเป้าหมาย ยังมีสิทธิคงเหลือประมาณ 4 ล้านสิทธิ คิดเป็นวงเงิน 16,000 ล้านบาทหากรัฐบาลสามารถนำงบประมาณส่วนนี้ ไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นสร้างคุณค่าให้กับประเทศ อาทิ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาศักยภาพแรงงาน หรือโครงการช่วยยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะท้ายสุดแล้วเม็ดเงินภาครัฐควรถูกนำไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ รวมถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส อาจมีส่วนทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นได้บ้างจากการเพิ่มกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ แต่ประเมินยังอยู่ในกรอบที่เหมาะสม คาดว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 2.5-3.0% ไม่ใช่ระดับน่ากังวลในเวลานี้ อีกทั้งคงต้องติดตามปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อระดับราคาสินค้า โดยเฉพาะสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมถึงการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการมายังผู้บริโภค อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อในช่วงไตรมาส 2-3 ของปี ขยับขึ้นมาอยู่ในระดับ 3-5% ได้

ไพจิตร มานะศิลป์ 

ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา 

ครงการไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาลช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้อย่างมาก เพราะเม็ดเงินผลักดันมาช่วยเหลือพุ่งเป้าลงไปถึงรากหญ้าคนรายได้น้อย และร้านค้ารายย่อยโดยตรง เช่น ร้านก๋วยเตี๋ยวและร้านข้าวแกง ต่างได้รับอานิสงส์จากโครงการนี้ เรียกได้ว่าใช้ยาแรงและเร็ว สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง เพราะเงินไหลลงสู่ผู้บริโภคระดับฐานราก ไม่ได้ไหลเข้าสู่กลุ่มทุนใหญ่หรือห้างสรรพสินค้า จึงมีประชาชนและร้านค้าย่อยเข้าร่วมโครงการค่อนข้างมาก ช่วงเริ่มแรกของโครงการ กระแสความตื่นเต้นและการตื่นตัวในการออกมาใช้จ่ายของประชาชนหนาแน่นทั้งในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาและในพื้นที่อื่นๆ เห็นได้ชัดเจนมาก

ส่วนกรณียังเหลืออีกกว่า 3 ล้านสิทธิไม่มีคนมาลงทะเบียน และทำให้งบประมาณในโครงการคงเหลืออยู่อีกจำนวนหนึ่งนั้น เท่าที่ทราบมาน่าจะไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นความตั้งใจตั้งแต่แรก มีการคำนวณไว้แล้วว่า ตัวเลขผู้ใช้จริงน่าจะอยู่ที่ประมาณ 25 ล้านสิทธิ และบวกลบอีกประมาณ 2 ล้านสิทธิ จึงตั้งโควต้าเผื่อไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาประชาชนลงทะเบียนไม่ได้ จนนำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมา

ส่วนการจัดการและการบริหารงบประมาณในส่วนของ 3 ล้านสิทธิที่เหลืออยู่ คาดว่าจะถูกนำไปต่อยอดทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ เพิ่มเติม ยังคงหลักการเดิมคือ ไม่ใช่การนำยอดที่เหลือในแต่ละเดือนไปสมทบเพิ่มให้ในเดือนถัดไป ยังคงจำกัดวงเงินการใช้ เช่น เดือนละ 1,000 บาทตามเงื่อนไขเดิม เพื่อจะมากระตุ้นเศรษฐกิจต่อ อาจจะเป็นในรูปแบบของเฟส 2 สำหรับผู้ยังไม่ได้ลงทะเบียนขอรับสิทธิในโครงการ หรืออาจจะทำโครงการใหม่ก็ได้ ต้องรอดูกันต่อ

อย่างไรก็ตาม โครงการไทยช่วยไทยพลัสรอบนี้เน้นการกระตุ้นแรงและยาวถึง 4 เดือน เศรษฐกิจน่าจะขับเคลื่อนเห็นผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมชัดเจนยิ่งขึ้น ส่วนการเติบโตของจีดีพีมีการอ้างอิงตัวเลขในไตรมาส 1 เติบโตถึง 2.8% สูงกว่าสำนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์และประเมินไว้ที่ 2.0-2.5% เท่านั้น จึงสะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณการฟื้นตัวที่ดี และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เห็นผลลัพธ์เชิงบวกชัดเจน ส่วนประเด็นข้อกฎหมายหรือ พ.ร.บ.งบประมาณ เกี่ยวกับการใช้งบไม่หมดนั้น เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ ทางภาครัฐจะต้องหาวิธีหมุนเวียนเงินงบประมาณสำหรับ 26-27 ล้านสิทธิที่มีการเปิดใช้ก้อนนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลงลึกไปถึงคนต้องการจริงๆ ดีกว่าลงไปให้ทุนใหญ่

สำหรับกรณีการปรับเกณฑ์การคัดกรองโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนรอบใหม่ เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือผู้มีรายได้น้อยตัวจริง เปลี่ยนจากพิจารณารายได้ครอบครัว มาเป็นการคัดกรองแบบรายบุคคลนั้น ตนเห็นด้วยกับการคัดกรองสิทธิเข้มงวดมากขึ้น จะได้ป้องกันการสวมสิทธิ งบประมาณช่วยเหลือ ตรงนี้จะได้ถึงผู้มีรายได้น้อยตัวจริงเสียงจริง เป็นการปรับให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย Targeted policy มากขึ้น ส่วนบางคนมีรายได้มากขึ้น หรือมีรายได้สูง แต่กลับได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้ออกจากสิทธินี้ไป น่าจะมีหลายคนถูกตัดสิทธิไปจะรู้สึกไม่พอใจ และไม่เข้าใจหลักเกณฑ์การกลั่นกรองใหม่นี้ แต่ตนเชื่อว่ารัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ มารองรับเพื่อให้ได้รับการเยียวยาช่วยเหลือตามบริบทอย่างเหมาะสม เช่น มาตรการร่วมจ่าย 60/40 เป็นต้น การปรับเกณฑ์คัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ จะทำให้งบประมาณรัฐก้อนนี้ลงไปช่วยเยียวยากลุ่มคนจำเป็นจริงๆ ได้โดยตรง

ณรงค์ ตนานุวัฒน์ 

ประธานกิตติมศักดิ์ หอการค้า จ.เชียงใหม่ 

ฐบาลปรับเกณฑ์การคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนรอบใหม่ เพื่อความโปร่งใสและคัดกรองผู้มีรายได้น้อยจริงๆ ว่า รัฐบาลจะต้องใช้หลักเกณฑ์ในการตรวจสอบและคัดกรองคนจนจริงๆ และคนจนไม่จริงออกอย่างรอบคอบ และก่อนหน้านี้มีประเด็นปัญหาหรือมีเหตุผลอะไรจึงต้องมีการคัดกรองใหม่ต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจเพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัย

คาดว่ารัฐบาลมีความพยายามจะคัดกรองเพื่อให้คนขาดโอกาสได้เข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของรัฐ รวมทั้งเพื่อสกัดคนแอบแฝงออกจากระบบ เกิดจากปัญหารัฐอาจพบคนไม่ได้อยู่ในเกณฑ์แล้วได้สิทธิ หรือไม่ใช่ผู้มีรายได้น้อยจริงๆ จึงต้องการปรับปรุงเกณฑ์เพื่อคัดกรองคนใหม่ 

เห็นด้วยและถือเป็นเรื่องดีมีการวางกรอบเพื่อคัดคนมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขเข้าสู่ระบบสวัสดิการแห่งรัฐ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ควรปรับปรุงสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ให้ดีขึ้นจากเดิม เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน และช่วยลดค่าครองชีพให้กับผู้มีรายได้น้อย

กรณีบางรายถูกตัดสิทธิแต่เป็นผู้มีรายได้น้อยจริงๆ ก็ควรพิจารณาหลักเกณฑ์ในการคัดกรองเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับคนควรได้รับสิทธิ เช่น กรณีลูกนำชื่อพ่อแม่ไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี และหลักการคัดกรองผู้ได้รับสิทธิตัวจริงแล้ว งบประมาณที่เหลือรัฐบาลก็ควรนำเงินดังกล่าวไปบริหารจัดการและจัดสรรเพื่อช่วยเหลือประชาชนเพิ่มเติมในส่วนอื่น

ส่วนโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 มีผู้ลงทะเบียนรับสิทธิเพียง 26 ล้านกว่าคน จากตั้งเป้าไว้ 30 ล้านคน คาดว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้ลงทะเบียนรับสิทธิดังกล่าวอาจติดปัญหา เช่น ไม่ได้ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน ลงทะเบียนไม่ผ่าน หรือบางรายไม่อยากลง ก็ไปบังคับไม่ได้ วงเงินที่เหลือจากที่รัฐบาลกู้มาใช้จ่ายในโครงการนี้ก็ควรนำไปใช้ในโครงการเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือช่วยเหลือค่าครองชีพให้ประชาชนเพิ่มเติมในช่องทางอื่นๆ