กรณ์ งัดตัวเลขศก.ไทยไม่มีปัญหาวิกฤติ-กระทบมั่นคง ไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน ซัดรัฐบาลเล่นลิ้น วิกฤติค่าครองชีพ แนะใช้วิธีอื่นดีกว่า ลดค่าน้ำมัน ลดค่าไฟ ไม่ต้องกู้เพิ่มหนี้ทำลายความมั่นคงประเทศ
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาญัตติด่วนเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) วงเงิน 4 แสนล้านบาทของนายปรเมษฐ์ จินา ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคกล้าธรรม โดยมีญัตติทำนองเดียวกันอีก 2 ฉบับได้แก่ของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน และนายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเสนอญัตติ ว่า เป็นหนึ่งในคนที่เสนอญัตติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญ เพื่อติดตามและตรวจสอบการใช้เงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท เพราะมีความจำเป็นที่จะต้องติดตาม เนื่องจากเรื่องนี้อยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งก็ต้องคอยรอดูว่าจะวินิจฉัยให้ พ.ร.ก.ผ่านและใช้งานต่อไปได้หรือไม่
ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยมีประสบการณ์ในการที่จะพิจารณาพ.ร.ก.เงินกู้ มา2 ครั้งคือปี 2552 และ 2555 ซึ่งเป็นการพิจารณาภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2550 แต่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ2560 ในมาตรา 172 ซึ่งระบุว่า พ.ร.ก.จะออกได้ ในกรณีเพื่อประโยชน์ที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และในมาตรานี้ระบุอีกว่า การตรา พ.ร.ก.ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อครม.เห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 2 ครั้งที่ผ่านมาชัดเจนว่า การร่างกฎหมายเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ความสำคัญมากที่สุดคือ คำถามว่ามีเหตุผลททางความมั่นคงที่ต้องออก พ.ร.ก.จริงหรือไม่ แล้ววันนี้ประเทศมีปัญหาความมั่นคงอย่างไร รัฐบาลต้องพิสูจน์เรื่องความจำเป็นเร่งด่วนของโครงการด้วยว่าโครงการต่าง ๆ ที่นำเสนอในพ.ร.ก.ฉบับนี้ เป็นโครงการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องมาแก้ไขประเด็นปัญหาที่รัฐบาลอ้างว่าเป็นปัญหาระดับความมั่นคงของประเทศจริงหรือไม่ มีวิธีอื่นแทนการออก พ.ร.ก.หรือไม่
นายกรณ์ กล่าวว่า ในส่วนว่าประเทศไทยประสบปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจจริงหรือไม่ ตนขอฟังธงว่าไม่มี เศรษฐกิจอาจจะไม่สู้ดี แต่ไม่มีปัญหาทางความมั่นคง ซึ่งวิธีการประเมินว่าเศรษฐกิจมั่นคงจริงหรือไม่โดยปกติหลัก ๆ จะดูในเรื่องของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศคือจีดีพี แต่หลายฝ่ายพูดว่าลำพังเพียงแค่นั้นอาจจะไม่พอ ซึ่งต้องดูทุนสำรองระหว่างประเทศ การจัดเก็บรายได้ภาษีโดยรัฐบาล
ถ้ารัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้ภาษีตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เค้าถือว่าหน้าที่จะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ยืนยันได้ว่าเศรษฐกิจยังมีความมั่นคงอยู่ โดยจากรายงานการจัดเก็บภาษีช่วง 7 เดือนแรกซึ่ง รวม 2 เดือนที่มีวิกฤติสงคราม พบว่าเก็บภาษีเกินเป้า 3.1 หมื่นล้านบาท ทำให้มีเงินคงคลังโดยรวมสิ้นเดือนเมษายน เกือบ 3แสนล้าน เพิ่ม 14% เทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งไม่ใช่สภาพการคลังที่ขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ระดับหนี้สาธารณะอยู่ในวินัยกรอบการคลัง ขณะนี้ตัวเลขจีดีพี สภาพัฒน์ประกาศตัวเลขเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าเศรษฐกิจไทยโต 2.8% เกินกว่าที่ทุกหน่วยงานคาดการณ์ไว้ ดังนั้นอัตราการเติบโตแม้จะไม่โตตามที่คาดหวังแต่ห่างไกลจากคำว่าวิกฤติ หากดูเรื่องทุนสำรอง เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เผยว่า เงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ 10 ล้านล้านบาท สูงสุดระดับต้นในโลก และสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประเทศไทยมีมา
นายกรณ์ กล่าวว่า หากวัดตัวเลขและภาวะในประเทศแล้ว ไม่ใช่อยู่ในภาวะวิกฤติ หรือเป็นปัญหาความมั่นคงที่เป็นวัตถุประสงค์ของการออก พ.ร.ก.กู้เงิน หากรัฐบาลบอกว่าห่วงค่าครองชีพของประชาชน ก็มีทางอื่นที่ดีกว่านี้ ทั้งลดราคาน้ำมัน ลดภาษีสรรพสามิต เพื่อให้ค่าครองชีพถูกลงได้ ทั้งนี้การออก พ.ร.ก.เป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลระยะยาวต่อประเทศ หากทุกรัฐบาลอ้างสถานการณ์เศษฐกิจที่ค่อนข้างปกติในปัจจุบัน ออก พ.ร.ก. ในอนาคต มาตรา 172 จะไม่มีความหมาย และกฎหมายวินัยการเงินการคลังจะไม่มีความหมายและทุกรัฐบาลสามารถกู้เต็มเพดาน ออก พ.ร.ก.เพิ่มเติมได้ สุดท้ายเศรษฐกิจจะไปไม่ได้
“ฝ่ายรัฐบาลอาจบอกว่าฝ่ายค้านมองไม่เป็นวิกฤต แต่รัฐบาลมองว่าเป็นวิกฤติค่าครองชีพ ถือเป็นการเล่นลิ้น การเมืองพอเล่นได้ แต่การคลังไม่ใช่ของเล่น หากมีทัศนคติออก พ.ร.ก. แบบนี้ หากกังวลและห่วงค่าครองชีพประชาชนมีวิธีอื่น โดยเฉพาะลดราคาน้ำมันลดลง ต้นทุนพลังงานลด ไฟฟ้าลดลง ไม่ต้องกู้ เพราะการกู้ทำให้เพิ่มหนี้สินประเทศ และ ความมั่นคงถูกทำลาย”นายกรณ์ อภิปราย

