ปิดหน้าออนไลน์ : ส่องจุดยืน สุรพล นิติไกรพจน์ ผ่าน 2 รัฐประหาร จนร่วมอุดมการณ์ ปชน.
กลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่ร้อนแรงอย่างยิ่ง
เพราะพลันที่พรรคประชาชน เปิดตัว ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมาเป็นที่ปรึกษายุทธศาสตร์ ผู้ว่าฯ กทม.
เพียงแต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่ใช่ว่า นายสุรพล จะมาให้คำปรึกษาอะไรกับผู้สมัครผู้ว่าฯ ของพรรค
แต่อื้ออึงอยูที่ว่า นายสุรพล เคยทำอะไรมาบ้างต่างหาก!!
มีทั้งเรื่องการขอนายกฯ มาตรา 7 การร่วมสนับสนุนม็อบ กปปส. และจุดยืนทางการเมืองที่ผ่านมา
ว่าไม่น่าจะเป็นแนวทางที่พรรคประชาชนควรยึดถือตามความเห็นของผู้สนับสนุนบางส่วน
ขณะที่นายสุรพลเอง ก็เปิดใจผ่านรายการสื่อ ยืนยันบทบาทของตัวเอง ว่าไม่เคยขอนายกฯ มาตรา 7 ไม่เคยเป่านกหวีดกับ กปปส.
พร้อมทั้งประกาศจุดยืนสนับสนุนพรรคประชาชน เป็นพยานในคดียุบพรรคก้าวไกล โดยให้ความเห็นทางกฎหมายไม่ควรถูกยุบ
แถมเปิดเผยอีกว่า จริงๆ จะไม่ใช่แค่ประธานที่ปรึกษา แต่มีชื่อเป็นแคนดิเดตผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคประชาชนด้วยซ้ำ แต่ตัดสินใจไม่ลงสมัครเอง
สะท้อนให้เห็นถึงการทำงาน ระหว่างพรรคประชาชน กับนายสุรพล แนบแน่นเพียงใด!!
แต่ไม่ทันข้ามคืน ดิจิทัลฟุตปรินต์ ก็ปรากฏ เมื่อมีคลิปข้อเสนอของนายสุรพล เมื่อช่วงการเลือกตั้ง 2549
ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตทางการเมือง รัฐบาลทักษิณ ยุบสภา แต่เมื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ พรรคฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศบอยคอตเลือกตั้ง
นายสุรพล ยื่นข้อเสนอ โดย 1 ในนั้น คือให้นายกฯ ทักษิณ ยื่นทูลเกล้าฯ ขอไม่รักษาการนายกฯ และขอให้โปรดเกล้านายกฯ พระราชทาน เพื่อจัดการเลือกตั้ง และให้ฝ่ายค้านเลิกบอยคอตการเลือกตั้งด้วย
แน่นอนว่าในเนื้อความไม่ได้พูดถึงมาตรา 7 และเป็นการรักษาการระหว่างจัดการเลือกตั้งเท่านั้น
แต่ก็ชวนตั้งคำถามว่า หลักของกฎหมาย ต้องไม่ตีความให้ถึงทางตัน เมื่อมีช่องทางตามรัฐธรรมนูญอยู่ เหตุใดจึงเสนอเรื่องที่นอกเหนือ และการโปรดเกล้าฯนายกฯ พระราชทาน ใช้หลักการใดรองรับ
///
อย่างไรก็ตาม หากย้อนถึงจุดเริ่มต้นของการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 เมื่อเวลาผ่านมาถึงระดับหนึ่ง ก็จะเห็นได้ว่ามีการวางแผนในลักษณะแบ่งงานกันทำ ปูพื้นให้การเมืองเข้าสู่เดดล็อก แล้วเปิดทางให้มีการรัฐประหาร ยึดอำนาจ
จุดเริ่มสำคัญอันหนึ่ง ก็คือการเดินสายของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ต้องยุติการจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์
และมาตั้งหลักปักฐาน ที่หอประชุมเล็กธรรมศาสตร์ จัดรายการทุกสัปดาห์ ก่อนขยับขยายไปที่สวนลุมพินี และจุดติดกลายเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ซึ่งก็เป็นช่วงที่นายสุรพล เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
และหลังจากนั้น เมื่อรัฐประหาร เกิดการรวมตัวของกลุ่มคนที่ต้านรัฐประหาร ก่อนจะเกิดเป็น นปก. เป็น นปช. และเป็นคนเสื้อแดง
ช่วงที่มวลชนไม่เยอะมากนั้น มีความพยายามขอใช้พื้นที่ในธรรมศาสตร์ เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการชุมนุม
แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ
กลุ่มต้านรัฐประหารต่างๆ จึงเติบโตกันอยู่ข้างถนน ก่อนกลายเป็นขบวนการใหญ่ นำมาซึ่งการล้อมปราบ สังหารหมู่กลางกรุงในปี 2553
ทั้งหมดล้วนมีความเกี่ยวพันซึ่งกันและกัน!!
///
ไม่เพียงแค่นั้น หากย้อนประวัติศาสตร์ไปดู นายสุรพล ก็ยังมีบทบาทสำคัญ ในช่วงปี 2555 ที่เพื่อไทย โดยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เป็นผลพวงของรัฐประหาร
นายสุรพล เป็นพยานคนหนึ่งของฝ่ายที่นำเรื่องการแก้ไข รธน. มาตรา 291 เพื่อเปิดทางให้ตั้ง สสร. แก้รธน. 50 ได้ทั้งฉบับ ไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
โดยนายสุรพล เห็นว่าหากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ต้องทำประชามติเสียก่อน
ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยเมื่อ 13 ก.ค. 2555 มีใจความสำคัญว่าการแก้ไขเพิ่มเติม โดยยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะทำได้ก็ต้องผ่านประชามติก่อน
จนพรรคเพื่อไทยในขณะนั้น เปลี่ยนแผนเป็นเสนอแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา และเพิ่มเรื่องนิรโทษกรรมสุดซอย
ทำให้เกิด กปปส. ลามไปถึงการวินิจฉัยให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ พ้นตำแหน่ง และให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ. 2557 เป็นโมฆะ
เปิดให้เกิดรัฐประหารอีกครั้ง ในวันที่ 22 พ.ค. 2557
ทั้งหมดก็เกี่ยวพันกัน โดยไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ !!
////
จึงเป็นเรื่องที่พอจะเห็นได้ว่า นายสุรพลเอง ไม่ใช่แค่ประชาชนธรรมดา ที่บังเอิญไปมีส่วนพัวพันกับวิกฤตทางการเมืองทั้ง 2 ครั้ง
แต่เป็นผู้ที่ใช้กฎหมาย เป็นเครื่องมือ เป็นการขับเคลื่อนสังคม เป็นนิติสงครามอีกรูปแบบหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
จึงไม่แปลกที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ จากฝั่งที่ยังพอมีความทรงจำจากรัฐประหารทั้ง 2 ครั้งได้
ในขณะที่พรรคประชาชน ก็พยายามออกมาชี้แจง ว่านายสุรพล ได้เปลี่ยนไปแล้ว ยกตัวอย่างการเป็นพยานในคดียุบพรรคก้าวไกล
ยืนยันหลักการ ‘แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง’ เปิดอีก 1 แนวทางว่าต้องดึงคนเห็นต่างมาเป็นพวกให้ได้มากที่สุด เพื่อให้มีพลังในการเปลี่ยนแปลง และต่อสู้กับ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’
กลายเป็นคำถามว่า หากเห็นว่าต้องดึงคนเห็นต่างมาเป็นพวกขนาดนั้น ทำไมในสมัยรัฐบาลที่แล้ว ไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย แม้ไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ใช้เสียง สส. ที่มากกว่าควบคุมการทำงานของรัฐบาลได้
ได้อำนาจรัฐ ได้พัฒนาประเทศ ได้ควบคุม ตัดตอน ไม่ให้ระบอบสีน้ำเงินเข้มแข็ง
แต่ทำไมไม่ทำ แล้วมาตอนนี้กลับบอกว่าต้องจับมือผู้เห็นต่าง!??
แล้วที่ว่านายสุรพล เปลี่ยนไปแล้ว ความรู้ความสามารถของนายสุรพล จะเป็นประโยชน์ จะช่วยพรรคประชาชนได้เยอะ
ก็ยังมีคำถามอีกว่า แล้วนายสุรพล มีจุดยืนกับพรรคประชาชนตรงไหน
จะเปลี่ยนแปลงอะไร จะสู้กับระบอบสีน้ำเงินยังไง จะเดินหน้าสู่อนาคตอย่างไร ก็คงต้องบอกให้ชัด
เพราะอย่าคิดว่าประชาชนเป็นของตาย ไม่ว่ายังไงเขาก็เลือกเรา มันมีตัวอย่างให้เห็นหลายพรรคการเมืองแล้ว
พุ่งสูงสุดได้เท่าไหน ก็ลงต่ำได้เท่านั้น เหมือนกัน!!!

