หน้าแรก การเมือง กมลศักดิ์ ปูด...

กมลศักดิ์ ปูด ตร.ขอผู้ให้บริการมือถือ อย่าร่วมมือคดีลอบยิง ทร.แจงกมธ. เพิ่งทราบ ปืนก่อเหตุเป็นของทัพเรือ

4.06.26 | 16:57 น.

กมธ.กฎหมาย ถกที่มาปืน ใช้ลอบยิง ‘กมลศักดิ์’ ตร.-ทร แจง ไม่รู้ขั้นตอนทำลายปืน อาจสาวไม่ถึง”โรม”ย้ำ เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่การลอบยิง แต่เป็นทุจริตคอร์รัปชั่น ‘รอมฎอน’ เปรียบเป็น ‘ปืนผีดิบ’ จำหน่ายแล้วแต่นำกลับมาใช้ได้ จี้ตำรวจเปิดเผยข้อมูล

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 4 มิถุนายน ที่รัฐสภา ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน พิจารณาศึกษาและติดตามตรวจสอบการอำนวยความยุติธรรม กรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ และผู้ติดตาม โดยเชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูล อาทิ สำนักงานตำรวจตำรวจแห่งชาติ กองทัพเรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ

นายกมลศักดิ์ ในฐานะผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ผ่านมา 2 เดือน 14 วัน นับตั้งแต่วันเกิดเหตุ ตนเองรู้สึกไม่สบายใจ จึงร้องเรียนต่อ กมธ.เพราะกระบวนการยุติธรรมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ฝ่ายรัฐพยายามแก้ปัญหา ก่อนหน้านี้รู้สึกว่าคดีเดินเร็วมากสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ แต่หลังจากที่มีการจับกุมผู้กระทำผิด นานวันยิ่งรู้สึกว่าจะกลายพันธุ์เป็นผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัย ย้ำว่าในฐานะผู้เสียหายมีสิทธิ์ที่จะสืบหาข้อมูลได้ สามารถสอบถามความคืบหน้าของคดีได้ มีสิทธิ์ที่จะวิเคราะห์ความเป็นไปของคดี

ประเด็นแรก หลังจากที่มีการจับกุมผู้ต้องหาและแจ้งความเอาผิด ข้อเท็จจริงที่ได้มาพบว่ามีการวางแผนก่อนหน้านี้หลายเดือน ตามล่ารอบสังหารตนเองมา 4-5 ครั้ง มีการลาดตระเวนไปดูที่บ้าน หลายคนเชื่อว่ามีการทำเป็นขบวนการ แบ่งหน้าที่กันทำ หากตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านความสัมพันธ์หมายเลขโทรศัพท์ก็จะสามารถไปต่อได้ แต่ตอนนี้รู้สึกว่าคดีจะสะดุดอยู่แค่นี้ เท่าที่ทราบข้อมูลการติดต่อในโทรศัพท์จะถูกลบภายใน 3 เดือน เหตุของตนเองเกิดขึ้นในวันที่ 20 มีนาคม 2569 ซึ่งความจริงมีการประชุมวางแผนก่อนเกิดเหตุหลายเดือน หากฝ่ายสืบสวนไม่ได้นำหมายเลขโทรศัพท์เป็นตัวตั้งในการทำคดี หรือไม่ได้เรียกข้อมูล การใช้โทรศัพท์ก็จะถูกลบอัตโนมัติ

นายกมลศักดิ์ ตั้งคำถามว่าจริงหรือไม่ที่ในปี 2567 ตำรวจภูธรภาค 9 มีคำสั่งว่าข้อมูลของผู้ใช้บริการโทรศัพท์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องส่งไปให้ตำรวจภูธรภาค 9 ทุกวัน ท่านใช้อำนาจและกฎหมายข้อไหน อีกทั้งการแจ้งความ น.ต.เดโช รัตนพันธุ์ และ น.อ.มนตรี โตประเสริฐ แจ้งข้อหาในฐานะผู้สนับสนุนเท่านั้น ทั้งที่ตนเองมีการสืบข้อมูลในฐานะผู้เสียหาย พบ น.ต.เดโชมีการติดต่อหาบุคคลอื่นผ่านทางโทรศัพท์หลายสิบครั้ง ซึ่งทราบว่าพนักงานสอบสวนมีการส่งสำนวนให้กับอัยการแล้ว ซึ่งตนเองจะร้องขอความเป็นธรรมในคดีนี้ด้วย

Advertisement

นอกจากนี้ ตนเองยังทราบมาว่า ตำรวจได้ติดต่อกับบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ ขออย่าให้ความร่วมมือกับคดีนี้ เพราะไม่อยากให้ทราบคนที่อยู่เหนือกว่านั้น ตนเองจึงรู้สึกไม่สบายใจและต้องเดินต่อในเรื่องนี้ หากการก่อเหตุเป็นเรื่องเฉพาะตัวไม่เกี่ยวกับกองทัพหรือองค์กร เราต้องช่วยกันหาความจริง ก่อนหน้านี้เราทราบว่ารถที่ใช้ก่อเหตุเป็นของ กอ.รมน.นราธิวาส ฝ่ายพิสูจน์หลักฐานก็บอกว่าเป็นกระสุนปืน M16 ที่ไม่เคยมีประวัติมาก่อน อาวุธปืน กรมสรรพาวุธทหารมีการแจ้งว่าอาวุธปืนนี้เคยอยู่ในบัญชีของกองทัพเรือ มอบให้นาวิกโยธินจำนวน 2 กระบอกตั้งแต่ปี 35 และไม่สามารถใช้งานได้แจ้งทำลาย จำนวน 40 กระบอก ในปี 2563 โดยบัญชีที่แจ้งทำลาย ใครเป็นคนแจ้ง มีการทำลายจริงหรือไม่

ทั้งนี้ ผลการตรวจของพนักงานสอบสวนบอกว่า อาวุธปืนสามารถใช้ได้ปกติ ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมสรรพาวุธทหาร พนักงานสอบสวนมีการขยายผลเรื่องนี้ในสำนวนหรือไม่ ประสานงานกับกองทัพเรือหรือไม่ เพราะอาวุธที่ไม่สามารถใช้งานได้และแจ้งบัญชีทำลายมากถึง 40 กระบอกในปี 2563 ปืนจำนวนดังกล่าว ยังอยู่ในพื้นที่หรือไม่

พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจทางจังหวัดนราธิวาส ได้มอบซองเอกสารซึ่งระบุว่า เป็นความคืบหน้าของคดีให้กับนายรังสิมันต์ ก่อนจะชี้แจงว่า หลังเกิดเหตุลอบยิงนายกมลศักดิ์ ทุกภาคส่วนได้รวบรวมพยานหลักฐานตั้งแต่คืนนั้น จนกระทั่งนำไปสู่การดำเนินคดี ซึ่งได้ส่งตัวผู้กระทำผิดไปให้พนักงานอัยการแล้ว ยืนยันว่า เราจะมายุติการสืบสวนสอบสวนหาผู้จ้างวาน โดยกรณีของ น.ต.เดโช และ น.อ.มนตรี เรามีการรวบรวมพยานหลักฐาน เพราะสงสัยว่าจะเป็นผู้ร่วมก่อเหตุตั้งแต่เริ่มต้น ที่ช้าเพราะอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อแจ้งข้อหา ไม่มีภาวะซ่อนเร้นปกปิด

ส่วนประเด็นการใช้โทรศัพท์ พนักงานสอบสวนมีการนำหมายเลขโทรศัพท์ของทุกคนที่เกี่ยวข้องในคดีส่งไปยังผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลการใช้โทรศัพท์อยู่ในสำนวนการสอบสวนแล้ว เอกสารในคดีมีทั้งหมด 7 แฟ้มใหญ่ ข้อมูลบางอย่างจึงไม่สามารถนำเรียนให้ทราบในตอนนี้ได้ เนื่องจากเป็นความลับในชั้นพนักงานสอบสวน เมื่อถึงเวลาในการพิจารณาในชั้นศาล ผู้เสียหายในฐานะโจทก์ร่วมจะได้รับรู้รับทราบ และจะมีการหาผู้จ้างวันต่อไป เพราะพนักงานสอบสวนไม่ได้เชื่อทีเดียวว่าจบแค่นี้

ส่วนที่นายกมลศักดิ์ อ้างว่ามีคำสั่งของตำรวจภูธรภาค 9 ให้ผู้ใช้บริการไม่ให้ความร่วมมือ ตนเองไม่ทราบ ในฐานะพนักงานสอบสวนร่วมก็ไม่เคยรับทราบในส่วนนี้ ขณะที่เรื่องอาวุธปืน เราส่งข้อมูลไปทุกหน่วยงานทั้ง กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 เราเพิ่งได้รับผลตรวจอาวุธปืน 1 กระบอก ทราบว่าเป็นปืนของกองทัพเรือที่มอบให้กับนาวิกโยธิน แต่จำหน่ายเพราะเป็นปืนใช้การไม่ได้ และทำลายโดยกองทัพเรือไปแล้ว เมื่อถามว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป สำนักงานตำรวจแห่งชาติแจ้งไปยังกองทัพเรือต้นสังกัดเพื่อให้ดำเนินการต่อไป

นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า เข้าใจว่าสำนวนอยู่ในชั้นสอบสวน และข้อมูลเป็นความลับ แต่อะไรที่สามารถเปิดเผยได้ก็ไม่น่าจะเป็นความลับ ประเด็นแรกคือท่านระบุว่ามีการเช็กหมายเลขโทรศัพท์ หากเช็กแล้วจะมีการปรากฏสัมพันธ์ระหว่างผู้ต้องหากับบุคคลที่ปรากฏหมายเลข จึงถามว่ามีการสอบคำให้การกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในสำนวนหรือไม่ สอบไปแล้วกี่ปาก การสอบคำให้การบุคคลที่เกี่ยวข้องปรากฏอยู่ในสำนวนหรือไม่ หมายเลขโทรศัพท์ที่สอบมีทั้งหมดกี่หมายเลข

พล.ต.ต.ประยงค์ กล่าวย้ำว่า ข้อมูลต้องไปปรากฏในชั้นศาล และจะต้องร่วมกันพิจารณาอีกชั้นหนึ่ง พร้อมปฏิเสธที่จะตอบคำถามถึงเรื่องจำนวนหมายเลขโทรศัพท์ เพราะไม่ได้เตรียมข้อมูลเรื่องนี้มา

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เราใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ หากมีกฎหมายใดใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ขอให้ท่านแสดง เพราะ กมธ.มีสิทธิ์ที่จะทราบรายละเอียดทั้งหมด แต่ที่ผ่านมาพยามให้เกียรติซึ่งกันและกัน อะไรที่ระบุตัวบุคคลและอาจกระทบต่อการทำงานของคดี เราพยายามจะเข้าใจแต่คำถามของนายกมลศักดิ์ไม่ได้เป็นคำถามที่เจาะจงถึงขนาดระบุชื่อบุคคล

พ.ต.อ.สรชัช ปร่ำเป็ง ผู้กำกับการ (กลุ่มงานสอบสวน) กองบังคับการสืบสวนสอบสวนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชี้แจงว่า คดีนี้หลังจากเกิดเหตุการณ์เกิดขึ้น ตนเองเป็นหนึ่งในคนที่ทำสำนวนคดี ต้องยอมรับว่าคณะพนักงานสอบสวนแทบจะหยุดคดีอื่นทั้งหมด เพื่อมามุ่งทำคดีนี้ให้เกิดความยุติธรรมมากที่สุด สำนวนคดีนี้มี 7 แฟ้ม เอกสาร 3,000 แผ่น เพื่อพิสูจน์ให้เห็นความผิดของผู้ต้องหานำไปสู่การพิจารณา และพิสูจน์ในชั้นศาล เราได้สอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาและพยาน รวมทั้งหมด 47 ปาก ส่วนหมายเลขโทรศัพท์ เราได้มีการตรวจสอบ 11 หมายเลข ซึ่งการติดต่อสื่อสารเพียงลำพังอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าคนผู้นั้นจะเป็นผู้กระทำผิด เราต้องมีหลักฐานอื่นประกอบด้วย

อย่างไรก็ตามตาม ประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ระบุไว้ว่า สำนวนการสอบสวนต้องเป็นความลับ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความลับตลอดไป เพราะสุดท้ายจะเป็นผลต่อการแพ้ชนะคดีได้ เรากังวลว่าไม่รู้ว่าใครเป็นฝ่ายไหนอาจจะมีการนำเอาข้อมูลในวันนี้ไปกลับคำให้การ ฉะนั้นเราจึงไม่ควรมีการเปิดเผยข้อสอบในเวลานี้ ควรนำข้อสอบไปเปิดเผยในชั้นศาล

นายรังสิมันต์ จึงกล่าวว่า เราไม่ได้ขอให้ท่านเปิดเผยสำนวน แต่นายกมลศักดิ์สอบถามจำนวนหมายเลขโทรศัพท์ ซึ่งสามารถพูดได้ไม่เป็นความลับ เพราะเราต้องการรู้ว่ามีการเอาจริงเอาจังในคดีนี้มากน้อยแค่ไหน ส่วนเรื่องปืนถือเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งไม่มีฝ่ายบ้านเมืองคนใดที่ชี้แจงว่าเป็นข้อมูลที่ไม่จริง หากไม่ให้คำชี้แจงแล้วบอกว่าเป็นความลับก็จะคุยกันต่อยาก อาจทำให้ตำรวจถูกสงสัยไปด้วยว่าไม่ชอบมาพากลหรือไม่

ด้านนายณัฐชนนท์ ศรีก่อเกื้อ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกมธ. กล่าวถามถึงการทำลายอาวุธปืนว่า วิธีการทำลายอาวุธของกองทัพเรือ ทั้ง 40 กระบอกที่มีการกล่าวอ้าง ทำกันอย่างไรทำไม 2 กระบอกถึงเล็ดลอดเข้ามาอยู่ในกระบวนการลอบยิงนายกมลศักดิ์ครั้งนี้

ด้านพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.พรรคประชาชาติ ในฐานะกมธ. กล่าวว่า คดีนี้มีความซับซ้อนทำเป็นกระบวนการ มีผู้บงการ ผู้ใช้ ผู้จ้าง ผู้วาน และผู้ลงมือปฏิบัติ ซึ่งครั้งนี้ตัวผู้เสียหายเริ่มไม่มีความมั่นใจกับตัวพนักงานสอบสวน ที่มีการพูดว่าจะมีการตัดตอนไม่ไปถึงผู้บงการ เพราะแม้ผู้ปฏิบัติถูกดำเนินคดีแต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงผู้บงการ ซึ่งวันนี้ตำรวจเร่งสั่งฟ้องแล้ว โดยอ้างว่าจะแยกคดีกับผู้บงการ ซึ่งเรื่องนี้อาวุธปืนที่ใช้ ยิงมี 2 กระบอก 1 กระบอกพบว่าเป็นของกองทัพเรือ กองพิสูจน์หลักฐานพบว่าปืนมีสภาพดี สามารถยิงทำร้ายได้เลยไม่พบว่ามีการแก้ไขแสดงว่าปืนกระบอกนี้ เป็นปืนชุดเดียวกับที่กองทัพเรือ เอาไปทำลาย ได้ทำลายจริงหรือไม่ แล้วทำไมกระบอกนี้จึงนำมาทำร้ายนายกมลศักดิ์

ขณะที่อีก 1 กระบอก มีการเขียนประทับตราไว้ตรงกระบอกระบุ ว่าเป็นปืน จากสหรัฐมอบให้ กระทรวงกลาโหม ซึ่งกระทรวงกลาโหมก็ต้องนำไปแจกจ่าย หากปืนกระบอกนี้ไม่ได้อยู่กับกองทัพเรือ ปืนกระบอกนี้จะอยู่ที่ไหน และเพราะเหตุใดจึงต้องใช้ปืนของกองทัพมายิงนายกมลศักดิ์ นอกจากนี้ตำรวจยอมรับเองว่าได้รับรายงานการตรวจพิสูจน์ปืน เรื่องนี้เรื่องใหญ่ทำไมถึงไม่สืบสวนคดี การทำลายปืนครั้งนี้ ประชาชนมั่นใจได้อย่างไรว่าปืนอีก 39 กระบอก จะยังไม่ถูกทำลาย ความเชื่อมั่นในหน่วยงานของกองทัพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ดังนั้นจะเกิดคำถามว่าปืน 2 กระบอกนี้อยู่ที่ใคร แล้วทำไมทำลายแล้วจึงนำมาใช้ยิงคน เรื่องนี้ มีความคลุมเครือทั้งรถและปืนที่มาจากหน่วยงานราชการ และหน่วยงานราชการก็สอบสวนกันเองแต่เราจะไว้ใจได้อย่างไร

พล.ต.ต.ประยงค์ กล่าวว่า อาวุธปืน 2 กระบอกนั้นได้พิสูจน์ทราบกระบอกเดียวคือเป็นของกองทัพเรือ ส่วนประเด็นข้อมูลการใช้โทรศัพท์ที่ส่งให้ภาค 9 นั้น ส่วนตัวไม่ทราบเรื่องและไม่ทราบข้อเท็จจริง และเพิ่งทราบว่ามีข้อมูลนี้ในวันนี้ ส่วนการดำเนินการต่อหลังจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่ละเลยในการดำเนินการต่อ พยายามใช้ความรู้ความสามารถทำงานให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ ด้วยระยะเวลาการสืบสวนถือว่าขณะนี้สมบูรณ์เต็มที่มีความเห็นไปแล้ว การพิจารณาของอัยการก็ต้องดำเนินการต่อ พร้อมเปิดเผยว่า ข้อมูลการสอบปากคำกองทัพเรือ ไม่ต่ำกว่า 5 ปาก ส่วนผู้เกี่ยวข้องในการทำลายอาวุธปืนก็ต้องดำเนินการต่อ เราพึ่งได้รับข้อมูลเรื่องนี้มา เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา

เมื่อกรรมาธิการถามถึง นายสุนทร ผู้กระทำความผิด ที่แยกคดีออกจากผู้กระทำความผิดอื่นเพราะอะไร เนื่องจากเรื่องนี้มีการวางแผน ทำเป็นกระบวนการ ทำไมถึงต้องแยกบุคคลคนนี้ที่ทำการชำแหละรถออกมาอีกคดีอื่น

พล.ต.ต.ประยงค์ กล่าวว่า นายสุนทรคนชำแหละรถ เขาไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนว่ารถคันนี้ใช้ในการก่อเหตุ เบื้องต้นได้มีการวางแผนร่วมกันใช้ร่วมกัน แต่ไม่มีนายสุนทรอยู่ร่วมการประชุมวางแผน เพียงแต่ถูกสั่งให้ดำเนินการทำลายรถในภายหลัง แต่การสมรู้เรื่องคิดตั้งแต่เบื้องต้นไม่ปรากฏ

พ.ต.อ.ทวี กล่าวถามว่า ปืนกระบอกนี้มีการไปทำลายจริงหรือไม่ไม่รู้ แต่มีการนำกลับมาใช้ และปืนใช้การได้ดีไม่มีการแก้ไขแสดงว่าคุณภาพปืนดี การไปทำลายลักษณะแบบนี้ เราจะทำอย่างไร ที่จะให้คำตอบ ทำไมถึงปล่อยให้เป็นแบบนี้ แล้วกรรมาธิการจะได้คำตอบเรื่องนี้จากใคร

ด้านตัวแทนจะทหารเรือ กล่าวถึงประเด็นการการทำลายอาวุธปืนของกองทัพ ว่า ปืนที่ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว หรือไม่มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน จะทำการรุดจำหน่าย และพึ่งมาทราบว่ามีปืนของหน่วย เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จึงจะดำเนินการสืบสวนต่อไป ซึ่งการรุดจำหน่ายไปแล้ว จะไม่มีการนำออกมาใช้แล้วเพราะอุปกรณ์ไม่ปลอดภัย ส่วนจะไปอยู่ตรงไหน และมีการทำลายอย่างไรนั้น จะเตรียมเอกสารมาชี้แจงอีกครั้งหนึ่ง

นายรังสิมันต์ กล่าวสรุปว่าทางตำรวจยังไม่ได้มีการขยายผลในเรื่องของปืน เพราะเพิ่งทราบรายละเอียดของปืนเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนนี้ ส่วนของ กองทัพเรือไม่สามารถให้ข้อมูลได้มากกว่านี้ น่าจะต้องเชิญมาอีกครั้งหนึ่ง

ด้านนาย รอมฎอน ปันจอร์ ส.ส.พรรคประชาชน ในฐานะกมธ.กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิดมาก เหมือน “ปืนผีดิบ” คือปืนที่ตายไปแล้วแต่กลับมาใช้ใหม่ และใช้ได้ดีด้วยไม่ได้ส่งผลอันตรายกับผู้ใช้ ก่อให้เกิดคำถามที่ใหญ่และกว้าง คือตกลงแล้วเรามีอาวุธปืนในลักษณะที่เป็นปืนผีดิบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่จำนวนเท่าไหร่ เบื้องต้นจาก 40 กระบอก เรามีหลุดมา 1 กระบอก ซึ่งเป็นเรื่องน่ากลัวมาก

กระบวนการในการจัดการอาวุธปืนที่ จำเป็นต้องจำหน่ายออกไปขั้นตอนเป็นอย่างไร ขั้นตอนในการจำหน่ายและทำลายเป็นอย่างไร และฝากคำถามถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ อีก 1 กระบอกมีประวัติที่มารายละเอียดเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะน่าจะมีประวัติที่พิสดารอีกแบบหนึ่งเช่นกัน

นาวาเอก บัญญัติ วงศ์จำปา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ (ผบ.ฉก.นย.ภต.) ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ตนก็ไม่ได้นิ่งร้อนใจ หรือสบายใจได้มีการพูดคุยกับพนักงานสอบสวน รวมถึงให้ความร่วมมือทุกอย่างไม่ว่าจะส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยกรรมการในการสืบสวนหรือหาวัตถุพยานต่าง ๆ ตนได้ช่วยดำเนินการเต็มที่ และยืนยันว่าทางหน่วยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ไม่ได้ปัดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวทั้งหมดแต่ยินดี ให้ความร่วมมือกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ตนเป็นหน่วยใช้งานเบิกมาใช้ถ้าเป็นปืนในคลังของตนเองเอาไปยิงคนเดือดร้อนแน่นอน

แต่ในคดีนี้ปืนไม่ใช่ปืนในคลังของตนเอง แต่การหาวัตถุพยานตนก็ส่งลูกน้องไปช่วย และได้ช่วยส.ส.ในการหาข้อมูลด้วย ส่วนเรื่องการจำหน่ายอาวุธปืนนั้นเกินอำนาจของตนจริง ๆ หลังจากนี้ก็จะไปติดตามขั้นตอนและวิธีการ เพื่อรายงานให้กรรมาธิการทราบอีกครั้ง

นายรังสิมันต์ จึงขอให้ส่งเอกสารขั้นตอนการรุดจำหน่ายหรือทำลายไม่เกิน 15 วัน และการสอบปากคำ 5 ปาก อาจจะต้องเพิ่ม เพราะเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แต่อาจจะนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่น

ด้านพ.ต.อ.สรชัช กล่าวว่า พนักงานสอบสวนได้มีหนังสือสอบถามไปถึงกองทัพเรือ กองทัพบก กองทัพอากาศว่าอาวุธทั้ง 2 กระบอกเป็นของหน่วยงานท่านหรือไม่ กองทัพเรือได้ส่งกลับมาว่ามี 1 กระบอก และมีการสอบปากคำทหารเรือทั้งหมด 8 ปาก เกี่ยวกับอาวุธปืนกระบอกนี้ ว่ามีการจำหน่ายอาวุธปืนปี 2563 บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายหรือทำลายอาวุธปืนเกี่ยวข้องคดีนี้หรือไม่ เราไม่สามารถไปถึงตรงนั้นได้

นายรังสิมันต์ จึงกล่าวว่า จำเป็นต้องรู้ว่าปืนกระบอกนี้ใครเป็นผู้รับผิดชอบ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องคอร์รัปชั่นหรือเรื่องอาวุธปืน แต่เรากำลังตั้งประเด็นว่ามีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้หรือไม่ ไม่ได้เหมารวมว่าคนในกองทัพเรือทั้งหมดเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แต่เราพยายามหา ขยายผลคนที่อยู่เบื้องหลัง จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจขยายผลเรื่องนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ถ้า ส.ส. ถูกยิงก็ไม่ต้อง พูดถึงความคุ้มครองของประชาชนคนอื่นอีกแล้ว

พล.ต.ต.ประยงค์ กล่าวว่าเรื่องปืนอีกกระบอกหนึ่ง สอบถามทุกหน่วยงานแล้วก็ไม่ได้คำตอบว่าเป็นของใครแต่ก็นำไปขยายผลต่อตามที่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่ามีการระบุข้อความไว้ที่ปืน ที่สื่อว่าเป็นปืนที่ได้รับมาจากต่างประเทศ

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ไม่อยากให้พนักงานสอบสวนมีทัศนคติตัดตอน วันนี้เราต้องแสวงหาข้อเท็จจริงคนที่ทรงอิทธิพลเอาปืนจำหน่ายแล้วมายิง และหน่วยราชการไม่สามารถต้านทาน เราต้องการค้นหาความจริงโดยใช้พยานหลักฐาน และอยากให้รวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ว่าการจำหน่ายปืนไปแล้วจะนำไปทำร้ายคนอื่นหรือไม่ จึงอยากให้หน่วยงานยุติธรรมทำงานอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเรื่องนี้มีพยานหลายคนที่พนักงานสอบสวนไม่ได้ไปสอบ และทำให้เราไม่ไว้วางใจ