ดีอี ยันข่าวจริง ‘ไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งข้อมูลรายได้จากแอพพ์ถุงเงิน ให้กรมสรรพากรเก็บภาษีย้อนหลัง’ ขอ ปชช. เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลทางการเท่านั้น
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน
ทั้งนี้ ในวันที่ 3 มิถุนายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 130,460 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,054 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,041 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 13 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 17 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่
อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง ด่านชายแดนไทย – กัมพูชา เข้า/ออกง่าย พร้อมรถบริการทุกอย่าง
อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง กองทัพภาคที่ 1 ปล่อยกัมพูชารุกล้ำเขตแดน เพื่อขุดทับทิมสยามขาย
อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง โครงการไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งข้อมูลรายได้จากแอปถุงเงิน ให้กรมสรรพากรเก็บภาษีย้อนหลัง
อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง วิตามินดีจากอาหารเสริม ไม่สามารถทดแทนวิตามินดีจากแสงแดดได้
อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน เอกสาร รฟท. งดเดินรถเชิงสังคม 30 ขบวนทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่ 1 มิ.ย.
อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสมกว่า 1.7 แสนคน เสียชีวิตแล้ว 16 ราย
อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ตร.ไทยแต่งตัวเป็นแดนเซอร์ บุกจับเอเย่นต์ยา
สำหรับข่าวที่น่าสนใจ คือ “โครงการไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งข้อมูลรายได้จากแอปถุงเงิน ให้กรมสรรพากรเก็บภาษีย้อนหลัง” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พบว่าเป็น “ข่าวจริง” โดยรัฐบาลยืนยันว่า ข้อมูลยอดขายในแอปถุงเงิน จะไม่ถูกส่งไปให้กรมสรรพากร เพื่อนำมาคิดภาษีย้อนหลังแบบเฉพาะเจาะจงอย่างแน่นอน ซึ่งหากร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่กรมสรรพากรกำหนด คือ ยอดขายรวมทุกช่องทาง ไม่ใช่แค่เฉพาะยอดจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ก็มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี
ทั้งนี้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ส่วนใหญ่เป็นร้านค้ารายเล็กถึงรายย่อย ซึ่งมักจะมีรายได้ตลอดทั้งปี ไม่ถึง 1.8 ล้านบาท จึงไม่เข้าเกณฑ์ที่น่าจะต้องกังวลเรื่องภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน เกณฑ์การเสียภาษีจะดูรายได้เฉลี่ยทั้งปีเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ช่วงที่เข้าร่วมโครงการฯ และมียอดขายพุ่งสูงขึ้นชั่วคราว ขอให้ร้านค้าอย่ากังวล อย่าหลงเชื่อข่าวเท็จที่มีการพูดกันปากต่อปาก

