ป.ป.ช. ชี้มูลอดีตเจ้าหน้าที่การเงิน อบต.ศรีสะเกษ รวยผิดปกติ 17 ล้าน สั่งยึดทรัพย์-ให้ออกจากราชการ
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มอบหมายคณะไต่สวนเบื้องต้นเพื่อดำเนินการไต่สวน กรณีกล่าวหานางสาวสุดารัตน์ อนุพันธ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี องค์การบริหารส่วนตำบลหนองอึ่ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ร่ำรวยผิดปกติมูลค่ารวม 17,410,400 บาท
จากการไต่สวนปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นางสาวสุดารัตน์ อนุพันธ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี องค์การบริหารส่วนตำบลหนองอึ่ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ มีรายได้จากเงินเดือน ในระหว่างปี พ.ศ.2550–2556 ประมาณ 60,000–72,000 ต่อปี และมีรายได้จากการขายสินค้ารับเหมาก่อสร้าง รับจ้างไถนาและเกี่ยวข้าว รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 15,548,950 บาท แต่มีทรัพย์สิน ที่เพิ่มขึ้นไม่สัมพันธ์กับรายได้ และไม่สามารถชี้แจงถึงที่มาของทรัพย์สินได้ เป็นเงินทั้งสิ้น 17,410,400 บาท ดังนี้
1. เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชี นางสาวสุดารัตน์ อนุพันธ์ จำนวน 3 บัญชี เป็นเงิน 16,410,400 บาท
2. ที่ดิน ตั้งอยู่ตําบลตาเกษ อําเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ มูลค่าประมาณ 1,000,000 บาท
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้ นางสาวสุดารัตน์ อนุพันธ์ ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมายสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ เป็นเงินทั้งสิ้น 17,410,400 บาท
โดยให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน และให้ส่งคำวินิจฉัยพร้อมด้วยข้อเท็จจริงโดยสรุปไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อสั่งลงโทษไล่ออกนางสาวสุดารัตน์ อนุพันธ์ ภายในหกสิบวัน โดยให้ถือว่ากระทำการทุจริตต่อหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 122 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ต่อไป
หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าร่ำรวยผิดปกติ ตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมด หรือแต่บางส่วนแล้วแต่กรณี ให้ขอให้ศาลบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ภายในระยะเวลาสิบปี ตามนัยมาตรา 125 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ด้วย


