หน้าแรก การเมือง เผยตัวเลขน่าต...

เผยตัวเลขน่าตระหนก นักสิทธิฯ-ผู้หญิง ถูกฟ้องปิดปาก 600 ราย ชง 7 ข้อเสนอสภา อุดช่องโหว่

5.06.26 | 13:04 น.

ถกร่างกฎหมายต้านฟ้องปิดปากในสภา พีไอชี้นักปกป้องสิทธิฯ-ประชาชน คือ ผู้ได้รับผลกระทบหลักของ SLAPP เผยผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิฯ ถูกฟ้องกว่า 600 ราย ชง 7 ข้อเสนออุดช่องโหว่ร่างกฎหมาย ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสภา ‘อังคณา’ จี้ขยายนิยามคุ้มครอง ‘การใช้กฎหมายฟ้องคุกคามและปิดปาก’ ระบุไม่ใช่แค่คดีหมิ่นประมาท

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ที่ห้องประชุม N407 อาคารรัฐสภา องค์กร Protection International Thailand (PI) เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาสถานการณ์การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะ หรือ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปากที่เสนอโดยพรรคประชาชน

น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ กรรมาธิการฯ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ต้องการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนมาร่วมอัปเดตสถานการณ์การฟ้องปิดปากประชาชนในประเทศไทย รวมทั้งร่วมกันให้ความเห็นต่อร่างกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปากของพรรคประชาชน โดยข้อเสนอจากทุกฝ่ายจะถูกนำไปประกอบการปรับปรุงร่างกฎหมายต่อไป

พีไอเผยนักปกป้องสิทธิฯถูกฟ้องปิดปากกว่า 600 ราย ชง 7 ข้อปรับกฎหมาย Anti-SLAPP

ปรานม สมวงศ์ ผู้แทนองค์กร Protection International Thailand (PI) กล่าวว่า องค์กรได้ทำงานติดตามสถานการณ์นักปกป้องสิทธิมนุษยชนมาตั้งแต่หลังการรัฐประหารปี 2557 โดยเฉพาะผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ทำงานด้านสิทธิที่ดิน สิ่งแวดล้อม ที่อยู่อาศัย และสิทธิชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ต่างจังหวัด
ปรานมกล่าวว่า เมื่อปี 2557-2565 PI เก็บข้อมูลนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกดำเนินคดีได้ประมาณ 570 คน แต่ปัจจุบันตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 600 คนแล้ว ขณะที่รายงานล่าสุดที่นำเสนอต่อที่ประชุม ได้รวบรวมข้อมูลคดีฟ้องปิดปากจำนวน 595 คดี ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ออกมาใช้สิทธิปกป้องทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และสิทธิของชุมชน

Advertisement

“รายงานฉบับนี้ได้จัดทำข้อเสนอแนะอย่างเป็นทางการต่อหน่วยงานรัฐ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน” ปรานมกล่าว

ผู้แทน PI ระบุว่า แม้การผลักดันกฎหมาย Anti-SLAPP จะเป็นก้าวสำคัญในการคุ้มครองประชาชนจากการถูกฟ้องปิดปาก แต่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากการรับรองสิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชนและสิทธิในการปกป้องสิทธิมนุษยชนไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เป็นหลักประกันที่สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

พร้อมกันนี้ PI ได้เสนอข้อสังเกตและข้อเสนอแนะต่อร่างกฎหมาย Anti-SLAPP ของพรรคประชาชนจำนวน 7 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การรับรองสถานะของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนไว้ในนิยาม “การมีส่วนร่วมเพื่อประโยชน์สาธารณะ” การขยายระยะเวลาให้ผู้ถูกฟ้องสามารถยื่นคำร้องขอยุติคดีได้มากกว่า 15 วัน การกำหนดให้ผู้ฟ้องเป็นฝ่ายรับภาระพิสูจน์ว่าการฟ้องร้องไม่ได้มีเจตนาปิดกั้นการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน เรื่องค่าเสียหายต้องครอบคลุมการเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และจิตใจ ตลอดจนการรับรองว่ากฎหมายดังกล่าวสามารถใช้บังคับกับการดำเนินคดีโดยหน่วยงานของรัฐได้เช่นเดียวกับภาคเอกชน

นอกจากนี้ ยังเสนอให้เชื่อมโยงกลไก Anti-SLAPP เข้ากับกองทุนยุติธรรม เพื่อให้ผู้ถูกฟ้องสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือทางกฎหมายได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งให้มีมาตรการคุ้มครองเฉพาะสำหรับผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (WHRDs) และนักปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม (EHRDs) ซึ่งเผชิญความเสี่ยงจากการถูกดำเนินคดีอย่างไม่สมส่วน

ปรานมกล่าวว่า จากข้อมูลของ PI พบว่าการฟ้องปิดปากต่อผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนมักเกิดขึ้นควบคู่กับการคุกคามในรูปแบบอื่น ทั้งการโจมตีทางออนไลน์ การคุกคามทางเพศสภาพ การสอดส่องติดตาม การคุกคามครอบครัว และแรงกดดันทางเศรษฐกิจโดยยกตัวอย่างกรณีของมารดารายหนึ่งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมหลังสูญเสียบุตรชายจากการวิสามัญฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่ความมั่นคง แต่กลับถูกฟ้องร้องดำเนินคดีปิดปาก

“กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การฟ้องปิดปากไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อบุคคลที่ถูกดำเนินคดี แต่ยังส่งผลต่อครอบครัว ชุมชน และความสามารถในการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้ได้รับผลกระทบด้วย” ปรานมกล่าว

ผู้แทน PI ยังยกตัวอย่างกรณีกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด จ.เลย และกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดและซึ่งถูกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฟ้องร้องจากการใช้สิทธิตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยชี้ว่าจากข้อมูลคดี 595 คดีที่องค์กรบันทึกไว้ มีจำนวนไม่น้อยที่ผู้ฟ้องเป็นหน่วยงานรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการคัดค้านโครงการเหมืองแร่และโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ นอกจากนี้ สหภาพยุโรปได้บัญญัติกฎหมาย Anti-SLAPP ที่ระบุนิยามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนไว้อย่างชัดเจน ซึ่งประเทศไทยควรนำมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนากฎหมายของตนเอง

ปรานมกล่าวทิ้งท้ายว่า ระหว่างที่ประเทศไทยกำลังผลักดันกฎหมายเพื่อยุติการฟ้องปิดปาก จำเป็นต้องมีกลไกคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนควบคู่กันไป เพราะกฎหมายเพียงฉบับเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาการคุ้มครองได้ทั้งหมด

รัฐธรรมนูญต้องรับรองสิทธิในการปกป้องสิทธิมนุษยชนตามมาตรฐานปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1998 และกลไกของรัฐทุกส่วน ทั้งกระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งแปลงข้อเสนอของภาคประชาชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนให้เป็นมาตรการคุ้มครองที่มีผลบังคับใช้จริง” ปรานมกล่าว

อังคณาชี้ SLAPP ไม่ใช่แค่คดีหมิ่นประมาท แต่รวมถึงการใช้กฎหมายคุกคามประชาชน

ขณะที่ อังคณา นีละไพจิตร ที่ปรึกษาขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย กล่าวว่า การฟ้องปิดปากหรือ SLAPP ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคดีหมิ่นประมาทเท่านั้น แต่หมายถึงการใช้กระบวนการทางกฎหมายในทุกรูปแบบเพื่อคุกคาม ขัดขวาง หรือปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อประโยชน์สาธารณะ

อังคณากล่าวว่า หลายกรณีที่ประชาชนรวมตัวเพื่อปกป้องสิทธิชุมชน หรือสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยการชุมนุมสาธารณะ หรือการใช้เสรีภาพในการแสดงออก แม้จะไม่ใช่กรณีหมิ่นประมาท แต่การใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ในการดำเนินคดีต่อประชาชน หรือการเลือกที่จะฟ้องร้องในบางกรณี ก็อาจมีลักษณะเป็นการใช้กฎหมายเพื่อปิดกั้น หรือยับยั้งการมีส่วนร่วมทางสาธารณะได้เช่นกัน

“การพิจารณาปัญหาการฟ้องปิดปากจึงไม่ควรมองเฉพาะคดีหมิ่นประมาท แต่ต้องมองให้ครอบคลุมรอบด้านถึงการใช้กระบวนการยุติธรรมในลักษณะที่เป็นการคุกคาม และส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในการปกป้องประโยชน์สาธารณะด้วย” อังคณากล่าว

สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะที่ปรึกษาขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน กล่าวต่อว่า ประเด็นสำคัญที่ผู้ร่างกฎหมายควรพิจารณาเป็นลำดับแรก คือการกำหนดให้ชัดเจนว่ากฎหมายฉบับนี้จะคุ้มครองใคร และขอบเขตการคุ้มครองจะครอบคลุมเพียงใด

จี้นิยาม “นักปกป้องสิทธิ” ให้ชัด ก่อนออกกฎหมายคุ้มครอง

อังคณากล่าวว่า หากพิจารณาตามปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน บุคคลใดก็ตามที่ออกมาปกป้องสิทธิของผู้อื่นหรือปกป้องประโยชน์สาธารณะ ย่อมถือเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ดังนั้นการคุ้มครองไม่ควรจำกัดเฉพาะนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่ควรครอบคลุมถึงผู้คุ้มครองผู้บริโภค คนที่ออกมาต่อต้านการทุจริต สื่อมวลชน รวมถึงประชาชนที่ออกมาปกป้องสิ่งแวดล้อม หรือสิทธิชุมชนที่กระทำเพื่อประโยชน์สาธารณะด้วย

“วันนี้ประเทศไทยยังไม่มีความชัดเจนว่าใครคือนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ทั้งที่ประเทศไทยได้รับข้อเสนอแนะจากกลไกสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งคณะกรรมการ ICCPR คณะกรรมการ CEDAW และกลไกสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติหลายชุด แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม” อังคณากล่าว

อังคณาย้อนถึงกรณีของเจริญ วัดอักษร นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมจากกรณีคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าบ่อนอก-หินกรูด ซึ่งเดินทางมาให้ข้อมูลต่อสภาผู้แทนราษฎร ก่อนถูกลอบสังหารหลังเดินทางกลับบ้าน โดยรถโดยสารสาธารณะเมื่อปี 2547 อังคณายังระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีที่ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ และสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่รัฐจะต้องมีมาตรการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง

สมาชิกวุฒิสภารายนี้ยังเสนอว่า การพิจารณาร่างกฎหมาย SLAPP ไม่ควรจำกัดเฉพาะคดีหมิ่นประมาทเท่านั้น แต่ควรขยายขอบเขตให้ครอบคลุมกรณีการใช้กฎหมายเพื่อคุกคาม หรือ “Judicial Harassment”

“ตามมาตรฐานสากล เมื่อใดก็ตามที่มีการใช้กฎหมาย หรือกระบวนการยุติธรรมเพื่อคุกคาม หรือทำให้เกิดความหวาดกลัว สร้างภาระเกินจำเป็น หรือทำให้ประชาชนต้องยุติการมีส่วนร่วมในการปกป้องประโยชน์สาธารณะนั้นก็ควรได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกัน หากกฎหมายเขียนให้รอบด้านและครอบคลุม จะช่วยคุ้มครองประชาชนได้กว้างกว่าการฟ้องหมิ่นประมาทเพียงอย่างเดียว” อังคณากล่าว

นอกจากนี้อังคณายังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกองทุนยุติธรรม โดยระบุว่า แม้จะมีความพยายามปรับปรุงพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม แต่ระเบียบกองทุนยุติธรรม แต่ยังมีข้อจำกัดหลายประการที่เปิดช่องให้เกิดการใช้ดุลพินิจที่ไม่เป็นคุณ เช่น มีข้อยกเว้นกรณีผู้ขอรับความช่วยเหลือเป็นผู้สร้างความไม่สงบหรือกระทบต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งส่งผลให้ผู้ได้รับผลกระทบจำนวนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรมได้ทั้งที่กองทุนมีงบประมาณมาก

ในส่วนบทบาทของศาลยุติธรรม อังคณากล่าวว่า แม้แนวปฏิบัติของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับคดีลักษณะนี้จะเป็นพัฒนาการที่สำคัญ แต่แนวปฏิบัตินี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (non legal binding) ทำให้ผู้พิพากษาแต่ละท่านสามารถใช้ดุลพินิจที่ต่างกันได้ อย่างไรก็ดีทุกฝ่ายต้องเคารพความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการ (Independent of Judges) ในการพิจารณาอรรถคดีตามหลักการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม (Fair trial)

ดังนั้น สิ่งที่ทุกฝ่ายควรร่วมผลักดัน คือการทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่กลายเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ออกมาปกป้องประโยชน์สาธารณะ โดยยกตัวอย่างประสบการณ์ส่วนตัวที่ถูกฟ้องร้องโดยบริษัทธุรกิจตั้งแต่ดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จนปัจจุบันผ่านมา 7 ปี คดียังคงอยู่ในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์

“แม้ท้ายที่สุดผู้เสียหายจะชนะคดี แต่กระบวนการที่ยืดเยื้อเกินสมควรได้สร้างความกดดัน และสร้างภาระให้ผู้ถูกฟ้องคดีอย่างมาก ศาลยุติธรรมจึงควรบริหารคดีเพื่อไม่ให้ประชาชนที่ถูกฟ้องเพื่อกลั่นแกล้ง หรือเพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะได้รับความเสียหายจากถูกดำเนินคดีดังกล่าว” “ทั้งนี้ โดยทั่วไปชาวบ้านมักเรียกคดีลักษณะนี้ว่า ‘คดีทิพย์’ หรือ ‘ฟ้องทิพย‘ คือผู้ฟ้องไม่ได้หวังชนะคดีแต่หวังเพียงเพื่อทำให้ผู้ถูกฟ้องเกิดความหวาดกลัว และสร้างความยากลำบากแก่ผู้ถูกฟ้อง จนทำให้ยุติการปกป้องประโยชน์สาธารณะ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะศาลยุติธรรมจึงไม่ควรปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน” อังคณากล่าว

สำหรับการจัดประชุมในครั้งนี้มีตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนจากเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนเลขาธิการสำนำงานศาลยุติธรรม ผู้แทนอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ผู้แทนคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล( ICIJ) เข้าร่วมรับฟังข้อเสนอแนะด้วย

“ภคมน” ชี้ “คนถูกฟ้องปิดปากมากที่สุดไม่ใช่เฉพาะสื่อ” ระบุประชาชนที่ลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเกิดตกเป็นเป้าหมายหลัก หวังเร่งผลักดันกฎหมายคุ้มครองประชาชน

ในช่วงท้ายการประชุม น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ กรรมาธิการฯ กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ทำให้คณะกรรมาธิการได้รับฟังข้อคิดเห็น ข้อกังวล และข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในหลากหลายมิติ ทั้งด้านกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบรวมเพื่อนำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงร่างกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปากให้มีความรอบด้านและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายมากที่สุด

ภคมนกล่าวว่า หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากฎหมายดังกล่าวจะสามารถผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาและบังคับใช้ได้โดยเร็ว เพื่อเป็นกลไกคุ้มครองประชาชนจากการถูกใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะ

“ที่ผ่านมา หลายคนอาจเข้าใจว่ากฎหมายฟ้องปิดปากถูกใช้กับสื่อมวลชนเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง คนที่ได้รับผลกระทบจำนวนมากกลับเป็นชาวบ้านและประชาชนในพื้นที่ ที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเอง รวมถึงปกป้องทรัพยากรและบ้านเกิดของตน แต่กลับต้องเผชิญกับการถูกดำเนินคดีและถูกใช้กฎหมายเป็นอาวุธเพื่อปิดปาก” น.ส.ภคมนกล่าว และว่า หากสามารถผลักดันกฎหมายฉบับนี้ให้เกิดขึ้นได้ ก็จะเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนมีพื้นที่ในการใช้สิทธิเสรีภาพ มีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ และสามารถขึ้นมาปกป้องชุมชน ทรัพยากร และบ้านเกิดของตนเองได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น

“หวังว่าความเห็นและข้อมูลที่ทุกฝ่ายนำเสนอในวันนี้ จะช่วยให้เราได้กฎหมายที่ตอบโจทย์ปัญหาจริงของประชาชน และเป็นเครื่องมือสำคัญในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ออกมาปกป้องประโยชน์สาธารณะต่อไป” ภคมนกล่าว