หน้าแรก การเมือง พริษฐ์ มองร่า...

พริษฐ์ มองร่างเพื่อไทย ไม่ขัดคำสั่งศาล เตือนภท.อย่าทำ สั่งสส.ถอนชื่อ หวังเดินหน้าแก้รธน. แค่ฉบับตัวเอง

5.06.26 | 14:32 น.

พริษฐ์ หวัง ‘ภูมิใจไทย’ ไม่บีบแก้รัฐธรรมนูญเหลือแค่ทางเดียว หลังส่งสัญญาณให้ ส.ส.ถอนชื่อหนุนร่างแก้รธน.‘เพื่อไทย’ พร้อมเดินหน้าเสนอหลักการการมีส่วนร่วมของปชช.-ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้สว. ชี้ขาดให้รัฐสภาโหวตวาระแรก

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยให้ ส.ส.ถอนชื่อจากการสนับสนุนร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ว่า ตนทราบจากข่าว เหตุผลที่มติพรรคภูมิใจไทยให้ ส.ส.ถอนชื่อ เพราะกังวลว่าจะขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 แต่ตนมีข้อสังสัยในเหตุผล เพราะไม่เห็นว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยจะขัดกับคำนิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

แม้ตนไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย แต่มองว่าคำวินิจฉัยที่ระบุแค่ว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ซึ่งเนื้อหาของพรรคเพื่อไทยไม่ได้เปิดให้ประชาชนเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยตรง แต่ให้ ส.ส.ร.บางส่วนมาจากการคัดเลือกของรัฐสภาตามชื่อที่ประชาชนเลือก เบื้องต้นจึงไม่เข้าข่ายการเลือกตั้งโดยตรงที่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นหากพรรคภูมิใจไทย กังวลว่าจะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ จะอธิบายอย่างไร ต่อกรณีที่ให้ ส.ส.โหวตรับหลักการร่างแก้ไขเพิ่มเติมของพรรคเพื่อไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อเดือนกันยายน 2568 โดยหลักการของร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรมนูญของพรรคเพื่อไทยในวันนั้น ไม่ต่างจากวันนี้

“ในภาพรวมของการพิจารณาวาระแรกที่มีหลายร่างเสนอต่อรัฐสภา มีรายละเอียดหลักคิดต่างกัน ทั้งการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ร. ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ ส.ว.ชี้ขาดร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยหลักการของทุกร่างที่เขียนคือการเพิ่มหมวด 15/1 ดังนั้น ทางที่ดีสมาชิกรัฐสภาควรลงติรับหลักการทุกร่างเพื่อนำเนื้อหาไปพิจารณา โดยไม่ปิดประตูฉบับใด หรืออ้างคำวินิจฉัยศาล แล้วปัดตก” นายพริษฐ์กล่าว

เมื่อถามว่า การถอนชื่อของ ส.ส.ทั้งพรรภูมิใจไทย รวมถึงพรรคกล้าธรรม เป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า จะมีสัญญาณอะไรหรือไม่ให้ถามพรรคที่มีมติดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงต่อการลงมติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เมื่อปลายปี 2568 ตอนนั้นพรรคประชาชนเปิดให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ โดยหลักการไม่ต่างจากพรรคเพื่อไทย ที่ให้ประชาชนเลือกส่วนหนึ่ง และให้รัฐสภาคัดเลือกผู้ร่าง ซึ่งตอนนั้น ส.ส.และ ส.ว.เห็นชอบกับฉบับของพรรคประชาชน

Advertisement

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ส่วนฉบับของพรรคเพื่อไทยไม่ได้เสียง ส.ว.ที่เพียงพอ แต่ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยสนับสนุนรับหลักการ หากยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมาอ้าง เพื่อพยายามไม่ร่วมลงชื่อกับฉบับของพรรคเพื่อไทย รวมถึงไม่โหวตรับหลักการฉบับของพรรคประชาชน หรือพรรคเพื่อไทย ต้องตอบสังคมด้วยว่าใช้หลักเกณฑ์อะไร

เมื่อถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนได้ไหมว่าจะทำให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ บีบให้เหลือช่องทางเดียว นายพริษฐ์กล่าวว่า เป็นการตั้งข้อสังเกตที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น ทั้งนี้ตนเคยตั้งข้อสังเกตว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของระบอบสีน้ำเงินมี 2 เป้าหมายเพื่อให้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์คือ ทำให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่ฉบับใหม่สะดุดเพื่อให้สังคมอยู่กับรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เปิดโอกาสให้เกิดการฮั้วได้ทั้งกระดาน หรือปล่อยให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เดินหน้า แต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ผูกขาดกำหนดกติกาได้มาของ ส.ส.ร. คัดเลือก ผู้ร่าง หรือชี้ขาดเนื้อหา ดังนั้น หวังว่าสัญญาณที่ส่งมาจะไม่ใช่ความพยายามทำให้ในวาระแรกมีเพียงร่างของพรรคภูมิใจไทยเท่านั้นที่ผ่านไปได้

เมื่อถามว่า ถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเหลือช่องทางเดียว จะมีความชอบธรรมหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า ต้องสู้ทีละขั้นตอน โดยวาระหนึ่งต้องพยายามให้ทุกร่าง และนำความเห็นต่างในหลายประเด็นไปถกต่อในชั้นกรรมาธิการ

เมื่อถามว่า จะมีช่องทางอย่างไร เพราะในชั้น กมธ. เสียงส่วนใหญ่ยังเป็นของฝ่ายเสียงข้างมาก นายพริษฐ์กล่าวว่า แม้เป็นเสียงข้างน้อย แต่หากประชาชนมองว่าสิ่งที่เราเสนอตอบโจทย์ประเทศ ประชาชนขานรับ จะเป็นพลังหนุนที่นำไปทำความเข้าใจกับ กมธ.ในรัฐสภา

เมื่อถามว่า สุดท้ายหากการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีช่องทางให้ประชาชนหยั่งเสียงจะยอมรับได้หรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า เรามีหลักการของเรา ขณะนี้ขั้นตอนสำคัญต่อเป้าหมายหลักเฉพาะหน้าคือ พยายามทำให้ร่างของพรรคประชาชนผ่านวาระแรก และให้หลักการถูกสนอง โดย กมธ.เสียงข้างมากที่จะตั้งขึ้น