หน้าแรก การเมือง ปชน. ยืนยันหน...

ปชน. ยืนยันหนุนร่างพท. ชี้ถ้าสสร.ไม่ยึดโยง สุดท้ายจะได้รธน. ที่เห็นปชช.เป็นแค่ผู้ถูกปกครอง

5.06.26 | 17:18 น.

วิโรจน์ ชี้ หากแก้ รธน. ถูกกีดกันการมีส่วนร่วมของ ปชช. สุดท้ายจะได้รัฐธรรมนูญที่มองประชาชนเป็นเพียงผู้ถูกปกครอง หวั่น ได้ ส.ส.ร. สีน้ำเงิน หลัง ‘กล้าธรรม-ภูมิใจไทย’ ถอนชื่อจากร่าง ‘เพื่อไทย’ ลั่น หนุนร่างรัฐธรรมนูญ พท.ให้เข้าสู่การพิจารณาชั้นกรรมาธิการร่วมกับร่าง ปชน.

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม ให้ ส.ส.ถอนชื่อจากการสนับสนุนร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ว่า ถอนชื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย เท่ากับตัดการมีส่วนร่วมของประชาชน เปิดทางสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) สีน้ำเงิน สู่รัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน หัวใจสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือ การเปิดการมีส่วนร่วมของประชาชนให้ได้มากที่สุด ซึ่งต้องดูประกอบกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ระบุเอาไว้ว่า รัฐสภามีอำนาจเริ่มกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ถ้าแปลง่ายๆ คือห้ามมิให้ประชาชนเลือกตั้ง ส.ส.ร.ทางตรง แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ตัดสิทธิไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม

นายวิโรจน์ระบุอีกว่า ดังนั้น หากมาพิจารณาที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ในส่วนของ ที่มาของ ส.ส.ร.นั้นก็ชัดเจนว่า มี ส.ส.ร.อยู่ 2 ประเภท โดยประเภทที่ 1 ประชาชนเลือกตั้งทางอ้อมมา 300 คน แล้วให้รัฐสภาลงคะแนนลับคัดให้เหลือ 100 คน ประเภทที่ 2 แต่งตั้งจากองค์กรต่างๆ ทั้ง ส.ส. ส.ว. ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครอง และสมาคมวิชาชีพต่างๆ จำนวน 51 คน ไม่มีการเลือกตั้งทางตรง ไม่มีส่วนไหนที่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 มีแต่การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

นายวิโรจน์ระบุอีกว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของอำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทย ดังนั้น การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญจึงจำเป็นต้องสร้างการมีส่วนร่วมกับเจ้าของอธิปไตยของชาติ นั่นคือประชาชน ถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยกระบวนการที่กีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชน สุดท้ายเราจะได้รัฐธรรมนูญที่มองประชาชนเป็นเพียงผู้ถูกปกครอง

นายวิโรจน์ระบุต่อว่า ดังนั้น การที่พรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม ถอนชื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย จึงเป็นการตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนออกจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเป็นการสะท้อนถึงปัญหาของระบอบสีน้ำเงิน ที่ชัดเจนมาก เนื่องจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แม้ว่าจะมีระบบในการสรรหา แต่สุดท้ายก็ต้องมาผ่านการเห็นชอบจาก ส.ว. สมมุติว่า ส.ว. ตกอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ศาลรัฐธรรมนูญ โดยนัยยะก็สุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะตกอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินไปด้วย แถมประชาชนทำได้แค่มองตาปริบๆ ไม่สามารถที่จะเข้าชื่อกันถอดถอนได้

นายวิโรจน์ระบุต่อว่า ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ย่อมไม่พ้นที่ประชาชนจะสงสัยว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็อาจจะกลายเป็นคำวินิจฉัยสีน้ำเงินไปด้วยหรือไม่ และพอคำวินิจฉัยสีน้ำเงินถูกนำไปใช้ในการลิดรอนการมีส่วนร่วมของประชาชน ออกจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ไม่พ้นที่จะทำให้ ส.ส.ร. อาจจะกลายเป็น ส.ส.ร.สีน้ำเงิน และ ส.ส.ร.สีน้ำเงิน ก็จะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้กลายเป็นรัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน

Advertisement

“แล้วสุดท้ายประชาชนก็จะกลายเป็นผู้ถูกปกครอง แล้วต้องถูกบังคับมาให้เลือกระหว่าง รัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร VS รัฐธรรมนูญฉบับสีน้ำเงิน ซึ่งผมไม่ต้องการที่จะเห็นฉากทัศน์ที่เป็นภัยร้ายต่อบ้านเมืองฉากนี้เกิดขึ้น ผมจึงสนับสนุนให้ร่างรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยได้ผ่านเข้าไปสู่การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการร่วมกันกับร่างรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน” นายวิโรจน์ระบุ